ปรัชญา และ ศาสนา

Philosophy and Theology (www.saengtham.tk)

Archive for the ‘หนังสือปัญจบรรพ’ Category

หนังสือปฐมกาล 11- 12

Posted by JinSon on June 19, 2009

หอบาเบล

11 1มนุษย์ทั่วโลกพูดภาษาเดียวกัน ใช้ถ้อยคำเดียวกัน 2เมื่อเขาอพยพมาจากทิศตะวันออก ก็พบที่ราบในแผ่นดินชินาร์ จึงตั้งหลักแหล่งอยู่ที่นั่น 3ต่างก็พูดกันว่า “มาเถิด เราจงทำอิฐ เผาให้สุกจนแข็ง” เขาใช้อิฐแทนหิน และใช้ยางมะตอยต่างปูนสอ 4แล้วพูดว่า “มาเถิด เราจงสร้างเมืองและสร้างหอให้ยอดสูงเทียมฟ้า เราจงสร้างชื่อเสียงไว้เพื่อเราจะไม่ต้องกระจัดกระจายกันไปทั่วแผ่นดิน”

5พระยาห์เวห์เสด็จลงมาทอดพระเนตรเมืองและหอซึ่งมนุษย์ได้สร้างขึ้น 6พระยาห์เวห์ตรัสว่า “ดูซิ เขาทุกคนเป็นชนชาติเดียวกัน มีภาษาเดียวกัน นี่เป็นเพียงการเริ่มต้นของการงานของเขา บัดนี้ ไม่มีอะไรที่เขาอยากทำแล้วทำไม่ได้ 7มาเถิด เราจงลงไปและทำให้ภาษาของมนุษย์สับสนวุ่นวาย จนเขาไม่เข้าใจกันอีกต่อไป” 8พระยาห์เวห์จึงทรงกระทำให้เขากระจัดกระจายจากที่นั่นไปทั่วแผ่นดิน เขาจึงเลิกสร้างเมือง 9เพราะฉะนั้น เมืองนี้จึงมีชื่อว่า บาเบล เพราะว่าที่นั่นพระยาห์เวห์ทรงกระทำให้ภาษาทั่วแผ่นดินสับสนวุ่นวาย และที่นั่นพระยาห์เวห์ทรงทำให้มนุษย์กระจัดกระจายไปทั่วแผ่นดิน

บรรดาบรรพบุรุษหลังน้ำวินาศ

10ต่อไปนี้เป็นลำดับเชื้อสายของเชม

เมื่อเชมอายุหนึ่งร้อยปี เขามีบุตรชื่ออารปัคชาดสองปีหลังจากน้ำวินาศ 11หลังจากให้กำเนิดอารปัคชาดแล้ว เชมยังมีชีวิตต่อไปอีกห้าร้อยปี และมีบุตรชายหญิงอีกหลายคน

12เมื่ออารปัคชาดอายุสามสิบห้าปี เขามีบุตรชื่อเชลาห์ 13หลังจากให้กำเนิดเชลาห์แล้ว อารปัคชาดยังมีชีวิตต่อไปอีกสี่ร้อยสามปี และมีบุตรชายหญิงอีกหลายคน

14เมื่อเชลาห์อายุสามสิบปี เขามีบุตรชื่อเอเบอร์ 15หลังจากให้กำเนิดเอเบอร์แล้วเชลาห์ยังมีชีวิตต่อไปอีกสี่ร้อยสามปี และมีบุตรชายหญิงอีกหลายคน

16เมื่อเอเบอร์อายุสามสิบสี่ปี เขามีบุตรชื่อเปเลก 17หลังจากให้กำเนิดเปเลกแล้วเอเบอร์ยังมีชีวิตต่อไปอีกสี่ร้อยสามสิบปี และมีบุตรชายหญิงอีกหลายคน

18เมื่อเปเลกอายุสามสิบปี เขามีบุตรชื่อเรอูล 19หลังจากให้กำเนิดเรอูล เปเลกยังมีชีวิตต่อไปอีกสองร้อยเก้าปี และมีบุตรชายหญิงอีกหลายคน

20เมื่อเรอูลอายุสามสิบสองปี เขามีบุตรชื่อเสรุก 21หลังจากให้กำเนิดเสรุกแล้ว เรอูลยังมีชีวิตต่อไปอีกสองร้อยเจ็ดปี และมีบุตรชายหญิงอีกหลายคน

22เมื่อเสรุกอายุสามสิบปี เขามีบุตรชื่อนาโฮร์ 23หลังจากให้กำเนิดนาโฮร์แล้ว เสรุกยังมีชีวิตต่อไปอีกสองร้อยปี และมีบุตรชายหญิงอีกหลายคน

24เมื่อนาโฮร์อายุยี่สิบเก้าปี เขามีบุตรชื่อเทราห์ 25หลังจากให้กำเนิดเทราห์แล้ว นาโฮร์ยังมีชีวิตต่อไปอีกหนึ่งร้อยสิบเก้าปี และมีบุตรชายหญิงอีกหลายคน

26เมื่อเทราห์อายุเจ็ดสิบปี เขามีบุตรชื่อ อับราม นาโฮร์ และฮาราน

ลำดับเชื้อสายของเทราห์

27ต่อไปนี้เป็นลำดับเชื้อสายของเทราห์

เทราห์มีบุตรชื่ออับราม นาโฮร์ และฮาราน ฮารานมีบุตรชื่อโลท 28ฮารานถึงแก่กรรมก่อนเทราห์ผู้เป็นบิดาในถิ่นกำเนิดของตน คือที่เมืองเออร์ของชาวเคลเดีย 29ทั้ง อับรามและนาโฮร์ได้แต่งงาน ภรรยาของอับรามชื่อซาราย ภรรยาของนาโฮร์ชื่อมิลคาห์ เป็นบุตรสาวของฮาราน ผู้เป็นบิดาของมิลคาห์และอิสคาห์ 30นางซารายเป็นหมัน และไม่มีบุตร

31เทราห์พาอับราม บุตรของตน พาหลานของตนชื่อโลทซึ่งเป็นบุตรของฮาราน และพานางซารายบุตรสะใภ้ซึ่งเป็นภรรยาของอับรามบุตรของตน ออกจาก เมืองเออร์ของชาวเคลเดีย ไปยังดินแดนคานาอัน แต่เมื่อมาถึงเมืองฮาราน ก็ได้ตั้งหลักแหล่งอยู่ที่นั่น

32เทราห์มีชีวิตอยู่สองร้อยห้าปี และถึงแก่กรรมที่เมืองฮาราน

II: เรื่องราวของอับราฮัม

พระเจ้าทรงเรียกอับราม

12 1พระยาห์เวห์ตรัสแก่อับรามว่า “จงออกจากแผ่นดินของท่าน จากญาติพี่น้อง จากบ้านของบิดา ไปยังแผ่นดินที่เราจะชี้ให้ท่าน 2เราจะทำให้ท่านเป็นชนชาติใหญ่ จะอวยพรท่าน จะทำให้ท่านมีชื่อเสียงเลื่องลือ ท่านจะนำพระพรมาให้ผู้อื่น

3เราจะอวยพรผู้ที่อวยพรท่าน

เราจะสาปแช่งผู้ที่สาปแช่งท่าน

บรรดาเผ่าพันธุ์ทั้งสิ้นทั่วแผ่นดิน

จะได้รับพรเพราะท่าน”

4อับรามจึงออกเดินทางตามที่พระยาห์เวห์ตรัส โลทไปกับเขาด้วย อับรามมีอายุเจ็ดสิบห้าปีเมื่อเขาออกจากฮาราน 5อับรามพานางซาราย ภรรยาของตนกับโลท บุตรของน้องชายและทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่ได้สะสมไว้ รวมทั้งบรรดาผู้คนที่หามาได้ในเมืองฮาราน ออกเดินทางไปยังแผ่นดินคานาอัน

6เมื่อเขาทั้งหลายมาถึงแผ่นดินคานาอันแล้ว อับรามก็เดินผ่านแผ่นดินนั้นจนถึงต้นโอ๊กของโมเรห์ ที่เชเคม ในเวลานั้นชาวคานาอันยังอยู่ในแผ่นดิน 7พระยาห์เวห์ทรงสำแดงพระองค์แก่อับรามตรัสกับเขาว่า “เราจะให้แผ่นดินนี้แก่ลูกหลานของท่าน” อับรามจึงสร้างพระแท่นบูชาที่นั่นถวายแด่พระยาห์เวห์ผู้สำแดงพระองค์แก่เขา 8แล้วเดินทางต่อไปถึงภูเขาทางตะวันออกของเบธเอล และตั้งกระโจมที่นั่น ให้เบธเอลอยู่ทิศตะวันตก ให้อัยอยู่ทิศตะวันออก และยังได้สร้างพระแท่นบูชาถวายแด่พระยาห์เวห์ที่นั่น แล้วขานพระนามพระยาห์เวห์ 9อับรามย้ายกระโจมเดินทางเป็นระยะ ๆ ไปจนถึงดินแดนเนเกบ

อับรามในประเทศอียิปต์

10เกิดความขาดแคลนอาหารขึ้นในแผ่นดิน อับรามจึงลงไปที่ประเทศอียิปต์เพื่ออาศัยอยู่ที่นั่น เพราะความขาดแคลนอาหารในแผ่นดินรุนแรงมาก 11ขณะที่กำลังจะเข้าประเทศ อียิปต์ เขาบอกกับนางซารายภรรยาว่า “จงฟังฉัน ฉันรู้ว่าเธอเป็นคนสวย 12เมื่อชาวอียิปต์เห็นเธอ เขาจะคิดว่า “คนนี้เป็นภรรยาของเขา” แล้วเขาจะฆ่าฉันและไว้ชีวิตของเธอ 13เพราะฉะนั้น จงบอกว่าเธอเป็นน้องสาวของฉัน เพื่อเขาจะปฏิบัติต่อฉันอย่างดีเพราะเห็นแก่เธอ และไว้ชีวิตฉันด้วยเพราะเห็นแก่เธอ” 14เมื่ออับรามมาถึงประเทศอียิปต์ ชาวอียิปต์เห็นว่าหญิงผู้นั้นสวยมาก 15เมื่อข้าราชบริพารของกษัตริย์ฟาโรห์เห็นนาง เขากล่าวชมเชยต่อกษัตริย์ฟาโรห์ นำนางเข้าไปในพระราชวังของกษัตริย์ฟาโรห์ 16เพราะนางซาราย อับรามจึงได้รับการปฏิบัติอย่างดีได้รับพระราชทานฝูงแกะ โค ลาตัวผู้ ลาตัวเมีย ทาสชายหญิง และอูฐ 17แต่พระยาห์เวห์ทรงบันดาลให้เกิดภัยพิบัติร้ายแรงกับกษัตริย์ฟาโรห์และพระราชวงศ์เพราะนางซาราย ภรรยาของอับราม 18กษัตริย์ฟาโรห์จึงทรงเรียกอับรามมาเฝ้า ตรัสถามเขาว่า “ทำไมท่านจึงทำกับเราเช่นนี้ ทำไมท่านจึงไม่บอกเราว่า นางเป็นภรรยาของท่าน 19ท่านบอกว่า “นางเป็นน้องสาว เราจึงรับนางมาเป็นภรรยา บัดนี้จงรับภรรยาของท่านคืนแล้วไปเสียเถิด” 20กษัตริย์ฟาโรห์ตรัสสั่งให้ข้าราชบริพารพาอับรามกับภรรยาและข้าวของทั้งหมดของเขา ออกเดินทางไป

Advertisements

Posted in หนังสือปัญจบรรพ, Uncategorized | Tagged: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , | Leave a Comment »

หนังสือปฐมกาล 9-10

Posted by JinSon on June 19, 2009

ระเบียบใหม่ของโลก

9 1พระเจ้าทรงอวยพรโนอาห์และบรรดาบุตรของเขา ตรัสว่า “จงมีลูกมาก ๆ ทวีจำนวนขึ้นจนเต็มแผ่นดิน 2บรรดาสัตว์ทั้งปวงบนแผ่นดิน บรรดานกในท้องฟ้า บรรดาสิ่งที่เลื้อยคลานบนแผ่นดิน และปลาทั้งสิ้นในทะเลจะกลัวท่าน เรามอบสัตว์ทั้งปวงไว้ในอำนาจของท่าน” 3สิ่งมีชีวิตที่เคลื่อนไหวทั้งหมดจะเป็นอาหารของท่าน ดังที่เราให้พืชเขียวเป็นอาหารแก่ท่านแล้ว 4แต่ท่านอย่ากินเนื้อที่มีเลือดติดอยู่ เพราะเลือดนั้นคือชีวิต 5ถ้าผู้ใดหลั่งโลหิตของมนุษย์ คือ ปลิดชีวิตของเขา เราจะมาทวงชีวิตของเขาด้วย เราจะลงโทษสัตว์ที่ได้ฆ่ามนุษย์ และจะลงโทษมนุษย์ที่ได้ฆ่าเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

6ผู้ใดหลั่งเลือดของเพื่อนมนุษย์

เลือดของเขาจะต้องถูกหลั่งโดยมนุษย์เช่นกัน

เพราะพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์

ตามภาพลักษณ์ของพระองค์

7จงมีลูกมากและทวีจำนวนขึ้น

จงออกไปทั่วแผ่นดิน และปกครองแผ่นดินเถิด

8พระเจ้าตรัสกับโนอาห์และบรรดาบุตรของเขาว่า 9”ดูซิ บัดนี้เราจะทำพันธสัญญาของเรา กับท่านและกับลูกหลานของท่านในภายหน้า 10และกับบรรดาสิ่งมีชีวิตที่อยู่กับท่านด้วย คือ นก สัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่าทุกชนิดที่อยู่กับท่าน สัตว์ทุกชนิดที่ออกมาจากเรือ และที่จะมีชีวิตบนแผ่นดิน 11เราจะทำพันธสัญญาของเราไว้กับท่านว่า เราจะไม่ให้น้ำวินาศมาทำลายสรรพสิ่งที่มีชีวิตอีก และน้ำวินาศจะไม่ท่วมทำลายแผ่นดินอีกเลย”

12พระเจ้าตรัสว่า “นี่คือเครื่องหมายแห่งพันธสัญญาซึ่งเวลานี้เรากำลังทำระหว่างเรากับท่าน และกับบรรดาสิ่งมีชีวิตทั้งหลายที่อยู่กับท่านสืบไปทุกชั่วอายุ 13เราจะตั้งรุ้งของเราไว้บนเมฆ รุ้งนี้จะเป็นเครื่องหมายแห่งพันธสัญญาระหว่างเรากับแผ่นดิน 14เมื่อเราจะให้เมฆอยู่เหนือแผ่นดิน และรุ้งจะปรากฏขึ้นบนเมฆ 15เราจะระลึกถึงพันธสัญญาระหว่างเรากับท่านและกับสรรพสิ่งที่มีชีวิต และน้ำวินาศจะไม่ท่วมทำลายสิ่งมีชีวิตทั้งหมดอีก 16เมื่อรุ้งปรากฏขึ้นบนเมฆ เราจะเห็นและจะระลึกถึงพันธสัญญานิรันดรที่เราได้ทำระหว่างพระเจ้ากับสิ่งมีชีวิตทั้งปวงบนแผ่นดิน คือกับสรรพสิ่งที่มีชีวิตและตายได้”

17พระเจ้าตรัสกับโนอาห์ว่า “นี่คือเครื่องหมายแห่งพันธสัญญาที่เราได้ทำระหว่างเรา กับสิ่งที่มีชีวิตทั้งปวงบนแผ่นดิน”

ค. จากน้ำวินาศถึงอับราฮัม

โนอาห์และบุตร

18บุตรของโนอาห์ที่ออกมาจากเรือคือเชม ฮามและยาเฟท ฮามเป็นบิดาของ คานาอัน 19สามคนนี้เป็นบุตรของโนอาห์ และประชากรทั่วแผ่นดินมีต้นกำเนิดมาจากเขา

20โนอาห์เป็นกสิกร และเป็นคนแรกที่ปลูกสวนองุ่น 21วันหนึ่ง เขาดื่มเหล้าองุ่นและเมา จึงนอนเปลือยกายอยู่ในกระโจม 22ฮาม บิดาของคานาอัน เห็นบิดาของตนเปลือยกายอยู่ จึงไปบอกเรื่องนี้แก่พี่น้องสองคนที่อยู่ข้างนอก 23เชมและยาเฟท จึงไปเอาเสื้อคลุมวางพาดบ่าและเดินถอยหลังไปคลุมร่างเปลือยของบิดา เขาหันหน้าไปทางอื่นตลอดเวลา และไม่ได้มองบิดาที่เปลือยอยู่ 24เมื่อโนอาห์สร่างเมารู้ว่าบุตรคนเล็กได้ทำอะไรกับตน 25จึงพูดว่า

“คานาอันจงถูกสาปแช่ง

เขาจะเป็นทาสต่ำต้อยที่สุด

รับใช้พี่น้องของเขา”

26และเสริมอีกว่า

“ขอถวายพระพรแด่พระยาห์เวห์ พระเจ้าของเชม

ให้คานาอันเป็นทาสของเขา

27ขอพระเจ้าทรงขยายที่ให้ยาเฟท

ให้เขาอาศัยอยู่ในกระโจมของเชม

ให้คานาอันเป็นทาสของเขา”

28หลังจากน้ำวินาศ โนอาห์มีชีวิตอยู่อีกสามร้อยห้าสิบปี 29โนอาห์มีอายุรวมเก้าร้อยห้าสิบปี จึงถึงแก่กรรม

มนุษย์แผ่ขยายทั่วแผ่นดิน

10 1ต่อไปนี้เป็นลำดับเชื้อสายของบรรดาบุตรของโนอาห์ คือเชม ฮามและยาเฟท ทั้งสามมีบุตรสืบมาหลังจากน้ำวินาศ

2ยาเฟทมีบุตรชื่อโกเมอร์ มาโกก มาดาย ยาวาน ทูบัล เมเชคและทิราส 3โกเมอร์มีบุตรชื่ออัชเคนัส รีฟาท และโทการมาห์ 4ยาวานมีบุตรชื่อเอลีชาห์ ทารชิช คิทธิม โรดานิม 5คนเหล่านี้เป็นบรรพบุรุษของชนชาติที่กระจายอยู่ตามเกาะต่าง ๆ

คนทั้งหมดนี้เป็นบุตรของยาเฟท ซึ่งต่างก็มีดินแดน ภาษา เผ่า และชนชาติของตน

6ฮามมีบุตรชื่อคูช อียิปต์ พูต และคานาอัน 7คูชมีบุตรชื่อเสบา ฮาวิลาห์ สับทาห์ ราอามาห์ และสับเทคา ราอามาห์มีบุตรชื่อเชบา และเดดาน

