ปรัชญา และ ศาสนา

Philosophy and Theology (www.saengtham.tk)

จริยศาสตร์คุณธรรม Virtue Ethics

Posted by JinSon on June 16, 2010

จริยศาสตร์คุณธรรม
Virtue Ethics

1. จริยศาสตร์ คุณธรรมแบบเก่า
2. การฟื้นคืนของจริยศาสตร์คุณธรรม
3. ลักษณะของคุณธรรม
4. ข้อวิจารณ์
เรียบ เรียงจาก
เอกสาร ค้นคว้าเพิ่มเติม
คำ ที่เกี่ยวข้อง

1. จริยศาสตร์คุณธรรมแบบเก่า

จริยศาสตร์คุณธรรม (virtue ethics) มีบทบาทสูงมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ เช่น ในปรัชญาของเพลโตและอริสโตเติล) จนกระทั่งยุคแห่งความรุ่งโรจน์ทางปัญญา (the Enlightenment) เมื่อต้องศึกษาเกี่ยวกับ “คุณธรรม” (virtue) นักปรัชญาคนสำคัญที่มักนึกถึงกันก็คืออริสโตเติล เบื้องต้น จึงควรกล่าวถึงแนวคิดของเขาโดยย่อเพื่อให้เห็นภาพของจริยศาสตร์คุณธรรมแบบ เก่าก่อนที่จะได้พิจารณาข้อถกเถียงของจริยศาสตร์คุณธรรมแบบใหม่ต่อไป

อริสโตเติลเห็นว่าชีวิตที่ดี (หรือ “ความสุข” หรือ “ความเจริญงอกงาม”) เป็นสิ่งที่มีค่าในตนเอง และคุณค่าของสิ่งต่างๆ ขึ้นอยู่กับการดำเนินไปตามธรรมชาติของตน ชีวิตที่ดีจึงไม่ใช่ภาวะแต่เป็นกิจกรรม (activity) ที่เกิดจากการปฏิบัติตามธรรมชาติอันเป็นลักษณะเฉพาะของมนุษย์ อันได้แก่ เหตุผล ด้วยเหตุนี้ จึงกล่าวได้ว่าชีวิตที่ดีคือชีวิตที่มีคุณธรรม เนื่องจากคุณธรรมคือความเป็นเลิศ (excellence) ในการนำธรรมชาตินั้นมาปฏิบัติ เนื่องจากเหตุผลของมนุษย์นั้นประกอบด้วยสองส่วนได้แก่ ด้านปฏิบัติ (practical) และด้านทฤษฎี (theoretical) คุณธรรมจึงสามารถแบ่งเป็นสองด้านเช่นกัน อย่างไรก็ตาม คุณธรรมที่เกี่ยวกับกิจกรรมของเหตุผลด้านปฏิบัติอันเรียกว่า “คุณธรรมเชิงจริยธรรม” (moral virtue) นั้นมีลักษณะแตกต่างจากคุณธรรมที่เกี่ยวกับกิจกรรมของเหตุผลด้านทฤษฎี หรือ “คุณธรรมเชิงสติปัญญา” (intellectual virtue) กล่าวคือ คุณธรรมเชิงสติปัญญานั้นสามารถสั่งสอนกันได้โดยตรง แต่การจะเรียนรู้คุณธรรมเชิงจริยธรรมนั้น บุคคลต้องลงมือปฏิบัติด้วยตนเองจนกระทั่งเกิดเป็นคุณลักษณะของตน

ต่อไปจะเห็นว่าในปัจจุบัน คุณธรรมอย่างหลังนี้ก็คือคุณธรรมที่เรามักนึกถึงยามที่กล่าวคำว่า “คุณธรรม” และมักเรียกกันอีกอย่างว่า “คุณธรรมแห่ง ลักษณะนิสัย” (virtue of character) คุณธรรมนี้เป็นลักษณะแห่งความพอเหมาะพอดี ไม่มากหรือน้อยเกินไป เช่น บุคคลที่มีคุณธรรมด้านความกล้าหาญ ก็คือบุคคลที่ไม่บ้าบิ่นหรือขี้ขลาด การจะมองเห็น “จุดกึ่งกลางอันน่าพึงปรารถนา” (golden mean) นี้ได้ต้องอาศัย “เหตุผลปฏิบัติ” หรือ “ปัญญาปฏิบัติ” (phronesis) นั่นเอง

ทั้งนี้ ผลงานเกี่ยวกับคุณธรรมของอริสโตเติลที่มักอ้างถึงกันมีชื่อว่า Nichomachean Ethics อย่างไรก็ตาม อริสโตเติลเองมิได้เห็นว่า “จริยศาสตร์” (ethics) ซึ่งเป็นเรื่องของ “คนดี” นั้นแยกอยู่ต่างหากจาก “รัฐศาสตร์” (politics) ซึ่งเป็นเรื่องของ “รัฐที่ดี” เนื่องจากเขาเห็นว่าคุณธรรมเป็นเรื่องของการมีชีวิตที่ดีในชุมชน และการจะพัฒนาคุณธรรมเพื่อมีชีวิตที่ดีเช่นนั้นได้ จำเป็นต้องอาศัยบริบทที่เหมาะสม อันได้แก่ ชุมชน สถาบันทางสังคม หรือรัฐที่ดี ข้อนี้มิได้เพียงแต่จะแสดงให้เห็นถึงการไม่แยกปัจเจกบุคคลออกจากสังคมเท่า นั้น แต่ยังแสดงถึงบทบาทของโชคชะตาอีกด้วย กล่าวคือ การที่ปัจเจกบุคคลจะได้อยู่ในบริบทที่เหมาะสมต่อการพัฒนาคุณธรรมหรือไม่นั้น ขึ้นกับปัจจัยมากมายที่อยู่นอกเหนือการควบคุม

เราจะพบองค์ประกอบต่างๆ เหล่านี้ในทฤษฎีของอริสโตเติลเกี่ยวกับคุณธรรมได้อีกในทฤษฎีจริยศาสตร์ คุณธรรมแบบใหม่ แต่ก็จะมีการตีความแตกต่างกันออกไป ทั้งนี้นอกจากจะเป็นเพราะกรอบการทำงานแบบใหม่ที่มีการเสวนากับจริยศาสตร์ สมัยใหม่แล้ว ยังเป็นผลมาจากลักษณะของผลงานของอริสโตเติล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Nichomachean Ethics ที่มีความซับซ้อน เปิดโอกาสให้มีการตีความหลากหลาย  ตัวอย่างเช่น ในบางตอนก็ดูเหมือนอริสโตเติลจะเห็นว่า “คุณธรรม แห่งรัฐ” หรือ “รัฐที่ดี” นั้นสำคัญกว่า “คุณธรรมของบุคคล” แต่ในบางตอนก็ดูเหมือนว่า “รัฐที่ดี” เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับปัจเจกบุคคลในการบรรลุสู่ชีวิตที่ดีเท่านั้น

2. การฟื้นคืนของจริยศาสตร์คุณธรรม

ในปัจจุบัน ทฤษฎีจริยศาสตร์เชิงบรรทัดฐาน (normative ethics) ต่างๆ แบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กรณียธรรม (deontology) อันตวิทยา (teleology) และจริยศาสตร์คุณธรรม สำหรับจริยศาสตร์คุณธรรมนั้น หากมองในบริบทปัจจุบันแล้ว กล่าวได้ว่าเป็นการฟื้นคืน เนื่องจากบทบาทของจริยศาสตร์คุณธรรมได้หายไปจากจริยศาสตร์สมัยใหม่ (modern ethics) ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ก่อนจะกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้งในศตวรรษที่ผ่านมา