8คูชมีบุตรชื่อนิมโรด ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจปกครองแผ่นดินคนแรก 9เขายังเป็นนายพรานผู้ยิ่งใหญ่เฉพาะพระพักตร์ของพระยาห์เวห์ จนมีคำพูดว่า “เป็นพรานเก่งกาจ เหมือนนิมโรด เฉพาะพระพักตร์ของพระยาห์เวห์” 10เมืองสำคัญในอาณาจักรของเขาคือบาเบล เอเรกและอัคคัด ทั้งหมดนี้อยู่ในดินแดนชินาร์ 11จากดินแดนนี้เขาไปยังอัสชูร และสร้างเมืองนีนะเวห์ เรโหโบทอีร์ คาลาห์ 12และเรเสนที่ตั้งอยู่ระหว่างเมืองนีนะเวห์และคาลาห์ ซึ่งเป็นนครใหญ่

13อียิปต์มีบุตรชื่อ ลูดิม อานามิน เกหะนิม นัฟทูฮิม 14ปัทรุริม คัสลูซิม และคัฟโทริม ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของชาวฟีลิสเตีย

15คานาอันมีบุตรชื่อไซดอน ซึ่งเป็นบุตรคนแรก และเฮท 16แล้วยังเป็นบรรพบุรุษของชาวเยบุส ชาวอาโมไรต์ ชาวเกอร์กาชี 17ชาวฮีไวต์ ชาวอารคา ชาวสินี 18ชาวอารวัด ชาวเศเมอร์ และชาวฮามัท หลังจากนี้ชาวคานาอันเผ่าต่าง ๆ ได้แผ่ขยายออกไป 19เขตแดนของชาวคานาอันเริ่มตั้งแต่เมืองไซดอนไปทางเมืองเกราร์จนถึงเมืองกาซา และไปทางเมืองโสโดม โกโมราห์ อัดมาห์ และเศโบยิมจนถึงเมืองลาชา

20คนทั้งหมดนี้เป็นบุตรของฮาม ซึ่งต่างก็มีเผ่าภาษา ดินแดนและชนชาติของตน

21เชมก็มีลูกหลานด้วย เขาเป็นต้นตระกูลของลูกหลานทั้งหลายของเอเบอร์ และเป็นพี่ชายของยาเฟท

22เชมมีบุตรชื่อเอลาม อัสชูร อารปัคชาด ลูด และอารัม 23อารัมมีบุตรชื่ออูส ฮูล เกเธอร์และมัช

24อารปัคชัดมีบุตรชื่อเชลาห์ และเชลาห์มีบุตรชื่อเอเบอร์ 25เอเบอร์มีบุตรสองคน คนแรกชื่อเปเลก เพราะในช่วงเวลานั้นมนุษย์บนแผ่นดินแตกแยกกัน และน้องชายของเขาชื่อโยกทาน 26โยกทานมีบุตรชื่ออัลโมดัด เชเลฟ ฮาซารมาเวท เยราห์ 27ฮาโดรัม อูซาล ดิคลาห์ 28โอบาล อาบีมาเอล เชบา 29โอฟีร์ ฮาวิลาห์ โยบับ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นบุตรของโยกทาน 30ดินแดนของเขาเริ่มจากเมืองเมซาไปจนถึงเทือกเขาเสฟาร์ทางตะวันออก

31คนเหล่านี้เป็นบุตรของเชม ซึ่งต่างก็มีเผ่าภาษา ดินแดนและชนชาติของตน

32ทั้งหมดนี้เป็นเชื้อสายของบรรดาบุตรของโนอาห์ ตามตระกูล และเชื้อชาติต่าง ๆ จากชนชาติเหล่านี้ ชาติอื่น ๆ กระจายอยู่บนแผ่นดินหลังจากน้ำวินาศ

Posted in หนังสือปัญจบรรพ, Uncategorized | Tagged: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , | Leave a Comment »

หนังสือปฐมกาล 7-8

Posted by JinSon on June 19, 2009

7 1พระยาห์เวห์ตรัสกับโนอาห์ว่า “ท่านจงเข้าไปในเรือ พร้อมกับครอบครัวของท่าน เพราะในท่ามกลางคนร่วมสมัย เราเห็นว่าท่านเท่านั้นเป็นผู้ชอบธรรมต่อหน้าเรา 2ท่านจงเอาสัตว์ทุกชนิดที่ไม่มีมลทินไปด้วยอย่างละเจ็ดคู่ ทั้งตัวผู้และตัวเมีย และสัตว์ที่มีมลทินอย่างละคู่ ทั้งตัวผู้และตัวเมีย 3และจงเอานกในท้องฟ้าอย่างละเจ็ดคู่ ทั้งตัวผู้และตัวเมีย เพื่อช่วยชีวิตสัตว์ไว้ให้สืบพันธุ์ทั่วแผ่นดิน 4อีกเจ็ดวัน เราจะทำให้ฝนตกบนแผ่นดินสี่สิบวันสี่สิบคืน และเราจะทำลายล้างสัตว์มีชีวิตทั้งหมดที่เราได้สร้างไปจากพื้นแผ่นดิน” 5โนอาห์ทำตามที่พระยาห์เวห์ทรงบัญชาทุกประการ

6โนอาห์อายุหกร้อยปีเมื่อเกิดน้ำวินาศท่วมแผ่นดิน

7โนอาห์พร้อมกับบุตรภรรยา และบุตรสะใภ้เข้าไปในเรือเพื่อหนีน้ำวินาศ 8บรรดาสัตว์ทั้งที่ไม่มีมลทินและสัตว์มีมลทิน นกและสัตว์เลื้อยคลานบนแผ่นดิน 9อย่างละคู่ ทั้งตัวผู้และตัวเมีย เข้าไปในเรือพร้อมกับโนอาห์ ดังที่พระเจ้าทรงบัญชาแก่โนอาห์ 10เจ็ดวันต่อมา น้ำวินาศก็เริ่มท่วมแผ่นดิน

11เมื่อโนอาห์มีอายุได้หกร้อยปี วันที่สิบเจ็ดเดือนที่สอง วันนั้นบรรดาน้ำทั้งหลายใต้บาดาลก็พวยพุ่งขึ้น และประตูน้ำในท้องฟ้าก็เปิดออก 12ฝนตกลงบนแผ่นดินสี่สิบวันสี่สิบคืน

13วันนั้น โนอาห์และบุตรชาย คือ เชม ฮามและยาเฟท เข้าไปในเรือพร้อมกับภรรยาของโนอาห์และบุตรสะใภ้ทั้งสามคน 14บรรดาสัตว์ทุกชนิดทั้งสัตว์ป่า และสัตว์เลี้ยง สัตว์เลื้อยคลานทุกชนิดบนแผ่นดิน นก และสัตว์ปีกทุกชนิดก็เข้าไปด้วย 15สิ่งมีชีวิตทุกชนิดเข้าไปในเรือทีละคู่พร้อมกับโนอาห์ 16สัตว์ทุกชนิด ทั้งตัวผู้และตัวเมียเข้าไปในเรือ ตามที่พระเจ้าทรงบัญชา แล้วพระยาห์เวห์ทรงปิดประตูเรือ

น้ำวินาศ

17น้ำวินาศท่วมแผ่นดินอยู่สี่สิบวัน น้ำค่อย ๆ สูงขึ้น และยกเรือให้ลอยขึ้นจากพื้นดิน 18น้ำค่อย ๆ สูงขึ้นเหนือพื้นดิน และเรือก็ลอยอยู่เหนือน้ำ 19น้ำค่อย ๆ สูงขึ้นจนท่วมภูเขาสูงสุดที่อยู่ใต้ท้องฟ้า 20น้ำขึ้นสูงสุดถึงสิบห้าศอกเหนือยอดเขา 21สิ่งมีชีวิตทั้งหลายที่เคลื่อนไหวบนแผ่นดินก็ตายสิ้น ทั้งนก สัตว์เลี้ยง สัตว์ป่า สัตว์เล็กทุกชนิดที่เคลื่อนไหวเป็นฝูงบนแผ่นดิน รวมทั้งมนุษย์ทุกคน 22ทุกสิ่งที่เคยมีชีวิตบนดินแห้ง ก็ตายสิ้น 23ทุกสิ่งที่มีชีวิตบนแผ่นดินถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น ทั้งมนุษย์ สัตว์เลี้ยง สัตว์เลื้อยคลานและนกในท้องฟ้าถูกกวาดล้างไปจากแผ่นดิน มีแต่โนอาห์เท่านั้นที่รอดพ้นพร้อมกับผู้ที่อยู่ในเรือกับเขา 24ระดับน้ำท่วมสูงอยู่เป็นเวลาหนึ่งร้อยห้าสิบวัน

น้ำลดระดับ

8 1พระเจ้าทรงระลึกถึงโนอาห์ และสัตว์ทุกชนิดทั้งสัตว์ป่าและสัตว์เลี้ยงที่อยู่กับเขาในเรือ พระเจ้าทรงบันดาลให้มีลมพัดบนแผ่นดิน ทำให้น้ำเริ่มลดลง 2บรรดาตาน้ำใต้บาดาล และประตูน้ำบนท้องฟ้าก็ปิด ฝนจากฟ้าก็หยุด 3น้ำค่อย ๆ ลดจากแผ่นดิน หลังจากหนึ่งร้อยห้าสิบวันน้ำลดลงมาก 4จนกระทั่งในวันที่สิบเจ็ด เดือนเจ็ด เรือก็มาค้างอยู่บนเทือกเขาอารารัต 5น้ำค่อย ๆ ลดลงต่อไปจนถึงเดือนสิบ ในวันแรกของเดือนที่สิบ ยอดเขาทั้งหลายก็ปรากฏขึ้น

6ต่อมาอีกสี่สิบวัน โนอาห์เปิดหน้าต่างที่เขาสร้างไว้ในเรือ 7และปล่อยนกกาออกไปตัวหนึ่ง มันบินไปและกลับมาทุกวันจนกระทั่งน้ำบนแผ่นดินลดแห้ง 8เขายังปล่อยนกพิราบตัวหนึ่งเพื่อดูว่าน้ำลดจากพื้นแผ่นดินแล้วหรือยัง 9แต่นกพิราบหาที่เกาะไม่พบ มันจึงบินกลับมาหาเขาในเรือ เพราะน้ำยังท่วมพื้นแผ่นดินอยู่ เขาจึงยื่นมือออกไปรับมันกลับเข้ามาในเรือกับเขา 10เขาคอยอยู่อีกเจ็ดวัน จึงปล่อยนกพิราบออกไปจากเรืออีก 11ครั้นถึงเวลาเย็น นกพิราบก็กลับมาหาเขา และคาบมะกอกเทศกิ่งเล็ก ๆ มีใบเขียวสดมาด้วย โนอาห์จึงรู้ว่า น้ำลดจากพื้นแผ่นดินแล้ว 12เขาคอยอีกเจ็ดวัน และปล่อยนกพิราบออกไปอีกครั้งหนึ่ง มันไม่กลับมาหาเขาอีกเลย

13เมื่อโนอาห์มีอายุหกร้อยหนึ่งปี ในวันที่หนึ่งเดือนแรก น้ำเริ่มแห้งจากแผ่นดิน โนอาห์เปิดหลังคาเรือ มองดูและเห็นว่า พื้นดินกำลังแห้ง

14ในวันที่ยี่สิบเจ็ดเดือนที่สอง แผ่นดินก็แห้งสนิท

โนอาห์ออกจากเรือ

15พระเจ้าตรัสกับโนอาห์ว่า 16”ท่านจงออกจากเรือ พร้อมกับ ภรรยา บุตรชายและบุตรสะใภ้ 17จงพาสัตว์ทั้งปวงที่อยู่กับท่านออกมาด้วย สิ่งมีชีวิตทุกชนิด คือ นก สัตว์เลี้ยงและสัตว์ที่เลื้อยคลานบนแผ่นดิน ให้มันออกไปทั่วโลก ได้สืบพันธุ์และทวีจำนวนขึ้น 18โนอาห์จึงออกจากเรือพร้อมกับบุตรชาย ภรรยา และบุตรสะใภ้ 19สัตว์ทั้งปวง ทั้งสัตว์ป่า สัตว์เลี้ยง นกทุกชนิด และสัตว์ที่เลื้อยคลานบนแผ่นดินทุกชนิดได้ออกมาจากเรือตามชนิดของมัน

20โนอาห์สร้างแท่นบูชาสำหรับพระยาห์เวห์ เขาเลือกสัตว์และนกที่ไม่มีมลทินแต่ละชนิดมาเผาเป็นเครื่องบูชาบนแท่นนั้น 21พระยาห์เวห์ทรงได้กลิ่นหอม ของเครื่องบูชา จึงทรงดำริในพระทัยว่า “เราจะไม่สาปแช่งแผ่นดินเพราะการกระทำของมนุษย์อีกเลย แม้เรารู้ว่าใจของมนุษย์มักปรารถนาแต่สิ่งชั่วร้ายตั้งแต่เป็นเด็ก เราก็จะไม่ทำลายสิ่งมีชีวิตทั้งหลายอย่างที่เราได้กระทำมาแล้วอีก

22ตราบใดที่แผ่นดินยังคงอยู่

ฤดูหว่านและฤดูเก็บเกี่ยว

เวลาเย็นและเวลาร้อน

ฤดูร้อนและฤดูหนาว

วันและคืน

ยังมีอยู่ต่อไปตราบนั้น”

Posted in หนังสือปัญจบรรพ, Uncategorized | Tagged: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , | Leave a Comment »

หนังสือปฐมกาล 6

Posted by JinSon on June 19, 2009

มนุษย์ยักษ์

6 1เมื่อมนุษย์บนแผ่นดินเริ่มมีจำนวนมากขึ้น และมีบุตรหญิงเกิดมาหลายคน 2บุตรชายของพระเจ้าเห็นว่าบุตรหญิงของมนุษย์สวยงาม จึงแต่งงานกับทุกคนที่เขาเลือก 3พระยาห์เวห์ตรัสว่า “จิตของเราจะไม่อยู่กับมนุษย์ตลอดไป เพราะเขาเป็นเพียงสิ่งอ่อนแอ ชีวิตของเขาจะจำกัดเพียงร้อยยี่สิบปี” 4มนุษย์ยักษ์ได้ปรากฏบนแผ่นดินในสมัยนั้น และสมัยต่อมา เมื่อบุตรชายของพระเจ้ามีเพศสัมพันธ์กับบุตรหญิงของมนุษย์และมีบุตรด้วยกัน บุตรเหล่านี้เป็นวีรบุรุษในอดีตและเป็นคนที่มีชื่อเสียง

ข. น้ำวินาศ

ความเสื่อมทรามของมนุษยชาติ

5พระยาห์เวห์ทรงเห็นว่าความชั่วร้ายของมนุษย์มีมากบนแผ่นดิน และใจของเขาคิดแต่สิ่งชั่วร้ายอยู่ตลอดเวลา 6พระยาห์เวห์เสียพระทัยที่ได้ทรงสร้างมนุษย์ไว้บนแผ่นดิน และเศร้าพระทัย 7จึงตรัสว่า “เราจะกวาดล้างมนุษย์ที่เราสร้างมานี้ให้หมดสิ้นจากแผ่นดิน ไม่ว่าคนหรือสัตว์ สัตว์เลื้อยคลานหรือนกในท้องฟ้า เพราะเรารู้สึกเสียใจที่ได้สร้างมา” 8แต่โนอาห์เป็นที่โปรดปรานของพระยาห์เวห์

9เรื่องราวของโนอาห์เป็นดังนี้

โนอาห์เป็นคนดี เป็นคนชอบธรรมในท่ามกลางคนร่วมสมัย เขาดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระเจ้า 10โนอาห์มีบุตรสามคน คือเชม ฮามและยาเฟท 11พระเจ้าทรงเห็นว่าแผ่นดินกำลังเสื่อมทราม และเต็มไปด้วยความรุนแรง 12พระเจ้าทอดพระเนตรแผ่นดิน ทรงเห็นว่าแผ่นดินชั่วช้าเพราะมนุษย์ทุกคนดำเนินชีวิตชั่วช้าบนแผ่นดิน

การเตรียมการรับน้ำวินาศ

13พระเจ้าตรัสกับโนอาห์ว่า “เราได้ตัดสินใจว่า มนุษย์ทุกคนมาถึงจุดจบแล้ว โลกมีแต่ความรุนแรงเพราะมนุษย์ ดังนั้น เราจะทำลายเขาพร้อมกับแผ่นดิน 14ท่านจงเอาไม้สนมาต่อเรือใหญ่ลำหนึ่ง ให้มีหลายห้อง เอาชันยาทั้งด้านในและด้านนอก 15จงให้เรือมีลักษณะดังนี้ ลำเรือยาวสามร้อยศอก กว้างห้าสิบศอก สูงสามสิบศอก 16จงทำหลังคาเรือเว้นช่องว่างไว้หนึ่งศอก จงทำทางเข้าไว้ข้างเรือ ให้เรือมีดาดฟ้าสามชั้น

17ส่วนเรา เราจะบันดาลให้น้ำวินาศท่วมโลก เพื่อทำลายสิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่มีลมหายใจ ใต้ท้องฟ้า ทุกสิ่งบนแผ่นดินจะพินาศ 18แต่เราจะทำพันธสัญญากับท่าน ท่านจงเข้าไปในเรือ บุตร ภรรยา และบุตรสะใภ้จะเข้าไปกับท่านด้วย 19ท่านจะต้องนำสิ่งมีชีวิตทั้งหมดเข้าไปในเรืออย่างละหนึ่งคู่ ทั้งตัวผู้และตัวเมีย เพื่อมันจะรอดตายพร้อมกับท่าน 20นกทุกชนิด สัตว์ทุกชนิด และสัตว์เลื้อยคลานทุกชนิดอย่างละคู่ จะเข้าไปในเรือกับท่าน เพื่อมันจะรอดตาย 21ท่านจงจัดเตรียมของกินทุกชนิด และจัดเก็บไว้ในห้องบนเรือ เพื่อเป็นอาหารสำหรับท่านและสัตว์ทั้งหลาย” 22โนอาห์กระทำเช่นนี้ เขาทำตามที่พระเจ้าทรงบัญชาทุกประการ

Posted in หนังสือปัญจบรรพ, Uncategorized | Tagged: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , | Leave a Comment »

หนังสือปฐมกาล 5

Posted by JinSon on June 19, 2009

บรรพบุรุษก่อนน้ำวินาศ

5 1หนังสือลำดับเชื้อสายของอาดัม

เมื่อพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ พระองค์ทรงสร้างเขาให้เหมือนพระเจ้า 2ทรงสร้างเขาเป็นชายและหญิง และเมื่อทรงสร้างแล้ว พระองค์ทรงอวยพรเขา ทรงเรียกเขาว่า “มนุษย์”