เบื้องต้นควรกล่าวถึง “อันตวิทยา” และ “กรณียธรรม” ก่อน ลักษณะร่วมของทฤษฎีในกลุ่มอันตวิทยา (เช่น อัตนิยมและประโยชน์นิยม) คือการอาศัยผลการกระทำเป็นมาตรฐานในการตัดสินว่าการกระทำนั้นถูกหรือผิด ขณะที่ลักษณะร่วมของทฤษฎีที่จัดไว้ในกลุ่มกรณียธรรม (เช่น ทฤษฎีของค้านท์) คือการอาศัยลักษณะของตัวการกระทำเป็นมาตรฐานการตัดสินว่าการกระทำนั้นถูก หรือผิด ข้อสำคัญคือทฤษฎีกลุ่มอันตวิทยาจะไม่พิจารณาลักษณะของตัวการกระทำเอง ขณะที่ทฤษฎีกลุ่มกรณียธรรมจะไม่พิจารณาผลการกระทำ ในจริยศาสตร์สมัยใหม่ ทฤษฎีจริยศาสตร์จะจัดอยู่ใน 2 กลุ่มนี้เป็นหลัก โดยมักเรียก “อันตวิทยา” ว่า “กลุ่มทฤษฎีจริยศาสตร์ ที่เน้นผลการกระทำ” (consequentialism) และเรียก “กรณียธรรม” ว่า “กลุ่มทฤษฎีจริยศาสตร์ ที่ไม่พิจารณาผลการกระทำ” (non-consequentialism) ทฤษฎีทั้ง 2 กลุ่มนี้เรียกได้ว่าเป็น “จริยศาสตร์ เชิงหน้าที่” (duty ethics หรือ duty-based ethics) เนื่องจากมุ่งความสนใจไปที่การพิจารณาตัดสินความถูกผิดของการกระทำ ในฐานะที่การกระทำนั้นเป็นการทำ “หน้าที่” บางอย่าง (เช่นหน้าที่ในการทำตามกฏสากลในทฤษฎีของค้านท์ หรือหน้าที่ในการทำตามหลักมหสุขในทฤษฎีประโยชน์นิยม เป็นต้น) โดยไม่ได้เน้นการพิจารณาความดีเลวของตัวผู้กระทำเอง

จนกระทั่งปลายทศวรรษที่ 1950 อลิซาเบธ แอนสกอมบ์ (Elizabeth Anscombe) เขียนบทความเรื่อง “Modern Moral Philosophy” โดยพิจารณาความเคลื่อนไหวในจริยศาสตร์สมัยใหม่ที่ทฤษฎีจริยศาสตร์ 2 กลุ่มดังกล่าวมีอิทธิพลครอบคลุมอยู่ และแสดงทัศนะวิพากษ์วิจารณ์ว่าการที่จริยศาสตร์สมัยใหม่สนใจเฉพาะประเด็น ความถูกผิดของการกระทำโดยมุ่งแต่จะแสวงหามาตรฐานสากลสำหรับตัดสินความถูกผิด ของการกระทำในทุกสถานการณ์นั้น ทำให้ละเลยคำถามอื่นๆ ที่สำคัญทางจริยศาสตร์ โดยเฉพาะคำถาม ที่เกี่ยวกับตัวบุคคล ได้แก่ คุณธรรม ชีวิตที่ดี บทบาทของอารมณ์ความรู้สึก ความรักความผูกพัน ความสุขของชีวิต และจริยศึกษา (moral education) ที่มุ่งสร้างคุณลักษณะทางจริยธรรมในตัวบุคคล เป็นต้น

หากพิจารณาจริยศาสตร์เชิงบรรทัดฐานโดยรวม ก็จะเห็นน้ำหนักข้อวิจารณ์ของแอนสกอมบ์อย่างชัดเจน จริยศาสตร์เชิงบรรทัดฐานซึ่งมุ่งตอบคำถามเกี่ยวกับความถูกผิด/ดีเลวนั้น มีคำถามสำคัญ 2 ประการ คือ “อะไรคือการกระทำที่ถูก” และ “อะไรคือชีวิตที่ดี” คำถามหลังสัมพันธ์กับคำถามอื่นๆ อีกหลายคำถาม ได้แก่ “อะไรควรเป็นเป้าหมายใน ชีวิต” และ “อะไรคือการเป็นคนดี” เป็นต้น การที่จริยศาสตร์สมัยใหม่ให้ความสำคัญกับการตอบคำถามแรกเกี่ยวกับความถูกผิด ของการกระทำ จึงเป็นการละเลยคำถามที่สองเกี่ยวกับชีวิตที่ดี ทั้งๆ ที่คำถามนี้ รวมถึงคำถามอื่นๆ ที่สัมพันธ์กัน ต่างก็มีบทบาทในชีวิตทางจริยธรรมของคน หรืออีกนัยหรือ ยังเป็นคำถามที่เราต่างก็ให้ความสนใจและแสวงหาคำตอบเพื่อการดำเนินชีวิตของ เรา รวมถึงเพื่อการสั่งสอนเยาวชนอีกด้วย

หลังจากทศวรรษที่ 1950 ที่แอนสกอมบ์จุดประกายให้แก่การฟื้นคืนของ จริยศาสตร์คุณธรรมแล้ว ในทศวรรษที่ 1980 ยังมีนักปรัชญาที่สำคัญอีก 2 คนที่มีบทบาทสำคัญในการวิจารณ์จริยศาสตร์สมัยใหม่และเปิดทางให้จริยศาสตร์ คุณธรรม คนแรกคือเบอร์นาร์ด วิลเลียมส์ (Bernard Williams) วิลเลียมส์แยกแยะระหว่าง “ศีลธรรม” (morality) กับ “จริยธรรม” (ethics) “ศีลธรรม” ก็คือทฤษฎีต่างๆ ในจริยศาสตร์เชิงหน้าที่ข้างต้น หรืออีกนัยหนึ่งเป็นความพยายามตอบคำถาม “อะไร คือการกระทำที่ถูกต้อง” เท่านั้น ขณะที่ “จริยธรรม” คือความพยายามที่จะตอบทั้งคำถาม “อะไรคือการกระทำที่ถูกต้อง” และคำถาม “อะไรคือชีวิตที่ดี”  ดังนั้น “จริยธรรม” จึงกว้างขวางกว่า โดยครอบคลุมการพิจารณาองค์ประกอบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการมีชีวิตที่ดีตั้งแต่คุณธรรม ความสุข มิตรภาพ ครอบครัว สังคมที่ดีไปจนกระทั่งอุดมคติต่างๆ เช่น ความยุติธรรม

วิลเลียมส์เสนอว่าเราควรที่จะให้ความสนใจ “จริยธรรม” มากกว่า “ศีลธรรม” เนื่องจากการที่ “ศีลธรรม” มุ่งให้ความสนใจเกี่ยวกับความถูกผิดของการกระทำนั้น เป็นการปิดโอกาสบทบาทของ “โชคชะตา” (luck) กล่าวคือ เราเห็นได้ว่าการตัดสินความถูกผิดของการกระทำมีความสัมพันธ์กับความรับผิด ชอบของผู้กระทำ ถ้าบุคคลกระทำสิ่งที่ถูกต้อง ก็จะได้รับคำชม แต่หากกระทำสิ่งที่ผิด ก็จะได้รับคำตำหนิ ดังนั้น การมุ่งให้ความสนใจเฉพาะความถูกผิดของการกระทำ จึงเป็นการจำกัดความสนใจอยู่กับสิ่งที่อยู่ในความรับผิดชอบของบุคคล ทั้งนี้เนื่องจากเรามิอาจให้บุคคลรับผิดชอบในสิ่งที่เขามิอาจควบคุมได้ จึงหมายความว่าการจำกัดความสนใจอยู่กับสิ่งที่อยู่ในความรับผิดชอบของบุคคล เป็นการจำกัดความสนใจอยู่กับสิ่งที่อยู่ในความควบคุมของบุคคลเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม วิลเลียมส์เห็นว่าโชคชะตามีบทบาทมาก สมมุติว่านาย ก พบเงินจำนวนห้าหมื่นบาทตกอยู่และนำเงินไปคืนเจ้าของ ในกรณีนี้ เราจะกล่าวว่านาย ก กระทำสิ่งที่ถูกต้อง และเราจะชื่นชมนาย ก อย่างไรก็ตาม การที่นาย ก ตัดสินใจกระทำสิ่งที่ถูกอันเป็นสิ่งที่อยู่ในความควบคุมของเขา(คือ จะนำเงินไปคืนหรือไม่ก็ได้) อาจจะเป็นเพราะว่าเขาได้รับอิทธิพลจากปัจจัยอื่นๆ ที่ตนมิอาจควบคุมได้ เช่น นาย ก เป็นคนซื่อสัตย์เนื่องจากบังเอิญเกิดมาในครอบครัวที่มีการอบรมสั่งสอนที่ดี จะเห็นได้ว่าหากเราขยายการพิจารณาให้ครอบคลุมปัจจัยอื่นๆ เช่น ลักษณะของบุคคล หรือครอบครัว เราก็จะเห็นบทบาทของโชคชะตาได้ชัดเจนขึ้น

อลาสแดร์ แมคอินไทร์ (Alasdair MacIntyre) ก็เป็นคนสำคัญอีกผู้หนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการฟื้นคืนของจริยศาสตร์คุณธรรม ในทศวรรษนี้ ทัศนะของเขาดึงความสนใจมาสู่จริยศาสตร์คุณธรรมเป็นอย่างมาก ผลงานเรื่องสำคัญของเขาที่รู้จักกันดีก็คือ “After Virtue” แม็คอินไทร์พบว่าคุณธรรมมิได้เหมือนกันทุก กรณีหรือสถานการณ์ ในทางตรงข้าม ในบริบทที่ต่างกัน จะพบชุดของคุณธรรมที่แตกต่างกัน นอกจากนี้คำอธิบายเกี่ยวกับคุณธรรมยังแตกต่างกันออกไปอีกด้วย ความแตกต่างเหล่านี้เนื่องมาจากวิถีชีวิตอันประกอบด้วยการปฏิบัติต่างๆ ที่แตกต่างกัน การจะทำความเข้าใจคุณธรรมได้ จึงต้องพิจารณาควบคู่กับบริบทของคุณธรรมนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พิจารณาว่าคุณธรรมต่างๆ นั้นมีบทบาทอะไรในบริบทดังกล่าว

ด้วยเหตุนี้ แม็คอินไทร์จึงสรุปว่าคุณธรรมเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติ อันเป็นกิจกรรมทางสังคมรูปแบบต่างๆ โดยการปฏิบัติเหล่านี้จะมีความเป็นระบบสอดคล้องกลมกลืน และต่างก็มีเป้าหมายบางอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป้าหมายในการบรรลุถึงสิ่งที่นิยามว่าดีในบริบทของการ ปฏิบัตินั้น บทบาทของคุณธรรมคือการบรรลุสู่เป้าหมายในการปฏิบัตินั้นๆ ทั้งนี้ กล่าวได้ว่าในที่สุดแล้ว เป้าหมายของการปฏิบัติต่างๆ มุ่งไปหาเป้าหมายที่ใหญ่กว่า อันเป็นเป้าหมายที่ถือว่าหากบรรลุแล้ว จะได้มาซึ่งชีวิตที่ดี หรืออีกนัยหนึ่ง เป็นเป้าหมายของชีวิตโดยรวมของมนุษย์ หากเป็นเช่นนี้ ก็ต้องหมายความว่ามีคุณธรรมบางอย่างที่ช่วยให้บรรลุถึงเป้าหมายโดยรวมนี้ อาจเรียกได้ว่า “คุณธรรมแห่งความยึดมั่นซื่อตรงต่อตนเอง” (virtue of integrity) หรือ “คุณธรรม แห่งความมั่นคงสม่ำเสมอ” (virtue of constancy) จะเห็นได้ว่าทัศนะของแม็คอินไทร์ไม่เพียงปฏิเสธที่จะจำกัดตนเองอยู่กับการ ตัดสินคุณค่าในระดับการกระทำเท่านั้น แต่ยังเป็นการท้าทายความมุ่งหมายของจริยศาสตร์สมัยใหม่ในอันที่จะแสวงหา มาตรฐานสากลที่อยู่พ้นบริบทอีกด้วย

3. ลักษณะของคุณธรรม

ดังที่ได้กล่าวข้างต้นแล้วว่า จริยศาสตร์คุณธรรมเคยมีบทบาทสำคัญในสมัยกรีกโบราณ การทำความเข้าใจ “คุณธรรม” ในสมัยการฟื้นคืนนี้จึงอ้างอิงถึงมโนทัศน์ต่างๆ ที่เคยใช้ในสมัยนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งของอริสโตเติล ได้แก่

(1) “arête” (ความ เป็นเลิศ – excellence หรือ คุณธรรม – virtue)
(2) “phronesis” (ปัญญาเชิงปฏิบัติ หรือ ปัญญาเชิงจริยธรรม – practical or moral wisdom)
(3) “eudaimonia” (ความสุข – happiness หรือ ความเจริญงอกงาม – flourishing)

ทั้งนี้ ในที่นี้ขอเรียก arête ว่า “คุณธรรม” เรียก phronesis ว่า “ปัญญาปฏิบัติ” และเรียก eudaimonia ว่า “ความเจริญงอกงาม” แม้ว่ามโนทัศน์เหล่านี้จะมีบทบาทสำคัญในทฤษฎีต่างๆ ที่จัดไว้ในกลุ่มจริยศาสตร์คุณธรรม แต่คนก็มักจะสับสนในความหมาย โรสาลินด์ เฮิสท์เฮาส์ (Rosalind Hursthouse) ซึ่งเป็นนักจริยศาสตร์คุณธรรม ที่สำคัญคนหนึ่งในปัจจุบันได้ให้คำอธิบายไว้เป็นอย่างดีดังต่อไปนี้