3เมื่ออาดัมอายุหนึ่งร้อยสามสิบปี เขามีบุตรเหมือนเขาตามภาพลักษณ์ของตน ตั้งชื่อบุตรว่าเสท 4หลังจากให้กำเนิดเสทแล้ว อาดัมยังมีชีวิตอยู่อีกแปดร้อยปีและมีบุตรชายหญิงอีกหลายคน 5อาดัมมีอายุรวมเก้าร้อยสามสิบปี จึงถึงแก่กรรม

6เมื่อเสทอายุหนึ่งร้อยห้าปี เขามีบุตรชื่อเอโนช 7หลังจากให้กำเนิดเอโนชแล้ว เสทมีชีวิตอยู่อีกแปดร้อยเจ็ดปี และมีบุตรชายหญิงอีกหลายคน 8เสทมีอายุรวมเก้าร้อยสิบสองปี จึงถึงแก่กรรม

9เมื่อเอโนชอายุเก้าสิบปี เขามีบุตรชื่อเคนัน 10หลังจากให้กำเนิดเคนันแล้วเอโนชยังมีชีวิตอยู่อีกแปดร้อยสิบห้าปี และมีบุตรชายหญิงอีกหลายคน 11เอโนชมีอายุรวมเก้าร้อยห้าปี จึงถึงแก่กรรม

12เมื่อเคนันอายุเจ็ดสิบปี เขามีบุตรชื่อมาหะลาเลล 13หลังจากให้กำเนิดมาหะลาเลลแล้ว เคนันมีชีวิตอยู่อีกแปดร้อยสี่สิบปี มีบุตรชายหญิงอีกหลายคน 14เคนันมีอายุรวมเก้าร้อยสิบปี จึงถึงแก่กรรม

15เมื่อมาหะลาเลลอายุหกสิบห้าปี เขามีบุตรชื่อยาเรด 16หลังจากให้กำเนิดยาเรดแล้ว มาหะลาเลลยังมีชีวิตอยู่อีกแปดร้อยสามสิบปี และมีบุตรชายหญิงอีกหลายคน 17มาหะลาเลลมีอายุรวมแปดร้อยเก้าสิบห้าปี จึงถึงแก่กรรม

18เมื่อยาเรดอายุหนึ่งร้อยหกสิบสองปี เขามีบุตรชื่อเอโนค 19หลังจากให้กำเนิด เอโนคแล้ว ยาเรดยังมีชีวิตอยู่อีกแปดร้อยปี และมีบุตรชายหญิงอีกหลายคน 20ยาเรดมีอายุรวมเก้าร้อยหกสิบสองปี จึงถึงแก่กรรม

21เมื่อเอโนคอายุหกสิบห้าปี เขามีบุตรชื่อเมธูเสลาห์ 22เอโนคเดินไปกับพระเจ้า หลังจากให้กำเนิดเมธูเสลาห์แล้ว เอโนคยังมีชีวิต อยู่อีกสามร้อยปี และมีบุตรชายหญิงอีกหลายคน 23เอโนคมีอายุรวมสามร้อยหกสิบห้าปี 24เอโนคเดินไปกับพระเจ้า แล้วหายไป เพราะพระเจ้าทรงรับเขาไป

25เมื่อเมธูเสลาห์อายุหนึ่งร้อยแปดสิบเจ็ดปี เขามีบุตรชื่อลาเมค 26หลังจากให้กำเนิดลาเมคแล้วเมธูเสลาห์ยังมีชีวิตอยู่อีกเจ็ดร้อยแปดสิบสองปี และมีบุตรชายหญิงอีกหลายคน 27เมธูเสลาห์มีอายุรวมได้เก้าร้อยหกสิบเก้าปี จึงถึงแก่กรรม

28เมื่อลาเมคอายุหนึ่งร้อยแปดสิบสองปี เขามีบุตรคนหนึ่ง 29เขาตั้งชื่อบุตรคนนั้นว่าโนอาห์ พูดว่า “บุตรคนนี้จะเป็นผู้ให้กำลังใจเรา ในการตรากตรำทำงานด้วยมือของเราในแผ่นดินที่พระยาห์เวห์ทรงสาปแช่ง” 30หลังจากให้กำเนิดโนอาห์แล้ว ลาเมคยังมีชีวิตอยู่อีกห้าร้อยเก้าสิบห้าปี และมีบุตรชายหญิงอีกหลายคน 31ลาเมคมีอายุรวมเจ็ดร้อยเจ็ดสิบเจ็ดปี จึงถึงแก่กรรม

32เมื่อโนอาห์อายุห้าร้อยปี เขามีบุตรชื่อเชม ฮาม และยาเฟท

Posted in หนังสือปัญจบรรพ, Uncategorized | Tagged: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , | Leave a Comment »

หนังสือปฐมกาล 4

Posted by JinSon on June 19, 2009

กาอินและอาแบล

4 1มนุษย์มีเพศสัมพันธ์กับเอวา ภรรยาของตน นางก็ตั้งครรภ์และให้กำเนิด กาอิน เอวาพูดว่า “ดิฉันได้ลูกชายมาเดชะพระยาห์เวห์” 2ต่อมานางก็ให้กำเนิดน้องชายของกาอินชื่ออาแบล อาแบลเป็นคนเลี้ยงแกะ ส่วนกาอินเป็นคนเพาะปลูก 3วันหนึ่ง กาอินนำผลที่เกิดจากแผ่นดินมาถวายเป็นบูชาแด่พระยาห์เวห์ 4ส่วนอาแบลนำแกะที่เกิดจากฝูงรุ่นแรกและไขมันแกะมาถวายด้วย พระยาห์เวห์พอพระทัยอาแบลและเครื่องบูชาของเขา 5แต่ไม่พอพระทัยกาอินและเครื่องบูชาของเขา กาอินโกรธมากหน้าตาบึ้งตึง 6พระยาห์เวห์ตรัสถามกาอินว่า “ท่านโกรธหน้าตาบึ้งตึงทำไม 7ถ้าท่านทำดี ท่านย่อมเงยหน้าขึ้นได้ แต่ถ้าท่านทำไม่ดี บาปกำลังหมอบอยู่ที่ประตู คอยตะครุบตัวท่าน แต่ท่านจะต้องเอาชนะมันให้ได้” 8กาอินพูดกับอาแบลน้องชายว่า “เราจงไปในทุ่งนากันเถิด” ขณะที่ทั้งสองคนอยู่ในทุ่งนา กาอินก็ลงมือทำร้ายอาแบลน้องชายและฆ่าเสีย

9พระยาห์เวห์ตรัสถามกาอินว่า “อาแบลน้องชายท่านอยู่ที่ไหน” เขาทูลตอบว่า ข้าพเจ้าไม่ทราบ ข้าพเจ้าเป็นผู้ดูแลน้องหรือ” 10พระองค์ตรัสว่า “ท่านทำอะไรลงไป เลือดของน้องชายของท่านจากพื้นดินร้องดังมาถึงเรา 11บัดนี้ท่านจะต้องถูกสาปแช่งให้ออกไปจากแผ่นดินที่อ้าปากรับโลหิตของน้องชายที่ท่านฆ่า 12เมื่อท่านเพาะปลูก แผ่นดินจะไม่ให้ผลแก่ท่านอีก ท่านจะต้องเร่ร่อนหลบหนีไปบนแผ่นดิน” 13กาอินทูลพระยาห์เวห์ว่า “โทษของข้าพเจ้าหนักเกินกว่าจะรับอภัยได้ 14ดูซิ วันนี้พระองค์ทรงขับไล่ข้าพเจ้าออกจากแผ่นดินนี้ ข้าพเจ้าต้องหลบซ่อนจากพระพักตร์ของพระองค์ เร่ร่อนหนีหน้าผู้คนบนแผ่นดิน ใครพบข้าพเจ้าก็จะฆ่าข้าพเจ้าเสีย” 15พระยาห์เวห์ตรัสตอบว่า “ไม่ได้ ใครฆ่ากาอิน จะถูกแก้แค้นเป็นเจ็ดเท่า” และพระยาห์เวห์ทรงทำเครื่องหมายไว้ที่ตัวกาอิน เพื่อเตือนคนที่พบไม่ให้ฆ่าเขา 16กาอินออกไปพ้นพระพักตร์ของพระยาห์เวห์ และอาศัยอยู่ในแผ่นดินโนด ทางตะวันออกของเอเดน

ลูกหลานของกาอิน

17กาอินมีเพศสัมพันธ์กับภรรยา นางก็ตั้งครรภ์และให้กำเนิดเอโนค กาอินสร้างเมืองขึ้น และเรียกเมืองนั้นตามชื่อบุตรของตนว่าเอโนค 18เอโนคเป็นบิดาของอิราด และอิราดเป็นบิดาของเมหูยาเอล เมหูยาเอลเป็นบิดาของเมธูชาเอล และเมธูชาเอลเป็นบิดาของ ลาเมค 19ลาเมคมีภรรยาสองคน คนแรกชื่ออาดาห์ อีกคนหนึ่งชื่อศิลลาห์ 20อาดาห์ให้กำเนิดยาบาล ผู้เป็นบิดาของคนเลี้ยงสัตว์ที่อาศัยอยู่ในกระโจม 21น้องชายของเขาชื่อยูบาล เป็นบิดาของนักดนตรีทุกคนที่ดีดพิณและเป่าขลุ่ย 22ส่วนศิลลาห์ให้กำเนิดทูบัล กาอิน ซึ่งเป็นบิดาของช่างทองสัมฤทธิ์ และช่างเหล็กทุกคน น้องสาวของทูบัลกาอินชื่อนาอามาห์

23ลาเมคพูดกับภรรยาทั้งสองของตนว่า

“อาดาห์และศิลลาห์เอ๋ย จงฟังเสียงของฉันเถิด

ภรรยาของลาเมคเอ๋ย จงตั้งใจฟังคำพูดของฉันเถิด

ฉันฆ่าคนหนึ่งที่ทำให้ฉันบาดเจ็บ

ฉันฆ่าเด็กคนหนึ่ง เพราะเขาทำให้ฉันเป็นแผล

24ถ้ากาอินจะถูกแก้แค้นเป็นเจ็ดเท่า

ลาเมคจะถูกแก้แค้นเป็นเจ็ดสิบเจ็ดเท่า”

เสทและลูกหลาน

25อาดัมมีเพศสัมพันธ์กับภรรยาอีก นางให้กำเนิดบุตรชายคนหนึ่ง เรียกชื่อว่าเสท นางพูดว่า “เพราะพระเจ้าประทาน บุตรชายอีกคนหนึ่งแก่ข้าพเจ้าแทนอาแบล ซึ่งถูก กาอินฆ่า” 26เสทมีบุตรชายคนหนึ่งด้วย ซึ่งเขาตั้งชื่อว่าเอโนช สมัยนั้นผู้คนเริ่มเรียกขานพระนามของพระยาห์เวห์

Posted in หนังสือปัญจบรรพ, Uncategorized | Tagged: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , | Leave a Comment »

หนังสือปฐมกาล -3

Posted by JinSon on June 19, 2009

มนุษย์ตกในบาป

3 1งู เป็นสัตว์เจ้าเล่ห์ที่สุดในบรรดาสัตว์ป่าที่พระยาห์เวห์พระเจ้าทรงสร้าง มันถามหญิงว่า “จริงหรือที่พระเจ้าตรัสห้ามว่าอย่ากินผลจากต้นไม้ใด ๆ ในสวนนี้” 2หญิงจึงตอบงูว่า “ผลของต้นไม้ต่าง ๆ ในสวนนี้ เรากินได้ 3แต่ผลของต้นไม้ที่อยู่กลางสวนเท่านั้น” พระเจ้าตรัสห้ามว่า “อย่ากินหรือแตะต้องเลย มิฉะนั้นท่านจะต้องตาย” 4งูบอกกับหญิงว่า “ท่านจะไม่ตายดอก 5พระเจ้าทรงทราบว่า ท่านกินผลไม้นั้นวันใด ตาของท่านจะเปิดในวันนั้น ท่านจะเป็นเหมือนพระเจ้า คือรู้ดีรู้ชั่ว” 6หญิงเห็นว่า ต้นไม้นั้นมีผลน่ากิน งดงามชวนมอง ทั้งยังน่าปรารถนาเพราะให้ปัญญา นางจึงเด็ดผลไม้มากิน แล้วยังให้สามีซึ่งอยู่กับนางกินด้วย เขาก็กิน 7ทันใดนั้น ตาของทั้งสองคนก็เปิดและเห็นว่าตนเปลือยกายอยู่ จึงเอาใบมะเดื่อมาเย็บเป็นเครื่องปกปิดร่างไว้

8เย็นวันนั้นมนุษย์และภรรยา ได้ยินเสียงพระยาห์เวห์พระเจ้ากำลังทรงพระดำเนินในสวน จึงหลบไปซ่อนให้พ้นจากพระพักตร์พระยาห์เวห์พระเจ้าในหมู่ต้นไม้ของสวน 9แต่พระยาห์เวห์พระเจ้าทรงเรียกมนุษย์ ตรัสถามว่า “ท่านอยู่ไหน” 10มนุษย์ทูลตอบว่า “ข้าพเจ้าได้ยินเสียงของพระองค์ในสวน ก็กลัวเพราะข้าพเจ้าเปลือยกายอยู่ จึงได้ซ่อนตัว” 11พระองค์ตรัสถามว่า “ใครบอกท่านว่าท่านเปลือยกายอยู่ ท่านได้กินผลจากต้นไม้ที่เราห้ามมิให้กินนั้นหรือ” 12มนุษย์ทูลตอบว่า “หญิงที่พระองค์ประทานให้อยู่กับข้าพเจ้าได้ให้ผลจากต้นไม้แก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงกิน” 13พระยาห์เวห์พระเจ้าตรัสกับหญิงว่า “ท่านทำอะไรไปนี่” หญิงทูลตอบว่า “งูหลอกลวงข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงกิน”

14พระยาห์เวห์พระเจ้าจึงตรัสกับงูว่า “เพราะเจ้าทำเช่นนี้

เจ้าจงถูกสาปแช่ง

ในบรรดาสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่าทั้งปวง

เจ้าจะต้องใช้ท้องเลื้อยไปตามพื้นดิน

และกินฝุ่นเป็นอาหารทุกวันตลอดชีวิต

15เราจะทำให้เจ้าและหญิงเป็นศัตรูกัน

ให้ลูกหลานของเจ้าและลูกหลานของนางเป็นศัตรูกันด้วย

เขาจะเหยียบหัวของเจ้า

และเจ้าจะกัดส้นเท้าของเขา”

16พระเจ้าตรัสกับหญิงว่า

“เราจะเพิ่มความทุกข์ทรมานในการคลอดบุตรแก่ท่าน

ท่านจะคลอดบุตรด้วยความเจ็บปวด

ท่านจะใฝ่หาสามี

แต่เขาจะเป็นนายเหนือท่าน”

17พระองค์ตรัสกับมนุษย์ว่า “เพราะท่านได้ฟังเสียงของภรรยา และกินผลจากต้นไม้ที่เราห้ามมิให้กิน

แผ่นดินจะถูกสาปแช่งเพราะท่าน

ท่านจะต้องหากินจากแผ่นดินด้วยความทุกข์ยาก

ทุกวันตลอดชีวิต

18แผ่นดินจะผลิตต้นหนามและกอหนาม

และท่านจะกินพืชที่งอกในทุ่งนา

19ท่านจะมีอาหารกินก็ด้วยหยาดเหงื่อบนใบหน้า

จนกว่าท่านจะกลับเป็นดินอีก

เพราะท่านถูกปั้นมาจากดิน

ท่านเป็นฝุ่นดิน

และจะกลับไปเป็นฝุ่นดินอีก”

20มนุษย์เรียกภรรยาของตนว่า “เอวา” เพราะนางเป็นมารดาของผู้มีชีวิตทั้งหลาย 21พระยาห์เวห์พระเจ้าทรงเอาหนังสัตว์มาทำเสื้อให้มนุษย์และภรรยาสวมปกปิดกาย 22แล้วพระยาห์เวห์พระเจ้าตรัสว่า “ดูซิ มนุษย์มารู้ดีรู้ชั่ว เหมือนเราผู้หนึ่งแล้ว บัดนี้อย่าปล่อยให้เขายื่นมือมาเด็ดผลจากต้นไม้แห่งชีวิตมากินแล้วมีชีวิตตลอดไปด้วย” 23พระยาห์เวห์พระเจ้าทรงขับไล่เขาออกจากสวนเอเดน ให้ออกไปเพาะปลูกในที่ดินซึ่งเขาถูกปั้นมา 24พระองค์ทรงขับไล่มนุษย์และทรงตั้งบรรดาเครูบผู้ถือดาบเพลิง ส่องแสงแปลบปลาบไว้ทางตะวันออกของสวนเอเดน เพื่อเฝ้าทางไปสู่ต้นไม้แห่งชีวิต

Posted in หนังสือปัญจบรรพ, Uncategorized | Tagged: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , | Leave a Comment »

หนังสือปฐมกาล 2

Posted by JinSon on June 19, 2009


2 1ฟ้า แผ่นดิน และสิ่งประดับทั้งปวงก็สำเร็จบริบูรณ์ 2ในวันที่เจ็ดพระเจ้าทรงเสร็จสิ้นจากงานที่ทรงกระทำ พระองค์ทรงหยุดพักในวันที่เจ็ดจากงานทั้งหมดที่ทรงกระทำ 3พระเจ้าทรงอวยพรวันที่เจ็ดและทรงทำให้วันนั้นเป็นวันศักดิ์สิทธิ์ เพราะในวันนั้น พระองค์ทรงพักจากงานทั้งปวงที่ทรงกระทำในการเนรมิตสร้าง

4ก.นี่คือประวัติความเป็นมา ของฟ้าและแผ่นดิน เมื่อพระเจ้าทรงเนรมิตสร้าง

สวนอุทยานและการทดสอบอิสรภาพ

4ข.เมื่อพระยาห์เวห์พระเจ้าทรงสร้างฟ้าและแผ่นดิน 5บนแผ่นดินยังไม่มีพุ่มไม้และตามทุ่งนาหญ้ายังไม่ได้งอกขึ้นเลย เพราะพระยาห์เวห์พระเจ้ายังไม่ได้ทรงทำให้ฝนตกบนแผ่นดิน และยังไม่มีมนุษย์ใช้แผ่นดินเป็นที่เพาะปลูก 6แต่มีน้ำขึ้นมาจากแผ่นดิน เพื่อรดหน้าดินทั้งหมด 7พระยาห์เวห์พระเจ้าทรงเอาฝุ่นจากพื้นดิน มาปั้นมนุษย์และทรงเป่าลมแห่งชีวิตเข้าในจมูกของเขา มนุษย์จึงเป็นผู้มีชีวิต