ถ้าบุคคลใดมีคุณธรรม จะถือว่าบุคคลนั้นเป็นคนดี เป็นคนที่น่าชื่นชม หรือเป็นคนที่มีความเป็นเลิศทางจริยธรรม เป็นบุคคลที่มีความคิด ความรู้สึกและการกระทำอย่างที่เหมาะที่ควร มีหลายคนที่เห็นว่าคุณธรรมคือความโน้มเอียง (tendency) ที่จะมีพฤติกรรมบางอย่าง เช่น  ยามที่กล่าวว่าบุคคลหนึ่งมีคุณธรรมข้อ “ซื่อ สัตย์” (honest) ก็หมายความเพียงว่าบุคคลนั้นมีความโน้มเอียงที่จะแสดงพฤติกรรมซื่อสัตย์ ในทำนองเดียวกัน บางคนก็กล่าวว่าคุณธรรมเป็นลักษณะของบุคคล (character trait) นั่นคือ ความโน้มเอียงที่เป็นส่วนหนึ่งของบุคคลอย่างมั่นคง อย่างไรก็ตาม เฮิสท์เฮาส์ชี้ว่าการนิยามเช่นนี้ไม่ถือว่าเพียงพอ เนื่องจากคุณธรรมเป็นมากไปกว่านั้น คุณธรรมหนึ่งๆ อาจนำสู่การกระทำที่แตกต่างหลากหลาย และอาจมีความสัมพันธ์กับภาวะทางจิตวิทยาอื่นๆ มากกว่าหนึ่งอย่าง เช่น ความรู้สึก ความคาดหวัง ทัศนคติ ฯลฯ ผู้ที่เรียกได้ว่า “ซื่อสัตย์” จึงมิได้มีแนวโน้มที่จะมีพฤติกรรมบางอย่างเพียงอย่างเดียว และมิได้มีภาวะทางความคิดความรู้สึกเพียงอย่างเดียว

ผู้ที่มีพฤติกรรมที่เรียกว่า “ซื่อสัตย์” สม่ำเสมอ อาจจะไม่ใช่ผู้ที่มีคุณธรรมแห่งความ “ซื่อสัตย์” จริงๆ ก็ได้ หากเขามีพฤติกรรมเช่นนั้นด้วยความคิดที่ว่าความซื่อสัตย์จะช่วยให้เป็นที่ ชื่นชม หรือด้วยความกลัวที่ว่าหากคดโกงแล้วจะถูกลงโทษ บุคคลต้องคิดว่า “หากไม่กระทำเช่นนั้น จะเป็นการไม่ซื่อสัตย์” ไม่เพียงเท่านั้น หากบุคคลคิดว่าตนต้องกล่าวความจริง เพียงเพราะว่า “นี่คือความจริง” (หรือ “หากไม่กล่าวออกไป จะเป็นการไม่ซื่อสัตย์”) ก็มิอาจกล่าวได้อย่างเหมาะสมว่าเขาซื่อสัตย์ เนื่องจาก “ซื่อสัตย์” ต่างจาก “ขวานผ่าซาก” หรือ “ไม่รู้จักกาลเทศะ” เฮิสท์เฮาส์เห็นว่าการที่จะกล่าวได้อย่างเหมาะสมว่า เขามีคุณธรรมข้อนี้ บุคคลนั้นต้องคิดเพียงว่า “หากไม่กระทำเช่น นั้น จะเป็นการไม่ซื่อสัตย์” แม้ข้อนี้จะสำคัญที่สุดก็ตาม แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ต้องคิดว่า “หากกระทำเช่นนั้น จะเป็นการซื่อสัตย์” (“หากกล่าวออกไป จะเป็นการซื่อสัตย์”) อีกด้วย

ตัวอย่างเช่น แพทย์คนหนึ่งมุ่งมั่นจะมีคุณธรรมแห่งความซื่อสัตย์ แพทย์คนนี้จึงแจ้งให้ผู้ป่วยทุกคนทราบเสมอเมื่อพบว่าผู้ป่วยเป็นโรคร้ายแรง เนื่องจากคิดว่า “หากไม่แจ้ง จะเป็นการไม่ซื่อสัตย์” ในกรณีนี้ คงไม่มีใครยกย่องแพทย์ผู้นี้ว่า “ซื่อสัตย์” หากแต่จะประณามว่า “ไม่รู้ ว่าอะไรควรหรือไม่ควร” ถ้าแพทย์ผู้นี้เห็นว่า “หาก ไม่แจ้ง จะเป็นการไม่ซื่อสัตย์” และเขาต้องการที่จะซื่อสัตย์ ก็แปลว่าจะต้องแจ้ง แต่เท่านั้นยังไม่พอ เนื่องจากเพื่อที่จะมีคุณธรรมอย่างแท้จริง แพทย์คนนี้ต้องคิดต่อไปว่า “หากแจ้งแล้ว จะเป็นการซื่อสัตย์” หรือไม่ ในกรณีที่ผู้ป่วยต้องการทราบเกี่ยวกับโรคของตนจริงๆ เช่น ต้องการข้อมูลการตัดสินใจเพื่อเตรียมตัวให้พร้อม การแจ้งข่าวร้ายก็ถือเป็นความซื่อสัตย์ แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยจิตใจอ่อนแอ ไม่สามารถเผชิญความจริงได้ การแจ้งข่าวร้ายจะกลับถือเป็นความไม่มีคุณธรรม เช่น “ไม่รู้จักกาลเทศะ” หรือ “ไม่มีหัวใจ” อย่างไรก็ตาม การที่จะตัดสินได้ว่าเมื่อใดควรหรือไม่ควรแจ้งนั้นมิใช่เรื่องง่าย  คุณธรรมจึงต้องอาศัย “ปัญญาปฏิบัติ” ด้วย ดังจะกล่าวถึงต่อไป

นอกจากนี้ คุณธรรมข้อความซื่อสัตย์ยังมิต้องปรากฏเป็นพฤติกรรมเฉพาะในรูปของการไม่ กล่าวเท็จหรือการไม่คดโกงเท่านั้น หากแต่ยังปรากฏในรูปอื่นที่สะท้อนทัศนคติที่ให้ความสำคัญแก่คุณค่าของความ ซื่อสัตย์ด้วย ข้อนี้เห็นได้ชัดจากการตัดสินใจและพฤติกรรมต่างๆ เช่น ผู้ที่เห็นความสำคัญของความซื่อสัตย์จะเลือกทำงานที่ไม่ทำให้ต้องคดโกงหรือ หลอกลวงใคร จะเลือกคบเพื่อนที่ซื่อสัตย์เหมือนกัน หรือจะสั่งสอนบุตรหลานให้ซื่อสัตย์ นอกจากนี้ ยังจะแสดงความไม่พึงใจในพฤติกรรมที่ไม่ซื่อสัตย์ ไม่นิยมผู้ที่ประสบความสำเร็จด้วยวิธีคดโกง หรือดูแคลนผู้ที่ไม่เห็นคุณค่าของความซื่อสัตย์

ด้วยเหตุนี้ การจะตัดสินได้ว่าบุคคลมีคุณธรรมใดหรือไม่ จึงไม่เพียงแต่จะต้องรู้ถึงเหตุผลเบื้องหลังการกระทำเท่านั้น หากแต่ยังต้องรู้ถึงทัศนคติและพฤติกรรมอื่นๆ อีกด้วย นอกจากนี้ จะเห็นได้ว่าการเป็นผู้มีคุณธรรมอย่างสมบูรณ์ คือ ถึงพร้อมด้วยความคิด ความรู้สึก ทัศนคติและพฤติกรรมต่างๆ นั้น นับเป็นเรื่องยาก คุณธรรมจึงมีระดับต่างกันออกไป เช่น คนที่เรียกได้ว่าซื่อสัตย์อย่างสมบูรณ์แบบ อาจจะไม่เพียงแต่ยึดมั่นในคุณค่านี้แม้ต้องสละชีวิตเท่านั้น แต่ยังยึดมั่นที่จะดำรงความซื่อสัตย์แม้ในกรณีเล็กน้อย แต่คนทั่วไปๆ ที่เรียกได้ว่าซื่อสัตย์ อาจจะเป็นเช่นนั้นในกรณีส่วนใหญ่ ขณะเดียวกันอาจจะยอมยกเว้นคุณธรรมข้อนี้เมื่อเห็นว่าตนเองจะต้องประสบกับ ความเดือดร้อนอย่างมาก หรืออาจจะไม่ใส่ใจที่จะนำกรณีเล็กน้อยมาเป็นข้อคำนึง ทำนองเดียวกันคนที่ไร้คุณธรรม ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้นอย่าง “สมบูรณ์แบบ” ในบางกรณีเขาอาจกระทำสิ่งที่ทำให้บุคคลต่างๆ อยากเรียกเขาว่าเป็นผู้มีคุณธรรมก็ได้ การพิจารณาเกี่ยวกับคุณธรรมจึงเป็นเรื่องซับซ้อน

เฮิสท์เฮาส์ชี้ว่าองค์ประกอบหนึ่งที่มีผลต่อระดับคุณธรรมคือความประสานกัน ของเหตุผลและอารมณ์ ดังที่อริสโตเติลแบ่งผู้มีคุณธรรมเป็น 2 ประเภท คือ ผู้ที่สมบูรณ์แบบ (หรือมีความเป็นเลิศแท้ จริง) และผู้ที่ยังต้องอาศัยความเข้มแข็งของเจตจำนง (strength of the will) บุคคลประเภทแรกนั้นไม่ประสบปัญหาจากความขัดแย้งระหว่างเหตุผลและอารมณ์ ขณะที่บุคคลในอีกประเภทหนึ่งต้องอาศัยการข่มใจเพื่อให้สามารถทำสิ่งที่ เหตุผลบอกว่าถูกต้องได้ ประเด็นนี้ดูเหมือนจะขัดกับความรู้สึกทั่วไปที่ว่าผู้ที่ “ชนะใจตนเอง” เป็นผู้ที่มีคุณธรรมยิ่ง เพื่อให้เกิดความเข้าใจ จึงควรแยกให้ชัดระหว่างผู้ที่ “ชนะใจตนเอง” อย่างแท้จริงกับผู้ที่ยังมีคุณธรรมบกพร่อง กรณีที่บุคคลยืนยันที่จะซื่อสัตย์ท่ามกลางการขู่เข็ญเอาชีวิตของมาเฟีย กรณีนี้ไม่ถือว่าจัดอยู่ในกลุ่มของคนที่ยังต้อง “ออกแรง” คือ อาศัยความเข้มแข็งของเจตจำนง แต่ในกรณีที่บุคคลตัดสินใจที่จะซื่อสัตย์ (เช่น ไม่คดโกง) หลังจากยื้อยุดกับความปรารถนาในสิ่งที่ไม่ใช่ของตน กรณีนี้จึงกล่าวได้ว่าเขายังไม่สมบูรณ์แบบ หรืออีกนัยหนึ่ง ยังมีความบกพร่องทางคุณธรรมอยู่

อีกองค์ประกอบหนึ่งที่หากหายไปแล้วจะทำให้เรียกไม่ได้ว่าเป็นบุคคลที่มี คุณธรรมก็คือ “ปัญญาปฏิบัติ” มีคำกล่าวที่ได้ยินบ่อยๆ ทำนองที่ว่าบุคคลมีคุณธรรมบางอย่าง “มากเกิน ไป” เช่น ซื่อสัตย์มากเกินไป มีน้ำใจมากเกินไป กล้าหาญมากเกินไป หรือไม่ก็มีคำกล่าวทำนองที่ว่า “คุณธรรมก่อโทษ” หรือ “เพราะความมีคุณธรรม เขาจึงทำเลว” หากคุณธรรมเป็นสิ่งที่ดีจริง คำกล่าวเหล่านี้ย่อมจัดได้ว่าไม่ถูกต้อง สาเหตุของความเข้าใจผิดนี้ก็เพราะมีหลายคนมักเข้าใจว่าคุณธรรมเป็นเรื่องของ อารมณ์ความรู้สึก มากกว่าที่จะเป็นเรื่องของเหตุผล เช่น คนที่ซื่อสัตย์ก็คือคนที่รู้สึกผิดยามที่คดโกงหรือกล่าวเท็จ คนที่มีน้ำใจก็คือคนที่รู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่น คนที่กล้าหาญก็คือคนที่ไม่รู้สึกเกรงกลัวหรือชอบเสี่ยง ถ้าคุณธรรมเป็นเรื่องของแรงผลักดันจากความรู้สึก ก็ไม่น่าแปลกใจที่ “ผู้มีคุณธรรม” อาจถูกความรู้สึกที่รุนแรงผลักดันให้กระทำสิ่งที่เกินพอดี ความรู้สึกเหล่านี้แม้เด็กก็มีกันได้ แต่เราก็มักไม่กล่าวว่าเด็กเหล่านี้มีคุณธรรม อริสโตเติลเรียกความรู้สึกเหล่านี้ว่า “คุณธรรมแบบธรรมชาติ” (natural virtue) ซึ่งยังมิได้เป็นคุณธรรมอย่างแท้จริง เป็นเพียงวัตถุดิบที่จะต้องแปรรูปโดยอาศัยปัญญาปฏิบัติเสียก่อน

เฮิสท์เฮาส์ชี้ว่าปัญญาปฏิบัติเป็นสิ่งที่ยากจะเข้าใจ โดยทั่วไปกล่าวได้ว่าปัญญาปฏิบัติคือความรู้ความเข้าใจที่ทำให้บุคคลสามารถ ทำสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมได้ แต่ยังไม่มีคำตอบแน่ชัดว่าอะไรคือองค์ประกอบของความรู้ความเข้าใจเช่นนี้ ที่ยอมรับทั่วไปคือปัญญาปฏิบัติได้จากการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ชีวิต ทำให้เข้าใจธรรมชาติของมนุษย์และความเป็นจริง สิ่งนี้ช่วยให้สามารถเข้าใจสถานการณ์ที่เผชิญ รวมถึงคาดเดาผลจากการกระทำต่างๆ ได้ ความสามารถในการเข้าใจสถานการณ์นี้กล่าวถึงกันมากในฐานะองค์ประกอบของปัญญา ปฏิบัติ ผู้มีปัญญาย่อมสามารถแยกแยะได้ว่าในสถานการณ์ที่เผชิญ อะไรคือสิ่งที่สำคัญควรแก่การพิจารณา ประเด็นนี้สัมพันธ์กับข้อที่ว่าผู้มีปัญญาย่อมรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญ หรือมีค่าแท้จริง หรืออีกนัยหนึ่ง บุคคลเช่นนี้ย่อมรู้ว่าอะไรคือการมีชีวิตที่ดี อะไรคือความสุขในชีวิต หรืออะไรคือความเจริญงอกงาม จะเห็นได้ว่าถ้าบุคคลที่ถูกผลักดันด้วย “คุณธรรมแบบ ธรรมชาติ” ที่มีและใช้ปัญญาปฏิบัติกำกับการปฏิบัติตามแรงผลักดันนั้น บุคคลผู้นั้นก็จะไม่เผชิญกับภาวะ “มีคุณธรรม มากเกินไป” หรือภาวะที่ “คุณธรรมนำสู่ โทษ”