8พระยาห์เวห์พระเจ้าทรงปลูกสวนขึ้นทางทิศตะวันออกในแคว้นเอเดน และทรงนำมนุษย์ที่ทรงปั้นมาไว้ที่นั่น 9พระยาห์เวห์พระเจ้าทรงบันดาลให้ต้นไม้ทุกชนิดงอกขึ้นจากดิน ต้นไม้เหล่านี้งดงามชวนมองและมีผลน่ากิน มีต้นไม้แห่งชีวิตต้นหนึ่ง อยู่ที่กลางสวน และมีต้นไม้แห่งความรู้ดีรู้ชั่ว

10แม่น้ำสายหนึ่งไหลจากแคว้นเอเดนมารดสวน แล้วจึงแยกสาขาออกเป็นสี่สาย 11สายแรกชื่อปิโชน ไหลรอบแผ่นดินฮาวิลาห์ทั้งหมด ที่นั่นมีทองคำ 12ทองคำของแผ่นดินนี้เป็นทองบริสุทธิ์ ที่นั่นยังมียางไม้หอม และพลอยสีแดง 13แม่น้ำสายที่สองชื่อกิโฮน ไหลรอบแผ่นดินคูชทั้งหมด 14แม่น้ำสายที่สามชื่อไทกริสซึ่งไหลทางตะวันออกของแคว้นอัสซีเรีย แม่น้ำสายที่สี่คือ ยูเฟรติส

15พระยาห์เวห์พระเจ้าทรงนำมนุษย์มาไว้ในสวนเอเดน เพื่อเพาะปลูกและดูแลสวน 16แล้วพระยาห์เวห์พระเจ้าทรงบัญชามนุษย์นั้นว่า “ท่านจะกินผลไม้จากต้นไม้ทุกต้นในสวนได้ 17แต่อย่ากินจากต้นไม้แห่งความรู้ดีรู้ชั่ว วันใดที่ท่านกินผลจากต้นนั้น ท่านจะต้องตาย”

18พระยาห์เวห์พระเจ้าตรัสว่า “มนุษย์อยู่เพียงคนเดียวนั้น ไม่ดีเลย เราจะสร้างผู้ช่วย ที่เหมาะกับเขาให้” 19พระยาห์เวห์พระเจ้าจึงทรงเอาดินมาปั้นสัตว์ป่าทุกชนิดและนกทุกชนิดในท้องฟ้า ทรงนำสัตว์เหล่านี้มาให้มนุษย์ เพื่อดูว่าเขาจะตั้งชื่อมันว่าอย่างไร สัตว์แต่ละตัวจะมีชื่อตามที่มนุษย์ตั้งให้ 20มนุษย์จึงตั้งชื่อให้สัตว์เลี้ยง นกในอากาศ และสัตว์ป่าทั้งหมด แต่มนุษย์ยังไม่พบผู้ช่วยที่เหมาะกับตน 21ดังนั้น พระยาห์เวห์พระเจ้าทรงทำให้มนุษย์หลับสนิท และขณะที่เขากำลังนอนหลับ ก็ทรงเอากระดูกซี่โครงของเขาออกมาหนึ่งซี่ และทรงบันดาลให้เนื้อปิดสนิท 22พระยาห์เวห์ พระเจ้าทรงเอาซี่โครงนั้นมาสร้างหญิง แล้วทรงนำมาให้มนุษย์ 23มนุษย์จึงพูดว่า

“นี่คือกระดูกจากกระดูกของฉัน

และเนื้อจากเนื้อของฉัน

นางจะมีชื่อว่าหญิง

เพราะนางมาจากชาย”

24เพราะฉะนั้น ชายจะละบิดามารดาของตนไปผูกพันกับภรรยา และทั้งสองจะเป็นเนื้อเดียวกัน

25เขาทั้งสองคือมนุษย์และภรรยาต่างเปลือยกายอยู่ แต่ไม่อายกัน

Posted in หนังสือปัญจบรรพ, Uncategorized | Tagged: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , | Leave a Comment »

หนังสือปฐมกาล ต้นกำเนิดของโลกแ ละของมนุษยชาติ

Posted by JinSon on June 19, 2009

หนังสือปฐมกาล

ต้นกำเนิดของโลกและของมนุษยชาติ

ก. การเนรมิตสร้างและการตกในบาป

การเนรมิตสร้างโลก

1 1เมื่อแรกเริ่มนั้น พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้าและแผ่นดิน 2แผ่นดินยังเป็นที่ร้างไร้รูปร่าง ความมืดมิดปกคลุมอยู่เหนือทะเลลึก และลมพายุแรงกล้า พัดอยู่เหนือน้ำ

3พระเจ้าตรัสว่า “จงมีความสว่าง” และความสว่างก็อุบัติขึ้น 4พระเจ้าทรงเห็นว่าความสว่างนั้นดี ทรงแยกความสว่างออกจากความมืด 5พระเจ้าทรงเรียกความสว่างว่า “วัน” ทรงเรียกความมืดว่า “คืน” มีเวลาค่ำ มีเวลาเช้า นับเป็นวันที่หนึ่ง

6พระเจ้าตรัสว่า “จงมีแผ่นฟ้าขึ้นระหว่างน้ำ เพื่อแยกน้ำออกจากกัน” และก็เป็นเช่นนั้น 7พระเจ้าทรงสร้างแผ่นฟ้า และทรงแยกน้ำใต้แผ่นฟ้าออกจากน้ำที่อยู่เหนือแผ่นฟ้า 8พระเจ้าทรงเรียกแผ่นฟ้าว่า “ท้องฟ้า” มีเวลาค่ำ มีเวลาเช้า นับเป็นวันที่สอง

9พระเจ้าตรัสว่า “น้ำใต้ท้องฟ้าจงมารวมอยู่ในที่เดียวกัน ที่แห้งจงปรากฏขึ้น” และก็เป็นเช่นนั้น 10พระเจ้าทรงเรียกที่แห้งว่า “แผ่นดิน” ทรงเรียกมวลน้ำว่า “ทะเล” พระเจ้าทรงเห็นว่าดี

11พระเจ้าตรัสว่า “แผ่นดินจงผลิตหญ้าเขียว คือพืชที่มีเมล็ดและไม้ผลที่มีเมล็ดในผลแต่ละชนิดบนแผ่นดิน” และก็เป็นเช่นนั้น 12แผ่นดินผลิตหญ้าเขียว พืชที่มีเมล็ด และไม้ผลที่มีเมล็ดในผลแต่ละชนิด พระเจ้าทรงเห็นว่าดี 13มีเวลาค่ำ มีเวลาเช้า นับเป็นวันที่สาม

14พระเจ้าตรัสว่า “จงมีดวงสว่างบนแผ่นฟ้าเพื่อแยกวันออกจากคืน เป็นเครื่องกำหนดเทศกาล วันและปี 15ใช้เป็นตะเกียงบนท้องฟ้าเพื่อส่องแสงเหนือแผ่นดิน” และก็เป็นเช่นนั้น 16พระเจ้าทรงสร้างดวงสว่างใหญ่สองดวง ทรงให้ดวงใหญ่กำหนดวัน ดวงเล็กกำหนดคืนและทรงสร้างดวงดาวด้วย 17พระเจ้าทรงจัดสิ่งเหล่านี้ไว้บนแผ่นฟ้า เพื่อส่องสว่างเหนือแผ่นดิน 18เพื่อกำหนดวันและคืน เพื่อแยกความสว่างจากความมืด พระเจ้าทรงเห็นว่าดี 19มีเวลาค่ำ มีเวลาเช้า นับเป็นวันที่สี่

20พระเจ้าตรัสว่า “น้ำจงผลิตสิ่งที่มีชีวิตมากมาย นกจงโผบินใต้แผ่นฟ้าเหนือแผ่นดิน” และก็เป็นเช่นนั้น 21พระเจ้าทรงสร้างสัตว์ทะเลขนาดใหญ่ สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดที่แหวกว่ายอยู่ในน้ำ รวมทั้งนกมีปีกทุกชนิด พระเจ้าทรงเห็นว่าดี 22พระเจ้าทรงอวยพรสัตว์เหล่านี้ว่า “จงมีลูกมาก และเพิ่มจำนวนขึ้นจนเต็มทะเล นกจงทวีจำนวนบนแผ่นดิน” 23มีเวลาค่ำ มีเวลาเช้า นับเป็นวันที่ห้า 24พระเจ้าตรัสว่า “แผ่นดินจงผลิตสัตว์ทุกชนิด” ทั้งสัตว์เลี้ยง สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์ป่า และก็เป็นเช่นนั้น 25พระเจ้าทรงสร้างสัตว์ป่า สัตว์เลี้ยง และสัตว์เลื้อยคลานทุกชนิดบนพื้นดิน พระเจ้าทรงเห็นว่าดี

26พระเจ้าตรัสว่า “เรา จงสร้างมนุษย์ ขึ้นตามภาพลักษณ์ของเรา ให้มีความคล้ายคลึง กับเรา ให้เป็นนายปกครองปลาในทะเล นกในท้องฟ้า สัตว์เลี้ยง สัตว์ป่า และสัตว์เลื้อยคลานบนพื้นดิน”

27พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ตามภาพลักษณ์ของพระองค์

พระองค์ทรงสร้างเขาตามภาพลักษณ์ของพระเจ้า

พระองค์ทรงสร้างให้เป็นชายและหญิง

28พระเจ้าทรงอวยพรเขาทั้งสองว่า “จงมีลูกมาก และทวีจำนวนขึ้นจนเต็มแผ่นดิน จงปกครองแผ่นดิน จงเป็นนายเหนือปลาในทะเล นกในอากาศ และสัตว์ทุกชนิดที่เคลื่อนไหวอยู่บนแผ่นดิน” 29พระเจ้ายังตรัสอีกว่า “ดูซิ เราให้ข้าวทุกชนิดซึ่งอยู่บนแผ่นดิน และผลไม้ที่มีเมล็ดเป็นอาหารสำหรับท่าน 30ส่วนบรรดาสัตว์ป่า นกในท้องฟ้า และสัตว์เลื้อยคลานทุกชนิดบนแผ่นดิน เราให้หญ้าเขียวเป็นอาหาร” และก็เป็นเช่นนั้น 31พระเจ้าทรงเห็นว่าทุกสิ่งที่ทรงสร้างนั้นดีมาก มีเวลาค่ำ มีเวลาเช้า นับเป็นวันที่หก

Posted in หนังสือปัญจบรรพ, Uncategorized | Tagged: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , | Leave a Comment »

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับหนังสือป ัญจบรรพ 5. ความหมายทางศาสนาของหน ังสือปัญจบรรพ

Posted by JinSon on June 16, 2009

5. ความหมายทางศาสนาของหนังสือปัญจบรรพ

ศาสนาของพันธสัญญาเดิม เช่นเดียวกับศาสนาของพันธสัญญาใหม่เป็นศาสนาที่มีความสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์ กล่าวคือเป็นศาสนาที่ขึ้นอยู่กับการที่พระเจ้าทรงเปิดเผยพระองค์และแผนการของพระองค์แก่ปัจเจกบุคคลบางคนในเวลาและสภาพแวดล้อมที่เจาะจง พระองค์ทรงเข้าแทรกแซงในช่วงเวลาที่เจาะจงของประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ หนังสือปัญจบรรพเล่าเรื่องความเป็นมาของความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับโลก เป็นเหมือนศิลารากฐานของศาสนายิว หนังสือเล่มนี้จึงนับว่าเป็น “ธรรมบัญญัติ” หรือหนังสือบรรทัดฐานของศาสนายูดายในภายหลัง

ในหนังสือปัญจบรรพชาวอิสราเอลพบความหมายของชะตากรรมของตน ในบทแรกๆ ของหนังสือปฐมกาลเขาไม่พบเพียงคำตอบปัญหาต่างๆ ที่มนุษย์ทุกคนถามตนเองเกี่ยวกับความหมายของโลกและของชีวิต ปัญหาเรื่องความทุกข์และความตายเท่านั้น แต่ยังพบคำตอบสำหรับปัญหาเฉพาะของตนในฐานะที่เป็นชาวอิสราเอลว่าทำไมพระยาห์เวห์ซึ่งทรงเป็นพระเจ้าเพียงพระองค์เดียวจึงทรงเป็นพระเจ้าของอิสราเอล ทำไมในบรรดาชนชาติทั้งหลายในโลก อิสราเอลเท่านั้นจะต้องเป็นประชากรของพระองค์ และคำตอบก็คือเพราะอิสราเอลได้รับพระสัญญาจากพระเจ้า

หนังสือปัญจบรรพเป็นหนังสือว่าด้วยพระสัญญา คือพระสัญญาที่พระเจ้าประทานแก่อาดัมและเอวาหลังจากที่ทั้งสองตกในบาปแล้ว (นับเป็น “ข่าวดีชิ้นแรก” เรื่องความรอดพ้นที่จะมาถึงในอนาคต หรือ “Proto-evangelium”) พระสัญญาที่พระเจ้าประทานแก่โนอาห์หลังน้ำวินาศว่าพระองค์จะทรงจัดระเบียบใหม่ของโลกและโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระสัญญาที่พระเจ้าประทานแก่อับราฮัม พระองค์ทรงรื้อฟื้นพระสัญญานี้แก่อิสอัค ยาโคบและบันดาลูกหลานทั้งปวง พระสัญญานี้กล่าวว่าชาวอิสราเอลจะเป็นเจ้าของแผ่นดินที่บรรดาบรรพบุรุษเคยอาศัยอยู่ คือแผ่นดินแห่งพระสัญญา แต่ยังมีความหมายมากกว่านี้คือทรงสัญญาว่าจะมีความสัมพันธ์พิเศษโดยเฉพาะระหว่างชาวอิสราเอลกับพระเจ้าของบรรดาบรรพบุรุษ

พระยาห์เวห์ทรงเรียกอับราฮัม และการเรียกนี้เป็นเครื่องหมายล่วงหน้าว่าพระองค์จะทรงเลือกอิสราเอลในภายหลังตั้งแต่ทรงเนรมิตสร้างโลกแล้วพระยาห์เวห์ทรงมีแผนการแสดงความรักของพระองค์ต่อมนุษย์และแผนการนี้ดำเนินต่อไปแม้มนุษย์จะไม่ซื่อสัตย์ต่อพระองค์พระองค์ทรงเลือกอย่างอิสระให้ลูกหลานของอับราฮัมเป็นชนชาติหนึ่ง และทรงทำให้ชนชาตินี้เป็นชนชาติของพระองค์

การที่พระเจ้าทรงเลือกสรรและทรงสัญญาเช่นนี้ได้รับการรับรองด้วยพันธสัญญา หนังสือปัญจบรรพเป็นหนังสือว่าด้วยพระสัญญา ในเวลาเดียวกันยังเป็นหนังสือว่าด้วยพันธสัญญาเช่นกัน พระองค์ทรงทำพันธสัญญาเป็นนัยๆ แล้วกับอาดัม ทรงทำพันธสัญญาอย่างชัดเจนกับโนอาห์ กับอับราฮัม และในที่สุดกับชนชาติอิสราเอลทั้งหมดโดยมีโมเสสเป็นคนกลาง พันธสัญญานี้ไม่ใช่ข้อตกลงระหว่างคู่สัญญาเท่าเทียมกัน เพราะพระเจ้าไม่ทรงมีความจำเป็นต้องทำข้อตกลงกับผู้ใด พันธสัญญาจึงเกิดจากการริเริ่มของพระองค์เท่านั้น ถึงกระนั้นพระองค์ก็ทรงเข้าร่วมพันธสัญญาโดยทรงผูกมัดพระองค์ที่จะปฏิบัติตามพระสัญญาที่ทรงให้ไว้ แต่พระองค์ก็ทรงเรียกร้องความซื่อสัตย์จากประชากรของพระองค์เป็นการตอบแทน สำหรับอิสราเอลบาปคือการปฏิเสธไม่ยอมซื่อสัตย์ต่อพระองค์ เป็นการละเมิดความสัมพันธ์ที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นด้วยความรักบริสุทธิ์ของพระองค์

พระเจ้าทรงออกกฎหมายสำหรับชนชาติที่ทรงเลือกสรรเป็นการกำหนดเงื่อนไขให้ชาวอิสราเอลแสดงความซื่อสัตย์ต่อพระองค์ ธรรมบัญญัตินี้ของพระองค์สั่งสอนประชากรให้รู้จักหน้าที่ของตน ให้รู้จักประพฤติตนตามพระประสงค์และการปฏิบัติตามพันธสัญญานี้จะทำให้พระสัญญาเป็นความจริงสำหรับเขา

พระสัญญา การเลือกสรร พันธสัญญา ธรรมบัญญัติทั้งหมดนี้เป็นความคิดหลักของหนังสือปัญจบรรพเปรียบได้กับดิ้นทองที่ทอขึ้นเป็นผืนผ้าประเสริฐ เป็นความคิดหลักที่เราพบได้อีกในหนังสืออื่นของพันธสัญญาเดิม เพราะหนังสือปัญจบรรพไม่จบบริบูรณ์ในตัวเอง กล่าวถึงพระสัญญาแต่ยังไม่แสดงว่าพระสัญญานี้เป็นความจริงได้อย่างไร เพราะเรื่องราวจบลงก่อนจะเล่าว่าชาวอิสราเอลเข้ายึดครองแผ่นดินแห่งพันธสัญญา หนังสือปัญจบรรพเล่าเรื่องไม่จบเพราะต้องการปลุกทั้งความหวังและความมุ่งมั่น ต้องการปลุกความหวังในพระสัญญาซึ่งการเข้ายึดครองแผ่นดินคานาอันจะทำให้เป็นความจริง (ยชว 23) แต่บาปของประชากรจะเป็นอุปสรรคมิให้บรรลุถึงจุดหมายนี้ และการเนรเทศที่บาบิโลนจะทำให้ชาวอิสราเอลระลึกถึงพระสัญญานี้อีกครั้งหนึ่ง หนังสือปัญจบรรพยังปลุกความมุ่งมั่นเพราะชาวอิสราเอลทุกสมัยจะต้องปฏิบัติตามธรรมบัญญัติอย่างถี่ถ้วน และธรรมบัญญัตินี้จะเป็นพยานปรักปรำเขาอยู่เสมอ (ฉธบ 31:26)

ธรรมบัญญัติมีบทบาทเช่นนี้ตลอดมาจนถึงการเสด็จมาของพระคริสตเจ้าผู้ทรงเป็นจุดหมายของประวัติศาสตร์แห่งความรอดพ้น ทำให้ความจริงต่างๆ ชัดเจนขึ้น นักบุญเปาโลกอธิบายบทบาทนี้ของพระคริสตเจ้าโดยเฉพาะใน กท 3:15-29 ว่าพระองค์ทรงทำพันธสัญญาใหม่ตามที่พันธสัญญาเดิมเป็นรูปแบบล่วงหน้าไว้ บัดนี้พระองค์ทรงทำพันธสัญญากับบรรดาคริสตชนซึ่งเป็นทายาทของอับราฮัมอาศัยความเชื่อ บทบาทของธรรมบัญญัติคือการปกป้องพระสัญญา เหมือนกับครูพี่เลี้ยงหรือแม่นมที่นำประชากรของพระเจ้ามาพบพระคริสตเจ้า เพราะพระสัญญาเป็นความจริงแล้วในพระคริสตเจ้านี้เอง