แล้วอะไรคือชีวิตที่ดี เฮิสท์เฮาส์กล่าวว่าคำว่า “eudaimonia” เป็นคำกรีกที่แปลยาก บ้างนิยมแปลว่า “เจริญงอกงาม” แต่คำแปลนี้มีปัญหาว่าแม้แต่พืชก็เจริญงอกงามได้ คำนี้จึงดูจะขาดองค์ประกอบที่เกี่ยวกับจิตใจ บ้างก็นิยมแปลว่า “ความสุข”​ แต่ก็ประสบปัญหาว่าคำนี้มักทำให้คนคิดถึงสิ่งที่เป็นอัตวิสัย (subjective) เสียมาก นั่นคือ เป็นเรื่องของแต่ละบุคคลที่จะตัดสินว่าชีวิตของตนมีความสุขหรือไม่ และเจ้าตัวก็ไม่น่าผิดพลาดในการตัดสินว่าตนมีความสุขหรือไม่ อย่างไรก็ตาม “eudaimonia” เป็นสิ่งที่ผู้อื่นสามารถช่วยตัดสินได้ และเป็นสิ่งที่เจ้าตัวอาจตัดสินผิดได้ เพราะหลอกตนเอง หรือไม่เข้าใจว่าอะไรคือชีวิตที่ดีแท้ ในแง่นี้ การแปลว่า “เจริญงอกงาม” ถือว่ามีข้อดีมากกว่า เพราะผู้อื่นสามารถตัดสินได้ว่าชีวิตของบุคคลหนึ่งเจริญงอกงามหรือไม่ และเจ้าตัวเองก็อาจเข้าใจผิดว่าชีวิตของตนเจริญงอกงามแล้ว ทั้งนี้ ที่กล่าวคือลักษณะเบื้องต้นของ “เจริญ งอกงาม” แต่สำหรับรายละเอียดยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าอะไรคือความเจริญงอกงาม หรืออะไรคือชีวิตที่ดี  เช่น บ้างก็เห็นว่าชีวิตที่ดีคือชีวิตที่เปิดรับต่อผู้อื่นและมุ่งสร้างคุณ ประโยชน์ให้แก่โลก บ้างก็เห็นว่าชีวิตที่ดีคือชีวิตที่สอดคล้องกับสารัตถะแห่งความเป็นมนุษย์ บ้างเห็นว่าแค่เป็นชีวิตที่มีคุณธรรมก็เพียงพอต่อการเป็นชีวิตที่ดีแล้ว

ทฤษฎีต่างๆ ที่จัดไว้ในกลุ่มจริยศาสตร์คุณธรรมเห็นร่วมกันว่า “คุณธรรม” มีความสัมพันธ์กับ “ความเจริญงอกงาม” การดำรงชีวิตอย่างมีคุณธรรมจัดเป็นเงื่อนไขจำเป็นของความเจริญงอกงามหรือการ มีชีวิตที่ดี อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความเพียงว่าคุณธรรมเป็นวิถีทางที่นำสู่ความเจริญงอกงาม แต่หมายความว่าคุณธรรมเป็นส่วนหนึ่งของตัวความเจริญงอกงามเอง สำหรับรายละเอียดของประเด็นนี้ ยังไม่เป็นที่ลงรอยกันทั้งหมด เช่น อริสโตเติลเห็นว่าคุณธรรมเป็นส่วนที่จำเป็นของชีวิตที่ดี แต่ไม่ใช่ทั้งหมด การจะมีชีวิตที่ดีต้องอาศัยสิ่งดีภายนอกอื่นๆ ที่มิอาจควบคุมได้ด้วย ข้อนี้ทำให้ต้องสรุปว่าโชคชะตาเป็นอีกเงื่อนไขหนึ่งของการมีชีวิตที่ดี

การพิจารณาในส่วนก่อนหน้าและในส่วนนี้ช่วยให้เห็นว่าจริยศาสตร์คุณธรรมมิได้ ปฏิเสธการตอบคำถามว่า “อะไรคือการกระทำที่ถูกต้อง” หากแต่เห็นต่างจากฝ่ายอันตวิทยาและกรณียธรรมว่าการตอบคำถามนี้ต้องอาศัยคำ ตอบต่ออีกคำถามหนึ่งด้วย นั่นคือ “อะไรคือชีวิตที่ดี” นอกจากนี้ ในขณะที่อันตวิทยาให้ความสำคัญกับผลการกระทำและกรณียธรรมให้ความสำคัญกับ ลักษณะบางอย่างของตัวการกระทำเอง จริยศาสตร์คุณธรรมก็ให้ความสำคัญกับคุณธรรมในฐานะสิ่งที่มีค่าในตนเอง ข้อนี้ทำให้เห็นว่าเราไม่อาจกล่าวง่ายๆ ว่าสิ่งหนึ่งเป็นคุณธรรมเพราะทำให้เราทำสิ่งที่ถูกต้อง มิฉะนั้น ก็จะเป็นการลดทอนคุณธรรมอันเป็นเรื่องของคุณลักษณะของบุคคลลงสู่ระดับการ กระทำ คำอธิบายของเฮิสท์เฮาส์ข้างต้นได้แสดงความซับซ้อนของคุณธรรมที่ช่วยให้หลีก เลี่ยงการทอนเช่นนี้ได้

นอกจากนี้ เรายังเห็นด้วยว่าจริยศาสตร์คุณธรรมนั้นต่างจากอันตวิทยาและกรณียธรรมตรงที่ มิได้มุ่งหามาตรฐานสากลที่อยู่เหนือบริบท จริยศาสตร์คุณธรรมเปิดโอกาสให้พิจารณาความซับซ้อนของบริบทควบคู่กันไป รวมถึงอาศัยแนวคิดเรื่องปัญญาปฏิบัติอีกด้วย สำหรับการตัดสินคุณค่าการกระทำตามแนวจริยศาสตร์คุณธรรมนั้น ทฤษฎีของไมเคิล สโลต (Michael Slote) น่าจะช่วยให้เห็นภาพดีที่สุด ตามทฤษฎีนี้ การกระทำจะถูกต้องก็ต่อเมื่อผู้กระทำเป็นผู้มีคุณธรรม หรืออีกทฤษฎีหนึ่งก็น่าจะช่วยให้เห็นภาพได้ นั่นคือ ทฤษฎีจริยศาสตร์แห่งความอาทร (ethics of care) ตามทฤษฎีนี้ การกระทำจะถูกต้องก็ต่อเมื่อกระทำโดยมีพื้นฐานมาจากความเอื้ออาทร ซึ่งเป็นคุณธรรมที่ทฤษฎีนี้ยกย่อง