คริสตชนไม่เป็นเด็กที่ต้องมีธรรมบัญญัติเป็นครูพี่เลี้ยงอีกแล้ว เขาเป็นอิสระไม่ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของธรรมบัญญัติแต่ยังต้องปฏิบัติตามคำสอนทางศาสนาและศีลธรรมที่พระเจ้าทรงเผยให้ทราบในธรรมบัญญัติ เพราะพระคริสตเจ้ามิได้เสด็จมาเพื่อล้มล้างธรรมบัญญัติ แต่ทรงมาเพื่อทำให้ธรรมบัญญัติสมบูรณ์ (มธ 5:17) พันธสัญญาใหม่ไม่ลบล้างพันธสัญญาเดิมแต่ขยายให้กว้างขึ้น พระศาสนจักรไม่เพียงจะยอมรับว่าเหตุการณ์ในพันธสัญญาใหม่ (การถวายบูชาของพระคริสตเจ้า ศีลล้างบาป การสิ้นพระชนม์และกลับคืนพระชนมชีพของพระคริสตเจ้า) มีรูปแบบล่วงหน้าอยู่ก่อนแล้วในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสมัยของบรรพบุรุษและโมเสส รวมทั้งในการฉลองและศาสนพิธีในระหว่างการเดินทางในถิ่นทุรกันดาร (การถวายบูชาอิสอัค การข้ามทะเลต้นกก ปัสกา) เท่านั้น แต่คริสต์ศาสนายังเรียกร้องคริสตชนให้มีท่าทีเดียวกันกับที่กำหนดไว้สำหรับชาวอิสราเอลในเรื่องราวและกฎหมายของหนังสือปัญจบรรพอีกด้วย นอกจากนั้น มนุษย์แต่ละคนที่กำลังเดินทางไปพบพระเจ้าจะต้องผ่านขั้นตอนเดียวกันกับที่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรได้ผ่านมาแล้ว คือต้องตัดใจละทิ้งทุกอย่าง ต้องกล้าเผชิญความทุกข์ยากซึ่งเป็นการทดลอง และต้องชำระตนให้เหมาะสมที่จะพบพระองค์ ดังนั้นคริสตชนจึงสามารถรับคำสั่งสอนจากประสบการณ์ต่างๆ ของชาวอิสราเอลด้วย

เราควรอ่านหนังสือปัญจบรรพอย่างไร เราควรอ่านหนังสือปฐมกาล อพยพ และกันดารวิถีต่อเนื่องกันตามลำดับเหตุการณ์ที่เล่า หนังสือปฐมกาลแสดงให้เราเห็นพระทัยดีของพระเจ้าพระผู้สร้าง ตรงข้ามกับความอกตัญญูของมนุษยชาติที่ทำบาป เรื่องราวของบรรดาบรรพบุรุษแสดงว่าพระเจ้าประทานรางวัลแก่ผู้ที่มีความเชื่อ หนังสืออพยพเป็นรูปแบบล่วงหน้าของการไถ่กู้ของเราทุกคน หนังสือกันดารวิถีกล่าวถึงช่วงเวลาความทุกข์ยากซึ่งเป็นการทดลอง พระเจ้าทรงสั่งสอนและลงโทษบรรดาบุตรของพระองค์ที่ทำผิด จะเป็นประโยชน์มากถ้าจะอ่านหนังสือเลวีนิติพร้อมกับบทท้ายๆ ของหนังสือประกาศกเอเสเคียล หรือหลังจากหนังสือเอสราและเนหะมีย์ แม้ว่าการถวายบูชาเพียงครั้งเดียวของพระคริสตเจ้าลบล้างพิธีกรรมทั้งหลายในพระวิหารที่กรุงเยรูซาเล็มแล้ว หนังสือเลวีนิติก็ยังเน้นว่าผู้นมัสการรับใช้พระเจ้าจะต้องเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ปราศจากมลทิน ข้อเรียกร้องนี้เป็นบทสอนสำหรับมนุษย์ทุกสมัย จะเป็นประโยชน์มากเช่นเดียวกันถ้าจะอ่านหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติพร้อมกับหนังสือประกาศกเยเรมีย์ซึ่งอยู่ในสถานการณ์ทางประวัติศาสตร์และมีจิตตารมณ์ใกล้เคียงกับหนังสือนี้

Francis Cais, sdb. และ ทัศไนย์ คมกฤส แปลจาก New Jerusalem Bible.

Posted in พันธะสัญญาเดิม, หนังสือปัญจบรรพ, Uncategorized | Tagged: , , , , | 2 Comments »

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับหนังสือป ัญจบรรพ 4. กฎหมายต่างๆ

Posted by JinSon on June 16, 2009

4. กฎหมายต่างๆ

ในพระคัมภีร์ของชาวยิว หนังสือปัญจบรรพมีชื่อว่า “ธรรมบัญญัติ” (Torah) หรือ “กฎหมาย” และโดยแท้จริงก็เป็นหนังสือที่รวบรวมข้อกำหนดต่างๆ ครอบคลุมชีวิตทั้งหมดของชนชาติอิสราเอลทั้งในด้านศีลธรรม สังคมและศาสนา สำหรับคนในสมัยนี้ ลักษณะที่น่าสังเกตที่สุดของข้อกำหนดเหล่านี้ก็คือลักษณะทางศาสนา เรายังพบลักษณะเช่นนี้ได้ในประมวลกฎหมายบางฉบับของชนชาติในตะวันออกกลางสมัยโบราณ แต่เราไม่พบว่าประมวลกฎหมายใดรวมเรื่องศักดิ์สิทธิ์เข้ามาครอบคลุมเรื่องราวทางโลกมากเท่าในหนังสือปัญจบรรพ สำหรับชาวอิสราเอล พระเจ้าทรงตราธรรมบัญญัตินี้ซึ่งกำหนดหน้าที่ของประชาชนต่อพระเจ้า และข้อกำหนดต่างๆ มีแรงบันดาลใจจากความคิดทางศาสนา ที่เป็นเช่นนี้ดูไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดสำหรับกฎศีลธรรมที่รวมไว้เป็นบทบัญญัติสิบประการหรือสำหรับกฎทางพิธีกรรมในหนังสือเลวีนิติ แต่สิ่งที่แปลกและมีความหมายมากกว่าก็คือกฎหมายทางบ้านเมืองและกฎหมายอาญาปนอยู่กับบทบัญญัติทางศาสนาในประมวลกฎหมายเดียวกัน ธรรมบัญญัติทั้งหมดนี้นับว่าเป็นกฎบัตรของพันธสัญญาระหว่างชาวอิสราเอลกับพระยาห์เวห์ จึงไม่น่าแปลกที่พระคัมภีร์เล่าว่าพระเจ้าทรงตรากฎหมายต่างๆ เหล่านี้เมื่อชาวอิสราเอลกำลังเดินทางในถิ่นทุรกันดารเพราะพระองค์ทรงทำพันธสัญญากับอิสราเอลในช่วงเวลานั้น

เนื่องจากกฎหมายมีไว้เพื่อนำไปปฏิบัติ กฎหมายเหล่านี้จึงต้องปรับให้เข้ากับสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตามเวลาและสถานที่ นี่เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมในประมวลกฎหมายต่างๆ ที่เรากำลังพิจารณาเราพบกฎโบราณมากอยู่เคียงข้างกับสูตรและข้อกำหนดซึ่งสะท้อนปัญหาในสมัยต่อมา นอกจากนั้นชาวอิสราเอลยังได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมของชนชาติเพื่อนบ้านในเรื่องกฎหมายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกด้วย ข้อกำหนดบางประการในประมวลกฎหมายพันธสัญญาและในประมวลกฎหมายเฉลยธรรมบัญญัติมีความคล้ายคลึงมากกับประมวลกฎหมายของชนชาติในแคว้นเมโสโปเตเมีย กับประมวลกฎหมายของชาวอัสซีเรียและประมวลกฎหมายของชาวฮิตไทต์ ความคล้ายคลึงกันเช่นนี้ไม่ได้เป็นผลของการคัดลอกโดยตรง แต่มาจากอิทธิพลของประมวลกฎหมายของชนต่างชาติ หรือจากกฎหมายที่ประชาชนในตะวันออกกลางโบราณใช้กันโดยทั่วไป นอกจากนั้นหลังการอพยพ ประเพณีปฏิบัติของชาวคานาอันยังมีอทธิพลอย่างมากต่อการกำหนดข้อความของกฎหมายและรูปแบบของศาสนพิธีของอิสราเอลด้วย

บทบัญญัติสิบประการ หรือ “วาจาสิบคำ” ที่จารึกไว้บนศิลาสองแผ่นที่ภูเขาซีนายกำหนดกฎหมายพื้นฐานของพันธสัญญา เป็นกฎหมายทั้งในด้านศีลธรรมและศาสนาในเวลาเดียวกัน พระคัมภีร์เขียนบทบัญญัติสิบประการนี้ไว้สองแห่ง คือใน อพย 20:2-17 และใน ฉธบ 5:6-18 ข้อความทั้งสองแห่งนี้แตกต่างกันพอสมควร แต่มาจากแหล่งข้อมูลโบราณเดียวกันที่สั้นกว่า เราไม่มีเหตุผลใดพอจะปฏิเสธว่าบทบัญญัติในรูปแบบโบราณนี้ไม่ได้มาจากโมเสส

ประมวลกฎหมายพันธสัญญา (จากตำนานเอโลฮิสต์ อพย 20:22 – 23:33 หรือถูกกว่านั้น อพย 20:24 – 23:9) แม้จะแทรกอยู่ระหว่างบทบัญญัติสิบประการและพิธีทำพันธสัญญาที่ภูเขาซีนาย ก็สะท้อนสภาพสังคมของชาวอิสราเอลหลังยุคโมเสส เป็นประมวลกฎหมายของชุมชนคนเลี้ยงแกะและชาวนา ให้ความสำคัญแก่สัตว์ใช้งาน การทำไร่ทำนา ทำสวนองุ่นและการสร้างบ้านเรือน จึงชี้ให้เห็นว่าชุมชนดังกล่าวได้ตั้งถิ่นฐานอยู่เป็นหลักแหล่งและไม่ดำเนินชีวิตแบบเร่ร่อนอีกต่อไปเป็นเวลานานพอสมควรแล้ว ในสภาพเช่นนี้เท่านั้นชาวอิสราเอลสามารถรู้และปฏิบัติตามกฎที่ใช้กันอยู่ทั่วไป ประมวลกฎหมายพันธสัญญาได้ข้อมูลต่างๆ มากมายจากกฎที่ใช้กันอยู่ทั่วไปนี้เอง เราจึงพบตัวบทกฎหมายเหมือนกันในประมวลกฎหมายของชาวเมโสโปเตเมียด้วย อย่างไรก็ตามประมวลกฎหมายพันธสัญญานี้มีแรงจูงใจจากความเชื่อต่อพระยาห์เวห์แทรกซึมอยู่ทั่วไป บ่อยครั้งจึงมีข้อกำหนดต่อต้านค่านิยมทางวัฒนธรรมของชาวคานาอัน ประมวลกฎหมายนี้มีรูปแบบการเขียน 2 อย่าง คือ “กฎหมายพิจารณาโทษการกระทำผิด” (มีรูปแบบ “ถ้า…”) และ “กฎหมายสั่งหรือห้าม” (มีรูปแบบ “ต้อง” หรือ “อย่า”) ประมวลกฎหมายนี้น่าจะเขียนไว้เป็นเอกสารต่างหากก่อนจะเขียนหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติอย่างแน่นอน เพราะหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติยืมข้อมูลหลายประการมาจากประมวลกฎหมายพันธสัญญานี้ ประมวลกฎหมายนี้ไม่กล่าวถึงสถาบันกษัตริย์เลย จึงน่าจะได้เขียนไว้ในสมัยผู้วินิจฉัย ประมวลกฎหมายฉบับนี้น่าจะนำมารวมกับเรื่องเล่าเหตุการณ์ที่ภูเขาซีนายก่อนที่หนังสือธรรมบัญญัติจะเขียนขึ้น

ประมวลกฎหมายเฉลยธรรมบัญญัติ (ฉธบ 12:1 – 26:15) เป็นสาระสำคัญของหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติซึ่งเราได้บรรยายลักษณะและประวัติการเขียนไว้แล้วข้างต้น ประมวลกฎหมายฉบับนี้ได้ข้อมูลส่วนหนึ่งจากประมวลกฎหมายพันธสัญญา แต่นำมาปรับปรุงแก้ไขตามสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป เช่นเรื่องการยกหนี้ (เทียบ ฉธบ 15:1-11 กับ อพย 23:10-11) และกฎหมายเรื่องทาส (เทียบ ฉธบ 15:12-18 กับ อพย 21:2-11) ถึงกระนั้นประมวลกฎหมายเฉลยธรรมบัญญัติมีความขัดแย้งสำคัญข้อหนึ่งกับประมวลกฎหมายพันธสัญญาตั้งแต่ข้อกำหนดข้อแรกทีเดียว นั่นคือประมวลกฎหมายพันธสัญญาอนุญาตให้มีสักการสถานหลายแห่ง (อพย 20:24) แต่ประมวลกฎหมายเฉลยธรรมบัญญัติมีกฎบังคับให้มีสักการสถานเพียงแห่งเดียว (ฉธบ 12:2-12) การกำหนดให้มีสักการสถานเพียงแห่งเดียวนี้ทำให้ต้องเปลี่ยนแปลงกฎโบราณเกี่ยวกับการถวายบูชา การถวายหนึ่งในสิบและวันฉลองต่างๆ ประมวลกฎหมายเฉลยธรรมบัญญัติยังมีข้อกำหนดที่ไม่พบในประมวลกฎหมายพันธสัญญาอีกหลายข้อ ข้อกำหนดนี้บางข้อโบราณมาก และมาจากแหล่งข้อมูลที่เราไม่รู้จัก แต่ลักษณะเฉพาะของประมวลกฎหมายเฉลยธรรมบัญญัติชี้ให้เห็นสภาพการณ์ทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงแล้ว มีความห่วงใยที่จะปกป้องผู้อ่อนแอ ย้ำอยู่เสมอถึงสิทธิของพระเจ้าเหนือแผ่นดินและประชากรของพระองค์ นอกจากนั้นข้อกำหนดต่างๆ ของประมวลกฎหมายเฉลยธรรมบัญญัติยังมีลีลาการเขียนในรูปแบบของการเทศน์เตือนใจอีกด้วย

ถึงแม้ว่าหนังสือเลวีนิติจะไม่ได้เรียบเรียงครั้งสุดท้ายให้มีรูปแบบอย่างที่เรามีในปัจจุบันจนกระทั่งชาวยิวกลับจากเนรเทศที่บาบิโลนแล้ว หนังสือฉบับนี้ก็มีข้อมูลที่โบราณมากหลายประการ เช่นข้อกำหนดเกี่ยวกับอาหารที่กินได้กินไม่ได้ (บทที่ 11) ข้อกำหนดเกี่ยวกับการมีมลทินหรือไม่มีเพื่อร่วมศาสนพิธี (บทที่ 13-15) ส่วนพิธีกรรมในวันขออภัยบาปที่กำหนดขึ้นในภายหลัง (บทที่ 16) ยังรักษาพิธีชำระที่โบราณมากไว้ขณะที่มีความเข้าใจที่พัฒนามากแล้วเรื่องบาปรวมอยู่ด้วย บทที่ 17-26 เป็นกฎหมายชุดหนึ่งที่เรียกว่า “ประมวลกฎหมายว่าด้วยความศักดิ์สิทธิ์” ซึ่งเดิมน่าจะเป็นเอกสารต่างหากแยกจากหนังสือปัญจบรรพ ประมวลกฎหมายนี้รวบรวมข้อกำหนดต่างๆ ซึ่งบางข้ออาจมาจากสมัยที่ชนอิสราเอลยังเป็นชนเร่ร่อนอยู่ (เช่นบทที่ 18) บางข้อคงจะมีอยู่ก่อนสมัยเนรเทศ และอีกบางข้ออาจะเขียนขึ้นหลังจากนั้น ประมวลกฎหมายนี้คงจะได้รวบรวมขึ้นเป็นครั้งแรกที่กรุงเยรูซาเล็มก่อนสมัยเนรเทศ และประกาศกเอเสเคียลคงได้รู้จักประมวลกฎหมายฉบับนี้แล้ว เพราะเขาใช้ภาษาและมีความคิดคล้ายคลึงกับประมวลกฎหมายว่าด้วยความศักดิ์สิทธิ์หลายประการ แต่ประมวลกฎหมายฉบับนี้คงได้ประกาศใช้เพียงในระหว่างการเนรเทศที่บาบิโลน และบรรดาสมณะผู้เรียบเรียงหนังสือปัญจบรรพในภายหลังคงจะนำประมวลกฎหมายนี้เสริมเข้ามาโดยปรับให้เข้ากับเรื่องราวที่มีอยู่แล้ว

Posted in พันธะสัญญาเดิม, หนังสือปัญจบรรพ, Uncategorized | Tagged: , , , , | Leave a Comment »

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับหนังสือป ัญจบรรพ 3. เรื่องเล่าในหนังสือปั ญจบรรพมีความจริงทางประวัติศาสต ร์มากน้อยเพียงไร

Posted by JinSon on June 16, 2009

3. เรื่องเล่าในหนังสือปัญจบรรพมีความจริงทางประวัติศาสตร์มากน้อยเพียงไร

การเรียกร้องให้เรื่องเล่าตามธรรมประเพณีต่างๆ เหล่านี้มีรายละเอียดชัดเจนแน่นอนดังที่นักประวัติศาสตร์สมัยนี้เรียกร้อง นับว่าไม่สมเหตุสมผล ธรรมประเพณีเหล่านี้ไม่ใช่เอกสารที่ตายแล้วแต่เป็นมรดกที่มีชีวิตของชนชาติซึ่งมีธรรมประเพณีเหล่านี้เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิตสำนึกในความเป็นหนึ่งเดียวและส่งเสริมความเชื่อทางศาสนา การปฏิเสธไม่ยอมรับว่าเรื่องเหล่านี้มีความน่าเชื่อถือทางประวัติศาสตร์เพียงเพราะขาดรายละเอียดชัดเจนแน่นอนก็ไม่สมเหตุสมผลเช่นกัน

เราจะต้องแยกพิจารณาสิบเอ็ดบทแรกของหนังสือปฐมกาลต่างหาก บทเหล่านี้ใช้วิธีเล่าแบบชาวบ้านบรรยายถึงต้นกำเนิดของมนุษยชาติ ใช้วิธีเขียนที่เรียบง่ายให้รายละเอียดเป็นรูปธรรม เหมาะสำหรับคนโบราณที่ไม่มีการศึกษาสูงนัก และประกาศความจริงหลักซึ่งเป็นพื้นฐานของประวัติศาสตร์แห่งความรอด ความจริงเหล่านี้คือ พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างทุกอย่างในปฐมกาล พระองค์ทรงมีบทบาทพิเศษในการสร้างมนุษย์ชายหญิง มนุษยชาติมีความสัมพันธ์เป็นหนึ่งเดียวกัน มนุษย์คู่แรกทำบาปจึงตกอยู่ในสภาพสูญเสียความโปรดปรานของพระเจ้าและถูกลงโทษโดยที่ลูกหลานจะต้องรับผลของบาปเป็นมรดก ความจริงทั้งหมดนี้มีความสำคัญทางคำสอนด้านเทววิทยาและมีพระคัมภีร์เป็นเอกสารรับรอง ในเวลาเดียวกันยังเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงด้วย แม้ว่าเราไม่สามารถทราบและอธิบายลักษณะแท้จริงของเหตุการณ์เหล่านั้น เพราะพระคัมภีร์ใช้ภาษาของตำนานเทพที่เหมาะกับความคิดของคนสมัยโบราณที่เล่าเรื่องถ่ายทอดความจริงเหล่านี้แก่เรา

ตั้งแต่บทที่ 12 หนังสือปฐมกาลเล่าประวัติศาสตร์ของบรรดาบรรพบุรุษโดยที่เรื่องราวส่วนใหญ่เป็นประวัติครอบครัว คือเป็นเรื่องราวที่ชาวบ้านเล่าถ่ายทอดสืบต่อกันมาเกี่ยวกับอับราฮัม อิสอัค ยาโคบและโยเซฟ เรื่องเหล่านี้ยังเป็นประวัติศาสตร์แบบชาวบ้าน ชอบเล่าเรื่องน่าสนใจส่วนตัวของบุคคล ให้รายละเอียดเฉพาะตัวที่น่าจดจำโดยไม่มีความพยายามจะแสดงความสัมพันธ์ที่เรื่องราวเหล่านี้มีกับประวัติศาสตร์สากลของโลก เรื่องราวเกี่ยวกับบรรพบุรุษคนใดคนหนึ่งอาจเคยเล่ามาก่อนถึงบรรพบุรุษอีกคนหนึ่งแล้ว และรายละเอียดทางประวัติศาสตร์อื่นๆ อาจเลอะเลือนไปในการถ่ายทอดสืบต่อกันมาทางปากเปล่า ในที่สุดเรื่องราวเหล่านี้ยังเป็นประวัติศาสตร์ที่เขียนขึ้นโดยมีทรรศนะทางศาสนา คือพยายามแสดงว่าเหตุการณ์สำคัญที่เล่าถึงนั้นเกิดขึ้นโดยมีพระเจ้าทรงเข้าแทรกแซง เราสามารถเห็นพระญาณสอดส่องได้ในทุกเหตุการณ์ ทรรศนะทางเทววิทยาเช่นนี้มองข้ามบทบาทของสาเหตุระดับรอง คือสาเหตุตามธรรมชาติและการกระทำของมนุษย์ ยิ่งกว่านั้นผู้เขียนชอบรวมเรื่องราวที่เกิดขึ้นไว้ด้วยกันเพื่ออธิบายความหมายพร้อมกัน เป็นการพิสูจน์แนวคิดทางศาสนาที่ว่ามีพระเจ้าพระองค์เดียว พระองค์ทรงอบรมประชากรหนึ่งเดียว ทรงมอบแผ่นดินหนึ่งเดียวแก่ประชากรนี้ พระเจ้าพระองค์นี้คือพระยาห์เวห์ ประชากรนี้คือชาวอิสราเอลและแผ่นดินนี้คือแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ ถึงกระนั้นเรื่องเล่าต่างๆ นี้เกิดขึ้นตามประวัติศาสตร์ในแง่ที่ว่ากล่าวโดยวิธีของตนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง บรรยายอย่าวน่าเชื่อถือถึงที่มาและการโยกย้ายถิ่นฐานของบรรดาบรรพบุรุษของชาวอิสราเอล ถึงภูมิหลังทางภูมิศาสตร์และชาติพันธุ์ ถึงวิธีดำเนินชีวิตทั้งด้านศีลธรรมและทางศาสนา ในอดีตเรามักจะสงสัยว่าเรื่องเล่าเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นจริง แต่ในสมัยนี้การค้นพบของนักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีในสถานที่ต่างๆ ของดินแดนทางตะวันออกกลางทำให้ข้อสงสัยดังกล่าวตกไป

เหตุการณ์ที่เล่าในหนังสืออพยพและกันดารวิถี และที่มีกล่าวพาดพิงถึงในบทแรกๆ ของหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติเป็นการเล่าประวัติศาสตร์สมัยหลังบรรดาบรรพบุรุษหลายศตวรรษทีเดียว เริ่มต้นโดยเล่าการเกิดของโมเสสและจบลงด้วยการตายของเขา เหตุการณ์ที่เล่าไว้คือการอพยพจากประเทศอียิปต์ การหยุดพักที่ภูเขาซีนาย การเดินทางในถิ่นทุรกันดารถึงคาเดช การเดินทางผ่านฟากตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดนและเข้าพำนัก ณ ที่ราบโมอับ ถ้าเราไม่ยอมรับว่าเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นจริง และไม่ยอมรับว่าโมเสสมีตัวตนจริงดังที่พระคัมภีร์บอก เราจะไม่สามารถอธิบายประวัติศาสตร์ของอิสราเอลที่ตามมาหลังจากนั้น ทั้งไม่สามารถอธิบายความยึดมั่นของชาวอิสราเอลต่อศาสนาของพระยาห์เวห์และต่อธรรมบัญญัติได้ ในเวลาเดียวกันเราต้องยอมรับว่าเรื่องราวที่บันทึกไว้นี้มีความสำคัญมากต่อชีวิตของประชากรอิสราเอลและมีบทบาทในศาสนพิธีจนทำให้เรื่องเล่าเหล่านี้มีลักษณะเป็นตำนานประจำชาติ (เช่นเรื่องการข้ามทะเลต้นกก) และบางครั้งเป็นพิธีกรรมประจำปี (เช่นการฉลองปัสกา) เราไม่มีข้อมูลอื่นๆ เกี่ยวกับโมเสสนอกจากพระคัมภีร์ แต่เมื่อิสราเอลเป็นประชากรชาติหนึ่งแล้วก็เข้าสู่ประวัติศาสตร์โลก แม้ว่าเราไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในเรื่องนี้นอกจากการกล่าวพาดพิงไม่ชัดเจนในศิลาจารึกของพระเจ้าฟาโรห์เมร์เนปทาห์ แต่สิ่งที่พระคัมภีร์กล่าวถึงชาวอิสราเอลก็สอดคล้องอย่างกว้างขวางกับข้อเขียนและข้อมูลทางโบราณคดีซึ่งกล่าวถึงชาวเซมีติคกลุ่มต่างๆ เข้ารุกรานประเทศอียิปต์ กล่าวถึงระบบปกครองของชาวอียิปต์ในบริเวณดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์ และสถานการณ์ทางการเมืองในบริเวณฝั่งตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดน

หน้าที่ของนักประวัติศาสตร์สมัยใหม่คือทดสอบข้อมูลจากพระคัมภีร์เหล่านี้กับข้อเท็จจริงที่เราทราบจากประวัติศาสตร์สากล แม้เราจะมีข้อมูลน้อยมากทั้งจากพระคัมภีร์และจากหลักฐานอื่นๆ ว่าเหตุการณ์ที่พระคัมภีร์กล่าวถึงเกิดขึ้นเมื่อไร เราก็พอจะกล่าวได้ว่าอับราฮัมมีชีวิตอยู่ในแผ่นดินคานาอันราวปี 1850 ก่อนคริสตกาล โยเซฟมีตำแหน่งสูงในประเทศอียิปต์ราวปี 1700 ก่อนคริสตกาล และ “บุตรอื่นๆ ของยาโคบ” อพยพลงไปสมทบกับเขาที่นั่นไม่นานหลังจากนั้น ในปัจจุบันนี้นักวิชาการดูเหมือนจะมีข้อมูลแน่นอนว่าไม่ใช่ชาวฮีบรูทุกเผ่าได้อพยพไปอยู่ในประเทศอียิปต์ (ดู “ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับหนังสือโยชูวา”) เราไม่อาจใช้ข้อมูลจาก 1 พกษ 6:1 และ วนฉ 11:26 เพื่อกำหนดเวลาของการอพยพจากประเทศอียิปต์ได้ เพราะข้อมูลเหล่านี้เขียนขึ้นในภายหลังและเป็นเพียงการคาดคะเนโดยใช้ตัวเลขเป็นสัญลักษณ์เท่านั้น แต่พระคัมภีร์ก็มีข้อมูลสำคัญข้อหนึ่ง ตามข้อความโบราณใน อพย 1:11 ชาวฮีบรูถูกเกณฑ์ให้ทำงานก่อสร้างเมืองเก็บเสบียงที่ปิโธมและราเมเสส ดังนั้น การอพยพน่าจะเกิดขึ้นหลังจากที่ พระเจ้าฟาโรห์รามเสสที่ 2 ทรงครองราชย์ เพราะพระองค์ทรงเป็นผู้ก่อตั้งเมืองราเมเสสนี้ตามพระนามของพระองค์ การก่อสร้างขนาดใหญ่เริ่มต้นที่นั่นตอนต้นรัชกาลของพระองค์ ดังนั้นกลุ่มชาวฮีบรูที่มีโมเสสเป็นผู้นำออกจากประเทศอียิปต์น่าจะอพยพออกมาตอนต้นหรือกลางรัชกาลอันยาวนี้ (1290-1224) คือราวปี 1250 ก่อนคริสตกาล หรือก่อนนั้นไม่นาน ผู้อพยพครั้งนี้น่าจะเป็นเพียงชาวฮีบรูกลุ่มหนึ่งในหลายกลุ่มซึ่งเดินทางจากประเทศอียิปต์เข้าไปในแผ่นดินคานาอันในช่วงเวลานั้น และต่อมาได้รวมตัวกันเป็น “สิบสองเผ่า” ของอิสราเอล พระคัมภีร์เล่าว่าชาวอิสราเอล เดินทางในถิ่นทุรกันดารเป็นเวลาประมาณหนึ่งชั่วอายุคน การตั้งถิ่นฐานของชาวอิสราเอลทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดนจึงน่าจะเกิดขึ้นราวปี 1225 ก่อนคริสตกาล การกำหนดเวลาเช่นนี้สอดคล้องกับข้อมูลทางประวัติศาสตร์สากล เช่น กษัตริย์ฟาโรห์แห่งราชวงศ์ที่ 19 ทรงสถาปนาราชธานีอยู่ในบริเวณดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์ อำนาจปกครองของชาวอียิปต์เหนือ แคว้นซีเรียและปาเลสไตน์อ่อนกำลังลงตอนปลายรัชสมัยพระเจ้าฟาโรห์รามเสสที่ 2 และสถานการณ์ทางการเมืองทั่วบริเวณตะวันออกกลางตอนปลายศตวรรษที่ 13 ก่อนคริสตกาลมีแต่ความวุ่นวาย การกำหนดเวลาเช่นนี้ยังสอดคล้องกับข้อมูลทางโบราณคดีเกี่ยวกับยุคเหล็กตอนต้น ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่ชาวอิสราเอลเข้าตั้งถิ่นฐานในแผ่นดินคานาอันอีกด้วย

Posted in พันธะสัญญาเดิม, หนังสือปัญจบรรพ, Uncategorized | Tagged: , , , , | Leave a Comment »

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับหนังสือป ัญจบรรพ 2. ความเป็นมาของการเรียบ เรียงหนังสือปัญจบรรพ

Posted by JinSon on June 16, 2009

2. ความเป็นมาของการเรียบเรียงหนังสือปัญจบรรพ

อย่างน้อยตั้งแต่ต้นคริสตกาล ประชาชนทั่วไปคิดว่าโมเสสเป็นผู้ประพันธ์หนังสือ ปัญจบรรพทั้งห้าเล่มนี้ พระเยซูเจ้าและบรรดาศิษย์ไม่เคยตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย (ยน 1:45; 5:45-47; I, 10:5) อย่างไรก็ตาม ธรรมประเพณีโบราณที่สุดไม่เคยยืนยันโดยตรงว่าโมเสสเป็นผู้เขียนหนังสือปัญจบรรพทั้งหมด แม้บางครั้ง (ซึ่งน้อยมาก) หนังสือปัญจบรรพจะใช้วลี “โมเสสเขียนว่า” แต่ก็หมายถึงเพียงข้อความสั้นๆ เท่านั้น โดยแท้จริง นักวิชาการสมัยใหม่ได้สังเกตเห็นว่าลีลาการเขียนไม่คงที่เป็นแบบเดียวกัน มีข้อความเล่าเรื่องซ้ำหรือขัดแย้งกัน จึงเป็นไปไม่ได้ที่หนังสือปัญจบรรพทั้งหมดจะเป็นผลงานของผู้เขียนคนเดียว นักวิชาการพยายามค้นคว้าหาคำตอบแก่ปัญหาดังกล่าวด้วยความยากลำบาก ในที่สุดปลายศตวรรษที่ 19 สมมติฐานข้อหนึ่งก็เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป สมมติฐานนี้ส่วนใหญ่เป็นผลงานของกราฟและของเวลฮาวเซน ตามทฤษฎีนี้ หนังสือปัญจบรรพเป็นผลการรวบรวมเอกสารสี่ฉบับ ซึ่งเขียนในสถานที่และเวลาต่างกัน แต่ทั้งหมดเขียนภายหลังสมัยโมเสสนานทีเดียว ตามทฤษฎีนี้ แรกเดิมทีมีเอกสารที่เป็นเรื่องเล่าสองฉบับ เรียกว่า “ตำนานยาห์วิสต์” (เอกสาร J) ซึ่งใช้พระนาม “พระยาห์เวห์” ที่พระเจ้าทรงเผยให้โมเสส เรียกพระเจ้าตั้งแต่เล่าเรื่องการเนรมิตสร้าง เอกสารที่สองเรียกว่า “ตำนานเอโลฮิสต์” (เอกสาร E) เพราะเรียกพระเจ้าด้วยสามัญนามว่า “เอโลฮิม” เอกสารยาห์วิสต์เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรในอาณาจักรยูดาห์ราวศตวรรษที่ 10 ก่อนคริสตกาล ส่วนเอกสารเอโลฮิสต์เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรในอาณาจักรอิสราเอลหลังจากนั้นไม่นาน หลังจากที่อาณาจักรเหนือถูกทำลาย เอกสารทั้งสองฉบับนี้ถูกนำมารวมกัน (กลายเป็น JE) ต่อมาหลังรัชสมัยของกษัตริย์โยสิยาห์ “เอกสารเฉลยธรรมบัญญัติ” (เอกสาร D) ได้ถูกต่อเติมเข้าไป กลายเป็น JED และในที่สุดหลังจากสมัยเนรเทศที่บาบิโลน “ตำนานสงฆ์” (เอกสาร P) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกฎหมายที่มีเรื่องเล่าปนอยู่บ้างด้วย ได้ถูกต่อเติมเข้ามาอีก กลายเป็น JEDP

“ทฤษฎีเอกสาร” ในแบบดั้งเดิมผูกติดอยู่กับทฤษฎีวิวัฒนาการความคิดทางศาสนาของชาวอิสราเอล จึงไม่เป็นที่ยอมรับของนักวิชาการบางคน บางคนยอมรับโดยมีเงื่อนไขจะต้องปรับปรุงความคิดบางประการเสียก่อน โดยแท้จริงแล้วไม่มีนักวิชาการสองคนที่เห็นพ้องกันทุกประการในการตัดสินว่าข้อความตอนไหนมาจากเอกสารใดจาก “เอกสาร” สี่ฉบับข้างต้น อย่างไรก็ตามในปัจจุบันทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าการค้นคว้าพิจารณาคำที่เขียนเพียงอย่างเดียวไม่พอเพื่ออธิบายว่าหนังสือปัญจบรรพถูกเขียนขึ้นอย่างไร สิ่งที่จะต้องค้นคว้าเพิ่มเติมคือรูปแบบวรรณกรรมและธรรมประเพณีทั้งปากเปล่าและเป็นลายลักษณ์อักษรซึ่งมีอยู่ก่อนการเขียนเอกสารทั้งสี่ฉบับ เอกสารแต่ละฉบับ แม้แต่ตำนานสงฆ์ที่เขียนก็ยังมีข้อมูลที่โบราณมาก การค้นพบวรรณกรรมโบราณในภาษาที่ตายแล้วของตะวันออกกลางและข้อมูลต่างๆ จากนักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์ทำให้เราสามารถรู้จักอารยธรรมเก่าแก่ของชนชาติเพื่อนบ้านของอิสราเอล แสดงว่ากฎหมายและสถาบันหลายอย่างที่กล่าวถึงในหนังสือปัญจบรรพมีความคล้ายคลึงกันกับกฎหมายและสถาบันที่มีกล่าวถึงในวรรณกรรมเหล่านั้นซึ่งเขียนไว้ก่อนที่จะมีการบันทึก “เอกสาร” ทั้งสี่ของหนังสือปัญจบรรพเสียอีก ยิ่งกว่านั้นเรื่องเล่าหลายเรื่องสะท้อนสภาพความเป็นอยู่ที่แตกต่างและโบราณกว่าสภาพความเป็นอยู่เมื่อ “เอกสาร” เหล่านี้เขียนขึ้น การค้นพบและข้อมูลเหล่านี้ทำให้นักวิชาการสันนิษฐานว่าเรื่องราวจากธรรมประเพณีต่างๆ เก็บรักษาไว้ตามสักการสถานหลายแห่ง หรือรับการถ่ายทอดต่อกันมาโดยนักเล่าเรื่องแบบชาวบ้าน เรื่องราวเหล่านี้ถูกจัดไว้ด้วยกันเป็นชุดๆ แล้วเขียนลงเป็นลายลักษณ์อักษรเมื่อโอกาสอำนวย แต่ข้อเขียนในครั้งแรกนี้ยังไม่ตายตัว มีการเรียบเรียง ปรับปรุง ต่อเติมและนำมารวมกันเป็นหนังสือปัญจบรรพเช่นที่เรามี “แหล่งข้อมูล” ที่เป็นลายลักษณ์อักษรของหนังสือปัญจบรรพเป็นเพียงขั้นตอนพิเศษช่วงหนึ่งของวิวัฒนาการอันยาวนานของเรื่องราวจากธรรมประเพณีต่างๆ ที่แม้จะบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว ก็ยังรับการปรับปรุงแก้ไขต่อไปในภายหลังอีก