ทั้งนี้ มีข้อควรระวังว่าจริยศาสตร์คุณธรรมนี้ต่างจาก “ทฤษฎี คุณธรรม” (virtue theory) คืออย่างหลังเป็นความพยายามอธิบายเกี่ยวกับคุณธรรมจากจุดยืนของทฤษฎีในกลุ่ม อันตวิทยาหรือกรณียธรรม เช่น ประโยชน์นิยมอาจจะอธิบายว่าคุณธรรมคือสิ่งที่หากบุคคลมีแล้วจะนำมาซึ่งมหสุข หรือในทฤษฎีของค้านท์เอง ก็มีความพยายามที่จะหาแนวคิดของค้านท์เกี่ยวกับคุณธรรมจากงานเขียนเรื่อง อื่นๆ นอกเหนือจาก Groundwork of the Metaphysics of Morals เช่น Doctrine of Virtue หรือ Anthropology From a Pragmatic Point of View เป็นต้น

4. ข้อวิจารณ์

มีข้อวิจารณ์ที่สำคัญต่างๆ ต่อจริยศาสตร์คุณธรรม ประการแรกคือ จริยศาสตร์คุณธรรมนั้นมิอาจนำมาใช้ได้ เนื่องจากมิได้ให้มาตรฐานกฎเกณฑ์สำหรับการตัดสินความถูกผิดของการกระทำอย่าง แน่ชัดดังที่พบได้ในทฤษฎีจริยศาสตร์ในกลุ่มอันตวิทยาและกรณียธรรม แม้บางทฤษฎีในจริยศาสตร์คุณธรรมดูเหมือนจะระบุมาตรฐานดังกล่าวชัดเจน เช่น ของสโลต แต่การนำมาใช้ก็ยังต้องพิจารณาสิ่งที่ตัดสินได้ยากหรือไม่มีความแน่ชัด ได้แก่ คุณธรรม ซึ่งครอบคลุมถึงภูมิหลังผู้กระทำ ความรู้สึกนึกคิดขณะกระทำ รวมถึงบริบทของสถานการณ์ หรือแม้กระทั่งปัญญาปฏิบัติ อันเป็นปัจจัยของคุณธรรมที่มีลักษณะยากแก่การระบุตัดสิน

สำหรับข้อวิจารณ์นี้ นักจริยศาสตร์คุณธรรมตอบว่าอันที่จริงไม่มีเหตุผลสมควรที่จะเชื่อว่ามี มาตรฐานกฎเกณฑ์ที่แน่ชัดสำหรับการตัดสินทางจริยธรรม กรณีของข้อขัดแย้งเนื่องจากประเด็นจริยธรรมต่างๆ ทางการแพทย์หรือทางชีวภาพที่มีในปัจจุบันนี้เป็นตัวอย่างที่ดี ว่าการตัดสินความถูกผิดของการกระทำ (เช่น การทำแท้ง การอุ้มบุญ การทำสำเนาพันธุกรรม เป็นต้น) เป็นเรื่องซับซ้อนยุ่งยากเกินกว่าที่จะจัดการด้วยมาตรฐานกฎเกณฑ์บางอย่างได้ นอกจากนี้ ปัจจุบัน แม้แต่นักจริยศาสตร์ในกลุ่มอันตวิทยาและกรณียธรรมเอง ต่างก็ยอมรับว่าแม้เราจะตกลงร่วมกันได้ว่าอะไรคือมาตรฐานกฎเกณฑ์สำหรับการ ตัดสินทางจริยธรรม แต่ก็ยังจะมีปัญหาเกี่ยวกับการนำมาตรฐานกฎเกณฑ์นั้นไปใช้ ข้อนี้สนับสนุนประเด็นที่ว่าในที่สุดแล้ว ปัญญาปฏิบัติ อันช่วยให้มีความอ่อนไหวด้านคุณค่าและเข้าใจสถานการณ์ที่เผชิญ คือปัจจัยที่จะขาดเสียมิได้ในการปฏิบัติทางจริยธรรม

ข้อวิจารณ์อีกประการหนึ่งก็คือว่าจริยศาสตร์คุณธรรมไม่อาจแก้ไขปัญหาทางสอง แพร่งทางจริยธรรม(moral dilemma) ได้ กล่าวคือ จริยศาสตร์คุณธรรมดูจะไม่สามารถให้ทางออกได้ในกรณีที่คุณธรรมให้คำตอบที่ขัด แย้งกัน เช่น เราจะตัดสินอย่างไรถ้าพบกรณีที่ความซื่อสัตย์บอกว่าเราต้องพูดความจริง แต่ความกรุณาบอกว่าเราต้องโกหก หรือกรณีที่ความกรุณาบอกว่าเราต้องช่วยหญิงที่ตั้งครรภ์ทำแท้งและความกรุณา เดียวกันนี้บอกว่าเราต้องรักษาเด็กในครรภ์ไว้ นักจริยศาสตร์คุณธรรมตอบข้อวิจารณ์นี้ว่าในหลายๆ กรณี ทางสองแพร่งเช่นนี้เป็นเพียงภาพลวง หากบุคคลมีปัญญาปฏิบัติ เขาก็จะสามารถตัดสินได้ว่าควรจะทำอย่างไร

ข้อวิจารณ์ประการต่อไปก็คือว่าคุณธรรมเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล ฉะนั้น การที่จริยศาสตร์คุณธรรมให้ความสำคัญกับคุณธรรมเป็นหลัก จึงเป็นการส่งเสริมให้บุคคลสนใจแต่เฉพาะเรื่องของตนเอง (เช่น ชีวิตที่ดีของตนเอง) นับเป็นลักษณะที่ขัดกับจริยธรรมที่มีจุดสนใจอยู่ที่การกระทำอันมีผลกระทบต่อ ผู้อื่น ยิ่งไปกว่านั้น บ้างก็วิจารณ์ว่าจริยศาสตร์คุณธรรมยกย่องคนที่เห็นแก่ตัว กล่าวคือ คนที่มีคุณธรรมคือคนที่ทำสิ่งต่างๆ ตามลักษณะคุณธรรมนั้นได้โดยไม่ต้องต่อสู้ภายใน คนเช่นนี้จึงเป็นผู้ที่ทำตามใจต้องการอย่างแท้จริง แต่คนที่ทำตามใจตนก็ไม่ต่างไปจากคนเห็นแก่ตัว หรือในทำนองเดียวกันมีที่วิจารณ์ว่าคนมีคุณธรรมทำสิ่งต่างๆ ตามคุณธรรมก็เพื่อให้ตนมีชีวิตที่ดี หรือมีความสุข ข้อนี้ย่อมแสดงชัดว่าเขาทำเพื่อตนเอง ซึ่งไม่ต่างไปจากคนเห็นแก่ตัวเช่นกัน

นักจริยศาสตร์คุณธรรมตอบข้อวิจารณ์นี้ว่าโดยรวมแล้ว อยู่บนพื้นฐานความเข้าใจผิดเกี่ยวกับความหมายที่ถูกที่ควรของคุณธรรม (ดังที่เฮิสท์เฮาส์อธิบายข้างต้น) นอกจากนี้ หากพิจารณาข้อเท็จจริง เราจะเห็นได้ว่าผู้มีคุณธรรมคือคนไม่เห็นแก่ตัว เช่น คนที่กล้าหาญยอมเสี่ยงชีวิตของตนเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น และหากพิจารณาตัวคุณธรรมเอง ก็จะพบว่าแม้หลายข้อจะเป็นเรื่องที่ให้ประโยชน์ตนเองโดยตรง (self-regarding) (เช่น มีระเบียบวินัย รอบคอบ) หลายข้อก็เป็นเรื่องที่มุ่งให้ประโยชน์แก่คนอื่น (other-regarding) (เช่น เมตตา กรุณา ยุติธรรม) อีกทั้งคำว่า “ชีวิต ที่ดี” หรือ “ความสุข” นั้น ก็มิได้มีความหมายว่าเป็นชีวิตที่มีความสุขสบายและเพลิดเพลิน (pleasure) แต่มีความหมายอื่น เช่น หมายถึงชีวิตที่ดำเนินไปอย่างสมค่าความเป็นคน (หรือสารัตถะความเป็นคน)