ความคิดที่ว่ามีธรรมประเพณีหลายสายในการเรียบเรียงหนังสือปัญจบรรพนั้นเห็นได้ชัดในข้อความสองตอนที่เล่าเรื่องเดียวกันโดยมีรายละเอียดทั้งที่เหมือนกันและที่ขัดแย้งกัน ผู้อ่านพระคัมภีร์จะพบเรื่องราวซ้ำเช่นนี้ตั้งแต่หน้าแรกของหนังสือปฐมกาลทีเดียว เช่นเรื่องการเนรมิตสร้างสองเรื่อง (1:1 – 2:4ก และ 2:4ข – 3:24) ลำดับวงศ์วานของคาอิน/เคนาน (4:17ฯ และ 5:12-17) เรื่องน้ำวินาศสองเรื่องซึ่งผสมกัน (บทที่ 6-8) เรื่องราวเกี่ยวกับบรรพบุรุษก็มีเรื่องซ้ำกันด้วย เช่นเรื่องเล่าว่าพระเจ้าทรงทำพันธสัญญากับอับราฮัม (บทที่ 15 และ 17) นางฮาการ์ถูกขับไล่ (บทที่ 16 และ 21) เรื่องภรรยาของบรรพบุรุษอยู่ในอันตรายในต่างแดน (สามครั้งใน 12:10-20; 20; 26:1-11) เรื่องโยเซฟกับบรรดาพี่น้องในบทสุดท้ายของหนังสือปฐมกาล นอกนั้นยังมีเรื่องพระเจ้าทรงเรียกโมเสสสองครั้ง (อพย 3:1 – 4:17 และ 6:2 – 7:7) อัศจรรย์เรื่องน้ำที่เมรีบาห์สองเรื่อง (อพย 17:1-7 และ กดว 20:1-13) มีข้อความสองตอยเกี่ยวกับบทบัญญัติสิบประการ (อพย 20:1-17 และ ฉธบ 5:6-21) ปฏิทินพิธีกรรมสี่ครั้ง (อพย 23:14-19; 34:18-23; ลนต 23; ฉธบ 16:1-16) และยังมีเรื่องซ้ำเช่นนี้อีกหลายเรื่อง เรายังพบข้อความที่ใช้ภาษา ลีลาการเขียนและทรรศนะความคิดใกล้เคียงกันที่สามารถรวมเข้าเป็นเรื่องต่อเนื่องคล้ายกัน 4 กลุ่มในหนังสือปัญจบรรพ ตรงกับธรรมประเพณีทั้ง 4 สาย

จากเรื่องต่อเนื่องแต่ละกลุ่มนี้ทำให้เราสามารถสรุปและรู้ลักษณะของธรรมประเพณีแต่ละสายได้ ธรรมประเพณียาวิสต์ ได้ชื่อนี้เพราะใช้พระนาม “ยาห์เวห์” เรียกพระเจ้าตั้งแต่เล่าเรื่องการเนรมิตสร้างเป็นต้นไป เป็นธรรมประเพณีที่เล่าเรื่องอย่างมีชีวิตชีวาและให้รายละเอียดเป็นรูปธรรม ผู้เขียนมีพระสวรรค์ในการเล่าเรื่องอย่างเห็นจริงเห็นจังน่าสนใจ พยายามให้คำตอบที่ลึกซึ้งต่อปัญหาสำคัญที่มนุษย์มักจะถามตนเอง แม้ผู้เขียนจะกล่าวถึงพระเจ้าโดยใช้ลักษณะของมนุษย์ เขาก็มีจิตสำนึกที่สูงส่งมากเกี่ยวกับพระเจ้า ธรรมประเพณีนี้สรุปประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติตั้งแต่การสร้างมนุษย์ชายหญิงคู่แรกเป็นเหมือนอารัมภบทของประวัติศาสตร์ของบรรดาบรรพบุรุษของชาวอิสราเอล ธรรมประเพณีนี้เริ่มมีขึ้นในแคว้นยูดาห์ และส่วนใหญ่คงจะจารึกเป็นลายลักษณ์อักษรในรัชสมัยของกษัตริย์ซาโลมอน ในข้อความที่นักวิชาการคิดว่าเป็นตำนานยาวิสต์เราพบว่ามีแนวความคิดคล้ายคลึงกันอีกสายหนึ่งแทรกอยู่ด้วยซึ่งมีต้นกำเนิดเดียวกัน แต่บางครั้งสะท้อนความคิดที่โบราณกว่าหรือบางครั้งแตกต่างกันด้วย ธรรมประเพณีที่คล้ายคลึงเช่นนี้ได้ชื่อว่า J1 (“ตำนานยาห์วิสต์ดั้งเดิม”) หรือ L (Lay source หรือ “ตำนานฆราวาส”) หรือ N (Nomadic source หรือ “ตำนานชนเร่ร่อน”) การแยกธรรมประเพณีอีกสายหนึ่งออกมาเช่นนี้มีเหตุผลสนับสนุนพอสมควร แต่เป็นเรื่องยากที่จะทราบว่าเคยมีธรรมประเพณีนี้อีกสายหนึ่งต่างหากจริงๆ หรือเป็นเพียงข้อมูลที่ผู้เขียนตำนานยาห์วิสต์ได้เสริมเข้าไปในข้อเขียนของตนโดยรักษาเอกลักษณ์ของข้อมูลเหล่านั้นไว้เช่นเดิม

ธรรมประเพณีเอโลฮิสต์ (เพราะใช้สามัญนาม “เอโลฮิม” เรียกพระเจ้า) แตกต่างจากธรรมประเพณียาห์วิสต์ทั้งในวิธีเขียนที่ให้รายละเอียดน้อย ไม่มีสีสันน่าสนใจ มีมาตรฐานทางศีลธรรมที่เข้มงวดมากกว่า และเน้นอย่างมากถึงความแตกต่างระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า ธรรมประเพณีนี้ไม่เล่าประวัติศาสตร์ของโลกและมนุษยชาติ แต่เริ่มเล่าเรื่องตั้งแต่สมัยของอับราฮัมเป็นต้นมา ธรรมประเพณีนีอาจได้เขียนขึ้นภายหลังธรรมประเพณียาห์วิสต์ไม่นาน นักวิชาการมักจะคิดว่าเป็นธรรมประเพณีของชนเผ่าในอาณาจักรเหนือ (อิสราเอล) นักวิชาการบางคนไม่ยอมรับว่ามีธรรมประเพณีเอโลฮิสต์แยกจากธรรมประเพณียาห์วิสต์ และอธิบายว่าข้อความเหล่านี้เป็นเพียงการต่อเติมหรือการเรียบเรียงปรับปรุงธรรมประเพณียาห์วิสต์เท่านั้น ถึงกระนั้นเรื่องร่างต่างๆ ตั้งแต่อับราฮัมจนถึงมรณกรรมของโมเสสมีถิ่นกำเนิดต่างกัน การเล่าเหตุการณ์ซ้ำกันบ่อยๆ โดยมีรายละเอียดทั้งที่เหมือนและไม่เหมือนชวนให้คิดว่าจะต้องมีธรรมประเพณีอีกสายหนึ่งโดยเฉพาะที่แตกต่างจากธรรมประเพณียาห์วิสต์ ธรรมประเพณีอีกสายหนึ่งนี้ต้องเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วด้วย

อย่างไรก็ตาม เราต้องระลึกถึงข้อเท็จจริงสำคัญประการหนึ่งไว้เสมอ แม้ว่าธรรมประเพณียาห์วิสต์และเอโลฮิสต์มีลักษณะต่างกัน แต่ก็เล่าเรื่องเดียวกันในสาระสำคัญ ธรรมประเพณีทั้งสองนี้จึงน่าจะมีต้นกำเนิดเดียวกัน บรรดาเผ่าทางใต้และทางเหนือล้วนมีธรรมประเพณีร่วมกันที่มาจากความทรงจำของประชากรที่เคยมีประวัติศาสตร์เดียวกัน ได้แก่ การระลึกถึงบรรพบุรุษสามคน อับราฮัม อิสอัคและยาโคบ ตามลำดับเดียวกัน ระลึกถึงการอพยพจากประเทศอียิปต์ไปถึงการสำแดงพระองค์ของพระเจ้าที่ภูเขาซีนาย ระลึกถึงการทำพันธสัญญาที่ภูเขาซีนายจนถึงการเข้ายึดครองตั้งถิ่นฐานทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดนซึ่งเป็นช่วงสุดท้ายก่อนการเข้ายึดครองแผ่นดินแห่งพระสัญญา ธรรมประเพณีร่วมกันนี้เริ่มขึ้นโดยการเล่าปากเปล่า และอาจเขียนไว้บ้างก็ได้ในสมัยผู้วินิจฉัย คือเมื่ออิสราเอลกำลังเริ่มมีความเป็นอยู่เป็นชนชาติหนึ่ง

ธรรมประเพณียาห์วิสต์และเอโลฮิสต์มีข้อความที่เป็นกฎหมายน้อยมาก ยกเว้น “ประมวลกฎหมายแห่งพันธสัญญา” ซึ่งเราจะกล่าวถึงในภายหลัง แต่ ธรรมประเพณีสงฆ์จะมีกฎหมายเป็นส่วนสำคัญ ซึ่งกำหนดระเบียบการเกี่ยวกับสักการสถาน การถวายบูชาและวันฉลองทางศาสนา กล่าวถึงคุณสมบัติและหน้าที่สมณะของอาโรนและบุตรหลาน นอกจากข้อความเกี่ยวกับกฎหมายและสถาบัน ธรรมประเพณีสงฆ์ยังเล่าเรื่องที่จงใจเขียนขึ้นเพื่ออธิบายปัญหาทางกฎหมายและพิธีกรรมต่าง ๆ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของธรรมประเพณีนี้ นอกจากความสนใจในปัญหาดังกล่าวแล้ว ธรรมประเพณีสงฆ์ยังชอบกล่าวถึงจำนวนเลขและลำดับวงศ์วาน ศัพท์ที่ใช้และวิธีเขียนโดยทั่วไปมักเป็นนามธรรมและใช้คำขยายฟุ่มเฟือย ทำให้เห็นง่ายว่าข้อความใดมาจากธรรมประเพณีนี้ ธรรมประเพณีสงฆ์เป็นธรรมประเพณีของบรรดาสมณะในพระวิหารที่กรุงเยรูซาเล็ม รักษาเรื่องราวโบราณ แต่เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรเพียงระหว่างการเนรเทศที่บาบิโลนเท่านั้น และไม่ได้รวมเข้ากับธรรมประเพณีอื่นในหนังสือปัญจบรรพจนกระทั่งกลับจากเนรเทศแล้ว เราสามารถพบว่าธรรมประเพณีนี้ได้รับการเรียบเรียงปรับปรุงหลายครั้ง เป็นการยากที่จะตัดสินว่าธรรมประเพณีสงฆ์นี้เคยเป็นผลงานทางวรรณกรรมชิ้นหนึ่งต่างหาก หรือว่ามีสมณะคนหนึ่งหรือหลายคนที่ได้เสริมข้อมูลจากธรรมประเพณีนี้เข้ากับตำนานยาห์วิสต์/เอโลฮิสต์ที่มีอยู่แล้วทำให้เกิดหนังสือปํญจบรรพดังที่เรามีในปัจจุบัน นักวิชาการส่วนใหญ่มีความคิดเห็นอย่างหลังนี้

ในหนังสือปฐมกาล เราสามารถแยกเรื่องราวต่อเนื่องของธรรมประเพณีแต่ละสาย คือตำนานยาห์วิสต์ ตำนานเอโลฮิสต์ และตำนานสงฆ์ได้โดยไม่ยากนัก ในหนังสือปัญจบรรพอื่นๆ หลังจากหนังสือปฐมกาลเราสามารถแยกตำนานสงฆ์ออกได้ง่ายโดยเฉพาะตอนปลายของหนังสืออพยพ ในหนังสือเลวีนิติทั้งเล่มและในส่วนใหญ่ของหนังสือกันดารวิถี แต่เป็นการยากจะตัดสินว่าข้อความที่เหลือส่วนใดเป็นของตำนานยาห์วิสต์และส่วนใดเป็นของตำนานเอโลฮิสต์ ในหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติเราไม่พบตำนานทั้งสามนี้อีกต่อไป แต่พบธรรมประเพณีอีกสายหนึ่งคือตำนานเฉลยธรรมบัญญัติ ยกเว้นบทที่ 31-32 ตำนานเฉลยธรรมบัญญัติมีลักษณะเฉพาะของตน ลีลาการเขียนสังเกตได้ง่ายเพราะใช้สำนวนโวหารรุ่มร่ามและเร้าใจคล้ายบทเทศน์ มีสูตรเฉพาะที่ซ้ำบ่อยๆ และย้ำคำสอนเดียวกันครั้งแล้วครั้งเล่าว่าพระเจ้าทรงเลือกชาวอิสราเอลจากนานาชาติในโลกให้เป็นประชากรของพระองค์โดยไม่มีเหตุผลอื่นใดนอกจากความรัก แต่การเลือกสรรและพันธสัญญาที่รับรองการเลือกสรรนี้ตั้งอยู่บนเลื่อนไขที่ว่าอิสราเอลจะต้องมีความสวามิภักดิ์ต่อพระเจ้าแต่พระองค์เดียว ต้องนมัสการพระองค์ในสักการสถานเพียงแห่งเดียวตามกฎเกณฑ์ที่ทรงบัญชาไว้ ตำนานเฉลยธรรมบัญญัติเป็นจุดสุดยอดของธรรมประเพณีที่มีความสัมพันธ์กับธรรมประเพณีเอโลฮิสต์ และกับขบวนการของบรรดาประกาศก อิทธิพลของธรรมประเพณีเฉลยธรรมบัญญัตินี้เห็นได้แล้วในข้อความค่อนข้างโบราณ เป็นไปได้ว่าสาระสำคัญของหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติบันทึกธรรมประเพณีของชาวอิสราเอลในอาณาจักรเหนือและชนเผ่าเลวีนำเข้ามาในอาณาจักรยูดาห์หลังจากกรุงสะมาเรียถูกทำลาย ประมวลกฎหมายเฉลยธรรมบัญญัติซึ่งอาจมีคำปราศรัยของโมเสสเป็นกรอบอยู่แล้วถูกเก็บไว้ในพระวิหารที่กรุงเยรูซาเล็ม ต่อมาในรัชสมัยของกษัตริย์โยสิยาห์จะมีผู้ค้นพบ และเมื่อประกาศใช้จะเป็นหลักการในการปฏิรูปทางศาสนาในสมัยนั้น ประมวลกฎหมายฉบับนี้ได้รับการเรียบเรียงขึ้นใหม่ในตอนแรกของการถูกเนรเทศที่บาบิโลน

หนังสือปัญจบรรพค่อยๆ พัฒนาขึ้นเป็นขั้นตอนจากธรรมประเพณีต่างๆ หลายสายที่กล่าวนี้ แต่เราไม่สามารถกำหนดเวลาแน่นอนของขั้นตอนต่างๆ นี้ได้ ธรรมประเพณียาห์วิสต์และเอโลฮิสต์น่าจะรวมเข้าด้วยกันในอาณาจักรยูดาห์ในศตวรรษสุดท้ายของสมัยมีกษัตริย์ปกครอง อาจจะเป็นในรัชสมัยของกษัตริย์เฮเซคียาห์ เพราะเราทราบจาก สภษ 25:1 ว่าในเวลานั้นมีการรวบรวมงานวรรณกรรมโบราณต่างๆ ไว้ด้วยกัน ต่อมาก่อนที่ชาวอิสราเอลกลับจากเนรเทศ หนังสือเฉลยธรรมบัญญัติที่คิดกันว่าเป็นประมวลกฎหมายซึ่งโมเสสประกาศไว้ ณ ที่ราบโมอับ ถูกแทรกเข้าไว้ตอนท้ายหนังสือกันดารวิถีก่อนเรื่องราวเกี่ยวกับการมอบอำนาจหน้าที่แก่โยชูวาและมรณกรรมของโมเสส (ฉธบ 31 และ 34) ต่อมาไม่นาน บรรดาสมณะอาจเสริมตำนานสงฆ์เข้ามาอีกด้วย หรืออาจได้เรียบเรียงหนังสือปัญจบรรพทั้งหมดเป็นครั้งแรก เราไม่ทราบว่าความจริงเป็นอย่างไรแน่ แต่เรามั่นใจว่า “ธรรมบัญญัติของโมเสส” ที่เอสรานำหลับมาจากบาบิโลนนั้นคือหนังสือปัญจบรรพทั้งหมดเกือบจะเหมือนกับที่เรามีในปัจจุบัน

ความสัมพันธ์ระหว่างหนังสือปัญจบรรพกับหนังสือพระคัมภีร์ฉบับที่ตามมาทำให้เกิดสมมติฐานสองทฤษฎีที่ขัดกัน ตั้งแต่นานมาแล้วนักวิชาการมักจะเสนอทฤษฎี “ฉบรรพ” (อ่านว่า “ฉอ-บับ”) หมายความว่าหนังสือหกเล่มแรกของพระคัมภีร์ (คือ ปัญจบรรพรวมกับ ยชว และตอนต้นของ วนฉ) มีความต่อเนื่องเป็นชุดเดียวกัน ทั้งนี้เพราะพบว่าตำนานทั้งสามสาย (J,E และ P) ยังมีอยู่ต่อไปใน ยชว และตอนต้นของ วนฉ อีกด้วย นอกจากนั้นนักวิชาการเหล่านี้ยังอ้างว่าความคิดเรื่อง “พระสัญญา” ที่พบได้บ่อยๆ ในเรื่องราวของหนังสือปัญจบรรพยังเรียกให้เล่าให้เห็นว่าพระสัญญานั้นเป็นความจริงอย่างไร คือเล่าการเข้ายึดครองแผ่นดินแห่งพระสัญญาด้วย ตามทฤษฎีนี้ หนังสือโยชูวาซึ่งแต่เดิมเป็นเล่มสุดท้ายของ “ฉบรรพ” ถูกแยกออกมาในภายหลัง เป็นหนังสือเล่มแรกของภาคประวัติศาสตร์ แต่ยังมีนักวิชาการอีกกลุ่มหนึ่งไม่นานมานี้เสนอทฤษฎี “จตุรบรรพ” คือ ปฐก อพย ลนต และ กดว เท่านั้นรวมเป็นหนังสือชุดเดียวกันโดยไม่มี ฉธบ ตามทฤษฎีนี้ ฉธบ ตั้งแต่แรกเริ่มเขียนขึ้นเป็นบทนำของ “ประวัติศาสตร์เฉลยธรรมบัญญัติ” ที่รวมหนังสือต่างๆ จนถึงหนังสือพงศ์กษัตริย์ ต่อมาหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติถูกแยกออกจากหนังสือชุดประวัติศาสตร์นี้ เพราะต้องการจะรวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับบุคลิกและกิจการของโมเสสเข้าไว้ในหนังสือชุดเดียวกัน ซึ่งได้แก่หนังสือปัญจบรรพดังที่มีอยู่ในปัจจุบัน เรามีความเห็นคล้อยตามทฤษฎีที่สองนี้โดยมีข้อแม้บางประการซึ่งเราจะอธิบายใน “ความรู้ทั่วไป” เกี่ยวกับหนังสือประวัติศาสตร์เฉลยธรรมบัญญัติ และจะใช้เป็นหลักในการอธิบายเชิงอรรถบางข้อ กระนั้นก็ดี ทฤษฎี “จตุรบรรพ” นี้เป็นเพียงความเห็นที่ต่างกันเช่นเดียวกับทฤษฎี “ฉบรรพ” เท่านั้น

เราจึงไม่สามารถทราบอย่างแน่ชัดเลยว่าหนังสือปัญจบรรพเขียนขึ้นอย่างไร กระบวนการเขียนใช้เวลาอย่างน้อยหกร้อยปี และสะท้อนความเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตของชาวอิสราเอลทั้งด้านบ้านเมืองและด้านศาสนา แต่ดูเหมือนว่ากระบวนการนี้จะดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในทิศทางเดียวกัน เรากล่าวไว้แล้วว่าธรรมประเพณีต่างๆ ที่เป็นเรื่องเล่าเริ่มขึ้นในช่วงเวลาที่ชาวอิสราเอลมีจิตสำนึกเป็นชนชาติเดียวกัน เราอาจกล่าวเช่นเดียวกันเกี่ยวกับข้อความที่เป็นกฎหมายซึ่งรวมทั้งกฎหมายบ้านเมืองและศาสนาที่ค่อยๆ พัฒนาขึ้นตามสภาพความเป็นอยู่ของชุมชนที่ใช้กฎหมายเหล่านี้ แต่กฎหมายเหล่านี้ได้เริ่มมีมาแล้วตั้งแต่สมัยโบราณตั้งแต่เริ่มมีประชาชนนั่นเอง การพัฒนาอย่างต่อเนื่องของกฎหมายเหล่านี้มีพื้นฐานในศาสนาได้แก่ความเชื่อในพระยาห์เวห์ที่ทำให้เผ่าต่างๆ รวมเข้าเป็นชนชาติเดียวกัน และความเชื่อเดียวกันนี้ทำให้ธรรมประเพณีสายต่างๆ รวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวเช่นกัน โมเสสเป็นบุคคลสำคัญที่สุดในการก่อตั้งศาสนาที่นับถือพระยาห์เวห์เป็นพระเจ้า โมเสสได้สั่งสอนประชาชนให้เข้ามานับถือศาสนานี้และเป็นคนแรกที่ออกกฎหมายให้ประชาชนปฏิบัติ ธรรมประเพณีโบราณเกี่ยวกับเขาและเรื่องราวซึ่งระลึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเขาเป็นผู้นำจึงรวมเข้าด้วยกันและกลายเป็นตำนานประจำชาติ ศาสนาของโมเสสได้ปั้นความเชื่อและการปฏิบัติทางศาสนาไว้เป็นมรดกของชาติ กฎหมายของโมเสสก็เป็นมาตรฐานถาวรของชาติด้วย การปรับปรุงแก้ไขซึ่งจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงตามสภาพการณ์ใหม่ๆ จึงดำเนินไปตามความคิดของโมเสสและมีผลบังคับโดยอำนาจของเขา ไม่ใช่เรื่องสำคัญแต่อย่างใดถ้าเราไม่สามารถบอกได้ชัดว่าข้อเขียนตอนใดในหนังสือปัญจบรรพเป็นของโมเสส เพราะเขาเป็นพระเอกของหนังสือปัญจบรรพ และธรรมประเพณีของชาวยิวมีเหตุผลสนับสนุนเต็มที่ที่จะเรียกหนังสือปัญจบรรพว่าเป็นหนังสือธรรมบัญญัติของโมเสส

Posted in พันธะสัญญาเดิม, หนังสือปัญจบรรพ, Uncategorized | Tagged: , , , , | Leave a Comment »

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับหนังสือป ัญจบรรพ 1. ชื่อหนังสือ การแบ่ง แล ะเนื้อหา

Posted by JinSon on June 16, 2009

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับหนังสือปัญจบรรพ

1. ชื่อหนังสือ การแบ่ง และเนื้อหา

หนังสือห้าเล่มแรกของพระคัมภีร์รวมกันเป็นหนึ่งหน่วย ชาวยิวเรียกหนังสือกลุ่มนี้ว่า Torah คือ “ธรรมบัญญัติ” หรือ “กฎหมาย” หลักฐานแรกที่น่าเชื่อถือถึงชื่อนี้คือหนังสือบุตรสิรา และเมื่อเริ่มคริสตกาล ชาวยิวนิยมใช้ชื่อนี้แล้ว ดังที่พบได้ในพันธสัญญาใหม่ (มธ 5:17;ลก 10:26; ดู ลก 24:44)

ชาวยิวแบ่งหนังสือ “ธรรมบัญญัติ” นี้ออกเป็นห้าเล่มที่มีความยาวใกล้เคียงกันเพื่อความสะดวกในการคัดลอกเนื้อหายืดยาวนี้ ชาวยิวที่พูดภาษากรีกจึงเรียกหนังสือธรรมบัญญัตินี้ว่า “ปัญจบรรพ” [Pentateuchos (biblos)] ซึ่งแปลว่า “หนังสือที่มีห้าเล่ม” และเขียนทับศัพท์เป็นภาษาลาตินว่า “Pentateuchus (liber)” และกลายเป็นภาษาอังกฤษว่า Pentateuch แต่ชาวยิวที่พูดภาษาฮีบรูจะเรียกหนังสือเล่มนี้ว่า “ห้าหนึ่งในห้าของธรรมบัญญัติ”

พระคัมภีร์ฉบับภาษากรีกที่เรียกว่า Septuagint เป็นพยานว่าการแบ่งหนังสือธรรมบัญญัติเป็นห้าเล่มนี้มีมาก่อนคริสตกาลแล้ว ผู้แปลหนังสือพันธสัญญาเดิมจากภาษาฮีบรูเป็นภาษากรีก ตั้งชื่อหนังสือแต่ละเล่มตามเนื้อหา และพระศาสนจักรในภายหลังก็ใช้ชื่อเหล่านี้ด้วย ดังนั้น หนังสือซึ่งเริ่มต้นด้วยเรื่องราวการสร้างโลกจึงได้ชื่อว่า “Genesis” (ซึ่งแปลว่า “ต้นกำเนิด” ส่วนชื่อภาษาไทย “ปฐมกาล” นั้นใกล้เคียงกับชื่อหนังสือในภาษาฮีบรูมากกว่า) หนังสือเล่มที่สองซึ่งเล่าถึงการอพยพของชาวอิสราเอลออกจากประเทศอียิปต์จึงมีชื่อว่า “Exodus” (อพยพ) เล่มที่สามได้ชื่อว่า “Leviticus” (เลวีนิติ) เพราะบรรจุกฎหมายของบรรดาสมณะเผ่าเลวี สี่บทแรกของหนังสือเล่มที่สี่กล่าวถึงการสำรวจสำมะโนประชากรของอิสราเอล จึงได้ชื่อว่า “Numbers” (จำนวน) แต่ฉบับภาษาไทยใช้ชื่อว่า “กันดารวิถี” เพราะเล่าเรื่องการเดินทางของชาวอิสราเอลในถิ่นทุรกันดาร เล่มที่ห้าได้ชื่อว่า “Deuteronomy” (กฎหมายฉบับที่สอง) ตามคำแปลภาษากรีกของ ฉธบ 17:18 ภาษาไทยเรียกว่า “เฉลยธรรมบัญญัติ” อย่างไรก็ตาม ชาวยิวไม่ใช้ชื่อเหล่านี้เรียกหนังสือทั้งห้าเล่ม แต่ใช้คำภาษาฮีบรูคำแรกของหนังสือแต่ละเล่มเป็นชื่อหนังสือ

หนังสือปฐมกาล แบ่งเป็นสองภาคที่มีความยาวไม่เท่ากัน คือ บทที่ 1-11 และบทที่ 12-50 ภาคแรก กล่าวถึงเรื่องราวก่อนประวัติศาสตร์เป็นการนำเข้าสู่ประวัติศาสตร์แห่งความรอด ซึ่งเป็นความคิดหลักของพระคัมภีร์ทั้งหมด เรื่องเล่าในภาคนี้กล่าวถึงการเริ่มต้นของโลกและการสำรวจมนุษยชาติทั้งหมด กล่าวถึงการสร้างจักรวาลและมนุษยชาติ การที่มนุษย์ตกในบาปและผลที่ตามมา มนุษยชาติทำบาปมากยิ่งขึ้นจนพระเจ้าทรงบันดาลให้เกิดน้ำวินาศเป็นการลงโทษ หลังจากโนอาห์มนุษยชาติเพิ่มจำนวนมากขึ้น แต่พระคัมภีร์จะให้ความสนใจเป็นพิเศษแก่อับราฮัม บิดาของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร โดยค่อยๆจำกัดลำดับวงศ์วานของมนุษยชาติให้แคบลง ภาคที่สอง (บทที่ 12-50) เล่าประวัติศาสตร์ของบรรดาบรรพบุรุษของชาวอิสราเอล โดยบรรยายลีกษณะเด่นเฉพาะของแต่ละคน อับราฮัมเป็นผู้มีความเชื่อ พระเจ้าทรงตอบแทนความนอบน้อมเชื่อฟังของเขาโดยทรงสัญญาว่าเขาจะมีลูกหลาน และลูกหลานเหล่านี้จะได้ครอบครองแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ (12:1-25:18) ยาโคบเป็นคนมีเล่ห์เหลี่ยม ใช้เล่ห์เหลี่ยมแย่งชิงสิทธิบุตรคนแรกจากเอซาวพี่ชาย หลอกอิสอัคผู้บิดาให้อวยพรตน และยังใช้เล่ห์เหลี่ยมเอาชนะลาบัน ลุงของตนซึ่งมีเล่ห์เหลี่ยมพอๆ กัน แต่การใช้เล่ห์เหลี่ยมทั้งหมดนี้จะไร้ประโยชน์ถ้าพระเจ้าไม่ทรงเลือกเขามากกว่าเอซาวตั้งแต่ก่อนเขาจะเกิดมา และทรงรื้อฟื้นทั้งพระสัญญาแบะพันธสัญญาที่ทรงกระทำไว้กับอับราฮัม (25:19 จนถึงบทที่ 36) เรื่องราวของอิสอัค บุตรของอับราฮัมและบิดาของยาโคบไม่มีรายละเอียดพอที่จะทำให้เราเข้าใจบุคลิกของเขาเด่นชัดนัก แต่เล่าไว้เพื่อเสริมความเข้าใจถึงอับราฮัมหรือยาโคบเท่านั้น บุตรทั้งสิบสองคนของยาโคบเป็นต้นตระกูลของเผ่าทั้งสิบสองของอิสราเอล บทสุดท้ายของหนังสือปฐมกาล (บทที่ 37-50 เว้นบทที่ 38 และ 49) กล่าวถึง บุตรคนหนึ่งของยาโคบ คือโยเซฟผู้มีปรีชาญาณ เรื่องชุดเกี่ยวกับโยเซฟต่างจากเรื่องราวที่เล่าก่อนหน้านั้น ไม่เล่าว่าพระเจ้าทรงเข้ามาแทรกแซงในชีวิตของโยเซฟอย่างอัศจรรย์หรือทรงเปิดเผยความจริงใหม่แต่อย่างใด กระนั้นก็ดี ยังมีบทสอนว่าพระเจ้าทรงตอบแทนคุณธรรมของผู้มีปรีชาญาณ และพระญาณสอดส่องจะบันดาลให้ความบกพร่องของมนุษย์บังเกิดผลดีได้

หนังสือปฐมกาลมีความสมบูรณ์ในตัวเอง เล่าประวัติศาสตร์ของบรรดาบรรพบุรุษ หนังสืออีกสามเล่มที่ตามมาชีวิตของโมเสสเป็นกรอบ เล่าเรื่องการก่อตั้งประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร และอธิบายว่ากฎหมายทางสังคมและศาสนาได้ถูกกำหนดขึ้นอย่างไร

หนังสืออพยพ มีความคิดหลักสองประการ คือ การปลดปล่อยอิสราเอลจากการเป็นทาสในประเทศอียิปต์ (1:1 – 15:21) และพันธสัญญาที่ภูเขาซีนาย (19:1 – 40:38) ความคิดหลักที่สำคัญน้อยกว่าคือการเดินทางในถิ่นทุรกันดารเป็นตัวเชื่อมความคิดหลักทั้งสองเข้าด้วยกัน (15:22 – 18:27) หลังจากโมเสสได้รับการเผยให้ทราบพระนามของพระยาห์เวห์ที่ภูเขาของพระเจ้าแล้ว เขานำชาวอิสราเอลออกจากประเทศอียิปต์ไปถึงภูเขานั้น พระเจ้าทรงสำแดงพระองค์อย่างรุ่งเรือง ทรงกระทำพันธสัญญากับประชากรอิสราเอลและทรงประกาศกฎหมายของพระองค์ ประชากรละเมิดพันธสัญญาเกือบจะทันทีหลังจาด้ำพันธสัญญานั้น เขากราบนมัสการรูปลูกโคทองคำ แต่พระเจ้าทรงให้อภัยบาปและรื้อฟื้นพันธสัญญากับเขา ต่อจากนั้นเป็นรายการข้อกำหนดต่างๆ ที่ควบคุมศาสนพิธีในสภาพแวดล้อมของการเดินทางในถิ่นทุรกันดาร

หนังสือเลวีนิติ เป็นตัวบทกฎหมายเกือบทั้งเล่มเข้ามาคั่นเรื่องเล่า สาระสำคัญก็คือ พิธีการถวายเครื่องบูชา (บทที่ 1-7) พิธีแต่งตั้งสมณะโดยเล่าพิธีอภิเษกอาโรนและบรรดาบุตร (บทที่ 8-10) ข้อกำหนดเกี่ยวกับสิ่งมีมลทินและไม่มี (บทที่ 11-15) วันขออภัยบาป (บทที่ 16) ประมวลกฎหมายว่าด้วยความศักดิ์สิทธิ์ (บทที่ 17-26) ซึ่งรวมพิธีการในวันฉลองประจำปีไว้ด้วย (บทที่ 23) และจบด้วยคำอวยพรและสาปแช่ง (บทที่ 26) บทที่ 27 เป็นบทผนวก กำหนดอัตราถวายเงินแทนบุคคล สัตว์และสิ่งของที่บนไว้แด่พระยาห์เวห์

หนังสือกันดารวิถี เล่าเรื่องการเดินทางในถิ่นทุรกันดารต่อไป การสำรวจสำมะโนประชากร (บทที่ 1-4) และการถวายอุปกรณ์และบรรณาการในโอกาสการอภิเษกกระโจมที่ประทับ (บทที่ 7) เป็นอารัมภบทของเรื่องการเดินทางจากภูเขาซีนาย ชาวอิสราเอลฉลองปัสกาครั้งที่สองแล้วออกเดินทางจากภูเขาศักดิ์สิทธิ์ (บทที่ 9-10) มาถึงคาเดชหลังจากได้หยุดพักตามทางหลายครั้งจากคาเดชชาวอิสราเอลพยายามจะเข้ายึดครองแผ่นดินคานาอันจากทิศใต้แต่ไม่สำเร็จ (บทที่ 11-14) หลังจากหยุดพักที่คาเดชเป็นเวลานาน ประชากรได้ออกเดินทางต่อไปจนถึงที่ราบโมอับซึ่งอยู่ตรงข้ามกับเมืองเยริโค (บทที่ 20-25) ชาวอิสราเอลมีชัยชนะเหนือชาวมีเดียน ชนเผ่ากาดและเผ่ารูเบนเข้าตั้งถิ่นฐานอยู่ทางตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดน (บทที่ 31-32) บทที่ 33 สรุปเส้นทางการเดินทางจากประเทศอียิปต์ถึงที่ราบโมอับ เรื่องเล่าเหล่านี้มีกฎหมายต่างๆ แทรกอยู่ประปรายเป็นชุดๆ กฎหมายเหล่านี้เสริมประมวลกฎหมายที่พระเจ้าประทานให้ที่ภูเขาซีนาย หรือไม่ก็เป็นกฎหมายที่จะบังคับใช้เมื่อจะตั้งถิ่นฐานในแผ่นดินคานาอัน (บทที่ 5-6;8;15-19;26-30;34-36)

หนังสือเฉลยธรรมบัญญัติ มีโครงสร้างต่างจากเล่มอื่น หนังสือเล่มนี้บรรจุประมวลกฎหมายทางบ้านเมืองและทางศาสนา (บทที่ 12 – 26:15) ซึ่งอยู่ในกรอบของคำปราศรัยยืดยาวของโมเสส (บทที่ 5-11 และ 26:16-28) ข้อเขียนทั้งหมดนี้อยู่หลังจากคำปราศรัยแรกของโมเสส (บทที่ 1-4) และตามด้วยคำปราศรัยที่สาม (บทที่ 29-30) ต่อมาจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับวาระสุดท้ายของโมเสส คือการมอบอำนาจให้โยชูวา บทเพลง คำอวยพร และมรณกรรมของโมเสส (บทที่ 31-34) ประมวลกฎหมายเฉลยธรรมบัญญัติย้ำกฎหมายส่วนหนึ่งที่ประกาศใช้ระหว่างการเดินทางในถิ่นทุรกันดาร คำปราศรัยทั้งหมดของโมเสสระลึกถึงเหตุการณ์ยิ่งใหญ่ คือการอพยพ เหตุการณ์ที่ภูเขาซีนายและการริเริ่มเข้ายึดครองแผ่นดินคานาอัน โดยอธิบายความหมายทางศาสนาของเหตุการณ์เหล่านี้ และเน้นถึงความสำคัญของธรรมบัญญัติและเตือนประชากรที่ทรงเลือกสรรให้ซื่อสัตย์ต่อพระยาห์เวห์

Posted in พันธะสัญญาเดิม, หนังสือปัญจบรรพ, Uncategorized | Tagged: , , , , | Leave a Comment »