ข้อวิจารณ์ที่สำคัญประการสุดท้ายคือจริยศาสตร์คุณธรรมทำให้จริยธรรมต้อง อาศัยปัจจัยเรื่องโชคชะตา ทั้งๆ ที่จริยธรรมควรเป็นเรื่องของสิ่งที่อยู่ในความควบคุมของผู้กระทำ หาไม่แล้วการให้รางวัลหรือลงโทษก็จะหมดความหมายไป ทำไมจึงกล่าวว่าจริยศาสตร์คุณธรรมส่งเสริมบทบาทของโชคชะตา หากพิจารณาดูแล้วจะเห็นว่าคุณธรรมเป็นคุณลักษณะของบุคคล แต่การที่บุคคลจะพัฒนามีคุณลักษณะใดขึ้นมา ก็ขึ้นกับปัจจัยหลากหลายมากมายที่ไม่อยู่ในความควบคุม เช่น พันธุกรรม ครอบครัวที่บุคคลบังเอิญมาเกิด สภาพแวดล้อมของชุมชน คุณภาพโรงเรียน สื่อสารมวลชน หรือแม้แต่เหตุการณ์บางอย่างที่บังเอิญเกิดกับบุคคล นอกจากนี้ การมีคุณธรรมหลายข้อก็ขึ้นกับปัจจัยภายนอก เช่น เราจะมีคุณธรรมข้อกัลยาณมิตรไม่ได้ ถ้าเราไม่มีเพื่อนที่มีลักษณะเหมาะสม ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่าคนที่มีคุณธรรมเป็นคนที่โชคช่วย สำหรับข้อวิจารณ์นี้ นักจริยศาสตร์คุณธรรมส่วนใหญ่จะยอมรับ โดยยืนยันว่านี่คือความซับซ้อนของชีวิตมนุษย์และจริยธรรม

ปกรณ์ สิงห์สุริยา (ผู้เรียบเรียง)

เรียบเรียงจาก

  • ·
Annas, J. 1992. Ethics and Morality. In L. C. Becker and C. B. Becker (eds.). Encyclopedia of Ethics Vol I, pp. 329-331. New York: Garland Publishing Inc.
  • ·
Athanassoulis, N. 2006. Virtue Ethics. In James Fieser and Bradley Dowden (eds.). Internet Encyclopedia of Philosophy. [Online]. Available: http://www.iep.utm.edu/v/virtue.htm. (Accessed date: 2/4/2009).
  • ·
Fieser, J. 2006. Ethics. In James Fieser and Bradley Dowden (eds.). Internet Encyclopedia of Philosophy. [Online]. Available: http://www.iep.utm.edu/e/ethics.htm. (Accessed date: 2/3/2008).
  • ·
Garcia, J. L. A. 1995. Virtue Ethics. In Robert Audi (ed.). The Cambridge Dictionary of Philosophy, pp. 840-842. Cambridge: Cambridge University Press.
  • ·
Pojman, L. P. 1997. Ethical Theories: Classical and Contemporary Readings. 3rd Edition. Belmont, CA: Wadsworth Publishing Company.
  • ·
Rosalind, H. 2007. Virtue Ethics. In Edward N. Zalta (ed.). Stanford Encyclopedia of Philosophy. [Online]. Available: http://plato.stanford.edu/entries/ethics-virtue/. (Accessed date: 2/4/2009).

เอกสารค้นคว้าเพิ่มเติม

  • ·
Anscombe, G.E.M. 1958. Modern Moral Philosophy. Philosophy 33: 1-19. (เป็นผลงานเรื่องสำคัญที่จุดประกายให้คนกลับมาสนใจจริยศาสตร์คุณธรรมอีก ครั้ง)
  • ·
Baier, A. 1985. Postures of the Mind. Minneapolis: University of Minnesota Press. (ว่าด้วยทฤษฎีจริยศาสตร์แห่งความเอื้ออาทรแบบ หนึ่ง)
  • ·
Crisp, R. and Slote, M. 1997. Virtue Ethics. New York: Oxford University Press. (รวมบทความสำคัญๆ เกี่ยวกับจริยศาสตร์คุณธรรม)
  • ·
Foot, P. 1978. Virtues and Vices. Oxford: Blackwell. และ Foot, P. 2001. Natural Goodness. Oxford: Clarendon Press. (การพัฒนาทฤษฎีจริยศาสตร์คุณธรรมที่สำคัญแนวหนึ่ง)
  • ·
Hursthouse, R., Lawrence, G. and Warren, Q. 1995. Virtues and Reasons. Oxford: Clarendon Press. (รวมบทความสำคัญๆ เกี่ยวกับจริยศาสตร์คุณธรรม)
  • ·
Hursthouse, R. 1999. On Virtue Ethics. Oxford: Oxford University Press. (การพัฒนาทฤษฎีจริยศาสตร์คุณธรรมที่สำคัญแนวหนึ่ง)
  • ·
MacIntyre, A. 1985. After Virtue. London: Duckworth. (ผลงานเรื่องสำคัญที่ทำให้คนหันมาสนใจจริยศาสตร์คุณธรรมเป็นอย่างมาก รวมถึงการพัฒนาทฤษฎีจริยศาสตร์คุณธรรมที่สำคัญแนวหนึ่ง)
  • ·
Slote, M. 1992. From Morality to Virtue. New York: Oxford University Press. และ Slote, M. 2001. Morals from Motives. Oxford: Oxford University Press. (การพัฒนาทฤษฎีจริยศาสตร์ คุณธรรมที่สำคัญแนวหนึ่ง)
  • ·
Statman, D. 1997. Virtue Ethics. Cambridge: Edinburgh University Press. (การพัฒนาทฤษฎีจริยศาสตร์คุณธรรมที่สำคัญแนวหนึ่ง)
  • ·
Swanton, C. 2003. Virtue Ethics. New York: Oxford University Press. (การพัฒนาทฤษฎีจริยศาสตร์คุณธรรมที่สำคัญแนวหนึ่ง)
  • ·
Williams, B. 1985. Ethics and the Limits of Philosophy. London: Fontana. (ผลงานเรื่องสำคัญที่เปิดทางสู่จริยศาสตร์คุณธรรม)

คำที่เกี่ยวข้อง

กลุ่มทฤษฎีจริยศาสตร์ที่เน้นพิจารณาผลการกระทำ/อันตวิทยา, จริยศาสตร์แห่งความเอื้ออาทร, อริสโตเติล, เพลโต, โชคทางจริยธรรม

Consequentialism/Teleology, Non-consequentialism, Deontology, Ethics of Care, Aristotle, Plato, Moral Luck

แหล่งที่มา http://www.philospedia.net/

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: