ปรัชญา และ ศาสนา

Philosophy and Theology (www.saengtham.tk)

ความเสมอภาค Equality

Posted by JinSon on June 16, 2010

ความเสมอภาค
Equality

1. บทนำ
2. มโนทัศน์เรื่องความเสมอภาค
3. ความเสมอภาคในด้านกำลังความสามารถ
4. ความเสมอภาคในด้านค่าทางศีลธรรมของบุคคล
5. ข้อท้าทายต่างๆ ที่มีต่อแนวคิดเรื่องความเสมอภาค
เรียบ เรียงจาก
เอกสาร ค้นคว้าเพิ่มเติม

1. บทนำ

มโนทัศน์เรื่องความเสมอภาคหรือความเท่าเทียมนั้นเป็นมโนทัศน์ที่ได้รับความ สนใจอยู่ในวงการปรัชญา โดยเฉพาะปรัชญาการเมืองมาช้านานแล้ว อย่างน้อยในบทสนทนาชื่อ The Republic ของเพลโต (Plato) ซึ่งเป็นงานปรัชญาการเมืองระดับคลาสสิกเมื่อกว่าสองพันปีที่แล้ว ก็มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประเด็นเรื่องความเสมอภาคนี้อยู่ไม่น้อย  เท่าที่เข้าใจกันอยู่ทั่วไปนั้น เพลโตพยายามเสนอข้อวิพากษ์ต่อการปกครองแบบประชาธิปไตยของนครรัฐเอเธนส์ในขณะ นั้น  หลักการพื้นฐานประการหนึ่งของการปกครองแบบประชาธิปไตยก็คือการเคารพในความ เสมอภาคกันในหมู่พลเมืองทั้งหลาย  ตามหลักการประชาธิปไตยแล้ว ไม่มีเสียงของใครที่ดังหรือควรให้ความสำคัญมากกว่าเสียงของคนอื่นๆ  การเคารพในหลักการหนึ่งคนหนึ่งเสียงของประชาธิปไตยนี้นี่เอง ที่ได้ทำให้โสกราตีส (Socrates) อาจารย์ของเพลโต้ ต้องยอมกินยาพิษจนตัวตายตามคำพิพากษาของเสียงส่วนใหญ่ในสภาเอเธนส์  สำหรับเพลโตแล้ว เราไม่ควรจะให้น้ำหนักกับความเห็นของคนทุกคนเท่ากันหมด  โดยเสียงที่เราควรฟังที่สุดก็คือเสียงของความจริง และผู้ที่จะเข้าถึงความจริงหรือเป็นผู้มีความรู้ได้มีอยู่ไม่กี่คน  คนพวกนี่เองที่เสียงของเขาจำเป็นต้องดังหรือถูกให้ความสำคัญมากกว่าคนอื่น  การปกครองที่พึงประสงค์ไม่อาจจะเป็นการปกครองของเหล่าบุคคลที่เสมอภาคกัน ได้  ผู้ที่โดยธรรมชาติแล้วด้อยปัญญาก็ไม่ควรที่จะเข้ามามีสิทธิมีเสียงในการ ปกครอง  กล่าวโดยสรุปการปกครองในอุดมคติตามแนวคิดของเพลโต้นั้นดูเหมือนจะไปกันไม่ ได้กับหลักการเรื่องความเสมอภาค  ถ้าเราสังเกตให้ดี การปกครองแบบดั่งเดิมของหลายสังคมวางอยู่บนแนวคิดซึ่งปฏิเสธความเสมอภาคใน เรื่องค่าอันควรเคารพของพลเมืองที่ได้กล่าวไปนี้

อย่างไรก็ดี การถกเถียงในเชิงปรัชญาว่าเราควรจะถือว่าบรรดาพลเมืองของรัฐนั้นมีความเสมอ ภาคหรือมีความสำคัญเท่าเทียมกันหรือไม่นั้น เริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจังเมื่อมีการนำเสนอข้อสนับสนุนทางปรัชญาให้กับแนวการ ปกครองแบบประชาธิปไตยเมื่อประมาณสามสี่ร้อยปีมานี้  โดยเฉพาะจากงานเขียนของนักปรัชญาที่ถือเป็นผู้วางรากฐานให้กับการปกครองแบบ ประชาธิปไตยในยุโรป อย่างโธมัส ฮอบบส์ (Thomas Hobbes) จอห์น ล็อค (John Locke) และ ฌอง ฌาร์ค รุสโซ (Jean Jarque Rousseau)   นักคิดเหล่านี้มีความเห็นเกี่ยวกับประชาธิปไตยแตกต่างกันในรายละเอียด แต่พื้นฐานความคิดในส่วนที่เกี่ยวกับความเสมอภาคในหมู่พลเมืองของรัฐนั้นดู จะคล้ายคลึงกัน   พวกเขาถือว่ารัฐนั้นเกิดขึ้นมาจากการรวมตัวของบรรดาปัจเจกชน (individuals) ผู้มีความเท่าเทียมหรือเสมอภาคกันในคุณสมบัติที่สำคัญบางประการ  แต่ก็มิใช่ว่าพวกเขาจะเข้าใจ ‘คุณสมบัติ’ ดังกล่าวนั้นว่าคือคุณสมบัติใดตรงกัน  ฮอบบส์เชื่อว่าโดยรวมๆ แล้วบรรดาปัจเจกชนมีความเท่าเทียมกันในแง่กำลังความสามารถ และพยายามจะสร้างทฤษฎ๊การเมืองของเขาขึ้นมาจากฐานคิดดังกล่าว  ล็อคมีความเห็นต่างออกไป โดยเสนอว่า ถึงแม้ตามข้อเท็จจริงแล้วคนทั้งหลายอาจจะมีสถานภาพในแง่กำลังความสามารถแตก ต่างกันได้ แต่เขาเหล่านั้นมีฐานะเป็นมนุษย์ผู้ทรงสิทธิได้เท่าๆ กัน  ส่วนรุสโซนั้นดูจะเชื่อมโยงความเสมอภาคของมนุษย์ไว้กับแนวคิดของเขาในเรื่อง เสรีภาพที่มนุษย์มีอยู่โดยธรรมชาติ   อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาโดยรวมๆ แล้ว นักคิดเหล่านี้ให้ความสำคัญกับ ‘ความเสมอภาค’ ในหมู่พลเมืองไว้เป็นพื้นฐาน และปฏิเสธแนวคิดที่เชื่อว่ามีผู้ที่มีสิทธิมีอำนาจเหนือกว่าผู้อื่นโดย ธรรมชาติอย่างที่เพลโต้เข้าใจ  หรืออย่างที่ผู้ที่เชื่อในเรื่องอำนาจอันเป็นเทวสิทธิของกษัตริย์ (divine rights) เข้าใจ

ในปัจจุบัน มโนทัศน์เรื่องความเสมอภาคมีบทบาทสำคัญต่อข้อถกเถียงทางปรัชญาหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการกระจายรายได้หรือผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ  การเข้าถึงทรัพยากรและบริการสาธารณะ  การกระจายการจ้างงานหรือโอกาสในการถูกจ้างงาน  รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวกับการมีตัวแทนในทางการเมืองของบุคคล กลุ่มทางสังคม หรือการมีตัวแทนแห่งรัฐ   อย่างไรก็ตาม มโนทัศน์ดังกล่าวก็เป็นที่ถกเถียงกันเป็นอย่างมากด้วยเช่นกัน   ซึ่งหัวข้อสารานุกรมนี้พยายามจะนำเสนอให้เห็นลักษณะของการถกเถียงในประเด็น ต่างๆ เป็นลำดับต่อไป

2. มโนทัศน์เรื่องความเสมอภาค

สำหรับข้อถกเถียงเกี่ยวกับธรรมชาติของตัวมโนทัศน์ ‘ความเสมอภาค’ นั้น คือการถกเถียงกันว่า โดยพื้นฐานแล้วมโนทัศน์ดังกล่าวกำลังพูดถึงอะไรอยู่กันแน่  ในแวดวงปรัชญาการเมืองปัจจุบัน มโนทัศน์ ‘ความ เสมอภาค’ ถูกเข้าใจเป็นสามนัยด้วยกัน  นัยแรก เป็นคำบรรยายลักษณะหรือสภาพของชีวิตมนุษย์ในบางแง่มุมหรือบางด้าน เช่นบางคนอาจบอกว่ามนุษย์โดยทั่วไปนั้นมีความเสมอภาคในด้านกำลังความสามารถ (strength) เป็นต้น   นัยที่สอง มีฐานะเป็นหลักการพื้นฐานที่ใช้ในการตัดสินใจเลือกกระทำต่อบุคคลทั้งหลาย โดยเราควรถือว่าบุคคลทั้งหลายมีค่าในทางศีลธรรม (moral worth) เท่าเทียมกัน  และนัยที่สาม มีฐานะเป็นเงื่อนไขหรือสภาพที่ควรจะสร้างให้เกิดขึ้นในสังคม เช่น กติกาเรื่อง ‘หนึ่งคนหนึ่งคะแนนเสียง’ (one person, one vote)  หรือความพยายามจะกระจายรายได้ให้เป็นธรรมยิ่งขึ้น เป็นต้น

อย่างไรก็ดี มโนทัศน์เรื่องความเสมอภาคนัยที่สองกับนัยที่สามนั้น อาจมีความเกี่ยวข้องกันอยู่ในแง่ที่ว่า หากเราถือเอาความเข้าใจเรื่องความเสมอภาคตามนัยที่สอง (หลักการเกี่ยวกับค่าทางศีลธรรมของบุคคล) เป็นข้ออ้างแล้วล่ะก็  เราก็อาจสรุปเอากติกาในการนำพาสังคมไปสู่สภาวะที่พึงปรารถนา หรือความเสมอภาคตามนัยที่สาม ออกมาได้  โดยที่กติกาดังกล่าวอาจจะยอมให้มีความเสมอภาคหรือไม่เสมอภาคในบางลักษณะเกิด ขึ้นได้ในระดับหนึ่ง  ประเด็นที่เป็นที่สนใจก็คือ แม้ว่าเราควรถือว่ามนุษย์นั้นมีค่าทางศีลธรรมเท่าเทียมกัน  แต่ก็อาจเป็นไปได้ที่ ‘ความไม่เสมอภาค’ ทางสังคมในบางแง่มุม (เข่น การกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ หรือทางการเมือง) นั้นจะเป็นสิ่งที่ชอบธรรม

นักคิดบางพวกเสนอว่า ที่จริงแล้วเราควรเข้าใจเสมอว่า ‘ความเสมอภาค’ อย่างโดดๆ โดยตัวของมันเองนั้น เป็นสิ่งที่เข้าใจไม่ได้  มโนทัศน์ความเสมอภาคจะต้องถูกเข้าใจในฐานะที่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างสิ่ง หรือบุคคลในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือมิติใดมิติหนึ่งเสมอ  กล่าวคือ ถ้าเราพิจารณากันตามข้อเท็จจริงในทุกแง่ทุกมุมแล้ว มนุษย์ทั้งหลายนั้นหาได้มีความเสมอภาคกันไม่ คือ สูง หนัก ฉลาด เก่ง รวย ฯลฯ ไม่เท่ากันสักคน  มิหนำซ้ำ ถ้าหากรัฐบาลหนึ่งพยายามจะสร้างความเสมอภาคให้เกิดขึ้นกับพลเมืองในแง่มุม หนึ่ง (เช่น สร้างความเสมอภาคกันในเรื่องชีวิตความเป็นอยู่) แล้วล่ะก็ รัฐบาลนั้นก็มักจะต้องไปทำให้แง่มุมอื่นๆ เกิดความไม่เสมอภาคกันไปด้วย เช่น ปรับอัตราค่าจ้างแรงงานต่อชั่วโมงของแต่ละคนให้ไม่เท่ากัน เป็นต้น

จากความเข้าใจดังกล่าวนี้ทำให้ ‘ความเสมอภาค’ ไร้ความหมายหากพิจารณานอกกรอบทฤษฎีทางสังคมและการเมืองที่ครอบคลุมมากกว่า เรื่องความเสมอภาค   ไม่มีทฤษฎีทางสังคมและการเมืองใดที่จะพูดถึงตัว ‘ความเสมอภาค’ เองอย่างโดดๆ   แต่ละทฤษฎีต้องเชื่อมโยงให้เห็นว่า ตามกรอบแนวคิดเกี่ยวกับสังคมหรือการเมืองในภาพกว้างที่กำลังนำเสนอนั้น เราจะต้องเข้าใจ ‘ความเสมอภาค’ ว่าคืออะไรและควรจะเป็นไปในลักษณะใด และให้เหตุผลสนับสนุนทางด้านศีลธรรมหรือด้านการเมืองกับมัน โดยเชื่อมโยงกับภาพกว้างดังกล่าว
3. ความเสมอภาคในด้านกำลังความสามารถ

แนวคิดทางการเมืองที่เรียกว่าเสรีนิยมแบบดั่งเดิม ซึ่งเข้าใจกันว่าเป็นฐานรากสำคัญที่ก่อให้เกิดการเมืองประชาธิปไตยยุคใหม่  ให้เกิดการพิทักษ์สิทธิต่างๆ แก่พลเมือง รวมถึงเป็นที่มาของทฤษฎีการเมืองแบบสัญญาประชาคม (Social Contact Theory) นั้น เป็นความคิดที่สนใจเรื่อง ‘ความเสมอภาค’ ในแง่ที่ว่า ใช้แนวคิดเรื่องความเสมอภาคของบุคคลเป็นเหตุผลพื้นฐานรองรับความจำเป็นที่ มนุษย์ทั้งหลายต้องยอมตกอยู่ภายใต้กติกาหรือองค์กรที่มีสิทธิอำนาจ (authority) บางอย่างร่วมกัน  กล่าวให้เฉพาะเจาะจงขึ้นก็คือ เสรีนิยมแบบดั่งเดิมใช้ความเข้าใจเรื่องความเสมอภาคเป็นเหตุผลสนับสนุนการมี อยู่ของรัฐและการใช้อำนาจอย่างชอบธรรมของรัฐในบางลักษณะ  อย่างไรก็ตามความเข้าใจเรื่องความเสมอภาคที่ถูกนำมาใช้นี้ค่อนข้างจะเป็น ความเข้าใจที่มีลักษณะเฉพาะตัว โดยในที่นี้จะขอเรียกว่า ‘ความเสมอภาคในด้าน กำลังความสามารถ’

ประเด็นคำถามสำคัญข้อหนึ่งของการถกเถียงเรื่องความเท่าเทียมในด้านกำลังความ สามารถของมนุษย์ก็คือ ถ้าหากเรายอมรับว่ามนุษย์นั้นมีความแตกต่างหลากหลายกันอยู่อย่างมากมายแล้ว เราสามารถกล่าวได้ไหมว่าอย่างน้อยก็มีบางแง่มุมหรือบางเรื่องที่มนุษย์ทั้ง หลายนั้นเสมอภาคกัน?  นักปรัชญาบางคน เช่น ธอมัส ฮอบบส์ (Thomas Hobbes) จะตอบว่ามีบางแง่มุมที่โดยรวมๆ แล้วมนุษย์ทั้งหลายนั้นเสมอภาคกัน  ในงานนิพนธ์ทางปรัชญาการเมืองของเขาชื่อ Leviathan (1651)  ฮอบบส์ได้เสนอว่า ถึงแม้คนเราจะมีความแตกต่างกันทางด้านกาย จิตใจ และสติปัญญา แต่มนุษย์ทั้งหลายก็ล้วนเสมอภาคกันในแง่ที่ว่า แต่ละคนนั้นมีศักยภาพที่จะทำร้ายผู้อื่นได้เท่าๆกัน เป็นไปได้เสมอที่ใครคนหนึ่งจะสังหารอีกคนหนึ่งได้  คนจนตัวเล็ก หรือมีปัญญาน้อย ก็อาจสังสารคนที่รวย ตัวใหญ่ หรือฉลาดกว่าได้ พอๆ กับที่อาจเป็นในทางกลับกัน  แนวคิดดังกล่าวนี้ยังถูกนำเสนออีกจากนักปรัชญาในยุคต่อๆ มา ไม่ว่าจะเป็นเดวิด ฮูม (David Hume) ในศตวรรษที่ 18 หรือโดยศาสตราจารย์ฮาร์ท (H.L.A. Hart) ในศตวรรษที่ 20

นักคิดในกระแสดังกล่าวนี้มองว่า ความเสมอภาคกันโดยรวมในแง่กำลังความสามารถดังกล่าวนี่เอง ที่ทำให้เราพิจารณาได้ว่า มีเหตุผลทีเดียวที่มนุษย์แต่ละคนจะยินยอมพร้อมใจนำตนเองเข้าไปอยู่ภายใต้กฎ กติกาบางชุด ที่พวกเขาได้ข่มใจตกลงร่วมกันกำหนดขึ้น ทั้งนี้เพื่อปกป้องตนเองจากการที่อาจจะถูกผู้อื่นสังหารเอาในขณะใดก็ได้    ตามวิธีคิดนี้ ความเสมอภาคในแง่ของการถูกบังคับโดยกฎหมายอย่างเท่าเทียม จึงเป็นผลของการคำนึงถึงความเสมอภาคกันในด้านกำลังความสามารถดังที่กล่าวไป   สำหรับฮอบบส์ หากเราจะลองคิดถึงสถานการณ์สมมติก่อนที่กฎหมายจะได้ถูกบังคับใช้ร่วมกัน หรือสภาพการณ์ที่ฮอบบส์เรียกว่า ‘สภาวะ ธรรมชาติ’ (State of Nature) แล้ว การยอมตกอยู่ภายใต้กติกาเดียวกันดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกที่ฉลาด เท่านั้น แต่ยังเป็นทางเลือกที่เป็นธรรม (just) อีกด้วย เนื่องจากเป็นผลของการต่อรอง (bargain) ระหว่างบุคคลที่เสมอภาคกัน  ถ้าเราจะถือว่าความคิดของฮอบบส์นี้เป็นการเสนอทฤษฎีแห่งความยุติธรรม (theory of justice) ขึ้นมาทฤษฎีหนึ่งด้วยแล้วล่ะก็ เราก็อาจจะเรียกทฤษฏีแบบนี้ได้ว่าเป็นทฤษฎีที่มองความยุติธรรมในฐานะสิ่งที่ เกิดจากการต่อรองจนได้ประโยชน์ร่วมกัน (justice as mutual advantage)

อย่างไรก็ดี ผู้ที่เห็นด้วยกับแนวคิดทำนองนี้อาจจะเชื่อมั่นจนมองข้ามเรื่องสำคัญบาง เรื่องไปก็ได้  กล่าวคือ เป็นไปได้ว่าบางครั้งอาจจะเกิดสถานการณ์บางอย่างขึ้น ซึ่งในสถานการณ์นั้น คนเราไม่ได้มีความเสมอภาคกันจริงในเรื่องกำลังความสามารถ  ในสถานการณ์ดังกล่าวผู้ที่อ่อนแอกว่าจะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในการต่อรอง  ถ้าเป็นเช่นนี้ แนวคิดดังกล่าวก็อาจจะไม่สอดคล้องกับมโนทัศน์เรื่องความยุติธรรม (justice) ก็ได้  โดยทั่วไปแล้วเราเข้าใจกันอยู่ว่า ถ้าหากจะต้องมีใครถูกบังคับคุกคามจนต้องสูญเสียประโยชน์ขั้นพื้นฐานอันควร พึงได้ไปแล้วล่ะก็ เราก็ไม่ควรยอมให้มีการต่อรองใดๆ เกิดขึ้นภายใต้สถานการณ์ที่ได้เปรียบเสียเปรียบกันจนฝ่ายหนึ่งบังคับคุกคาม อีกฝ่ายหนึ่งได้  กล่าวอีกนัยหนึ่ง ถ้าหากอำนาจทางการเมืองใดไม่ได้ปกป้องผู้ที่อ่อนแอกว่าแล้วล่ะก็ มันก็ไม่น่าจะถือว่าเป็นอำนาจทางการเมืองที่ชอบธรรมได้   การที่เราไม่อาจถือว่าทฤษฎีเรื่องความเสมอภาคกันในด้านกำลังความสามารถของ มนุษย์เป็นทฤษฎีความยุติธรรมไปด้วยในขณะเดียวกันนี้เอง เป็นข้อจำกัดสำคัญของแนวคิดเรื่องความเสมอภาคแบบฮอบบส์  และทำให้มีคนพยายามเสนอความเข้าใจเรื่องความเสมอภาคที่เน้นการเคารพในค่า ทางศีลธรรมของบุคคลทุกคน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายที่มีกำลังความสามารถมากกว่าหรือด้อยกว่าก็ตาม

4. ความเสมอภาคในด้านค่าทางศีลธรรมของบุคคล

ปัญหาของทฤษฎีความยุติธรรมแบบที่ใช้การต่อรองจนได้ประโยชน์ร่วมกัน ที่มาจากความเข้าใจว่ามนุษย์เสมอภาคกันในด้านกำลังความสามารถ ทำให้เราต้องหันมาพิจารณาความเสมอภาคที่มีเนื้อหาเชิงศีลธรรมหรือเชิง ประเมินค่าอยู่ในตัวเอง โดยไม่ลดค่าของความเสมอภาพให้กลายเป็นเพียงเรื่องกำลังความสามารถดังที่ ฮอบบส์พยายามจะทำ ดังจะเห็นได้จากที่มีผู้เสนอให้เข้าใจเรื่องความเสมอภาคในอีกความหมายหนึ่ง กล่าวคือ ‘เสมอภาค’ นั้นหมายความว่า บุคคลทุกคนสมควรที่จะถูกเข้าใจว่ามีค่าในทางศีลธรรมเสมอกัน ดังนั้นจึงสมควรที่จะได้รับการเคารพ (respect) และคำนึงถึงอย่างเท่าเทียมกันในการปฏิบัติต่อเขา เช่น การแบ่งปันผลประโยชน์ทางสังคม

การมองความเสมอภาคแบบนี้ นอกจากจะเป็นทัศนะหลักในแนวคิดทางการเมืองแบบเสรีนิยม (liberalism) ทั้งแนวที่ได้รับอิทธิพลจากอิมมานูเอ็ล คานต์ (Immanuel Kant) และที่ได้รับอิทธิพลจากสำนักประโยชน์นิยม (utilitarian) แล้ว ยังปรากฏในธรรมเนียมทางปรัชญาและศาสนาแนวอื่นๆ อีก ไม่ว่าจะเป็นในแนวคิดทางการเมืองแบบยิวและคริสต์  แบบสโตอิก (Stoic)  หรือแบบขงจื๊อในสำนักเม่งจื๊อ  แม้กระทั่งกระแสความคิดในแวดวงศาสนาอิสลามหรือฮินดูยุคปัจจุบันก็ยังพัฒนา แนวคิดที่เชื่อในค่าในทางศีลธรรมที่หมู่มนุษย์มีอยู่อย่างเท่าเทียมกันขึ้น มา  คำถามที่สำคัญที่เราควรถามก็คือ หลักการเรื่องความเสมอภาคซึ่งสำนักทางปรัชญาที่ได้เอ่ยนามไปยอมรับอยู่อย่าง หลากหลายนั้นสามารถทำให้เราได้รูปแบบการจัดความสัมพันธ์ทางสังคมอย่างเป็น รูปธรรมได้หรือไม่ ถ้าได้ จะเป็นรูปแบบใด?

ก่อนที่จะตอบปัญหาดังกล่าวได้ เราจะต้องทำความเข้าใจความคิดเรื่อง “การทำให้ เกิดความเสมอภาคมากขึ้น” ให้ชัดเจนในระดับหนึ่งเสียก่อน   คำถามสำคัญก็คือ สังคมที่เสมอภาคมากขึ้นคือสังคมแบบใดกัน?  และ สิ่งใดหรือเรื่องใดกันแน่ที่ต้องการให้เกิดความเสมอภาคกัน?  ทรัพยากร หรือสวัสดิการ หรือว่าด้านอื่นใดของชีวิตมนุษย์?  อีกคำถามหนึ่งก็คือเราจะใช้เกณฑ์ลักษณะใดมาตรวจวัดว่า ‘ความเสมอภาค’ ในสังคมแง่ต่างๆ นั้นยังพร่องอยู่ หรือเพิ่มมากขึ้นแล้ว?  ในขณะนี้คำตอบต่อคำถามชุดดังกล่าวมีอยู่อย่างหลากหลาย และอาศัยการอ้างเหตุผลชุดต่างๆ เป็นพื้นฐานในการตอบ

สมมติว่าเราตอบปัญหาชุดข้างต้นได้ เราก็อาจจะต้องพบกับปัญหาอีกชุดหนึ่ง อันเกิดจากในวงการปรัชญาปัจจุบันได้มีผู้เห็นว่าแนวคิดเรื่อง ‘ความเสมอภาคในทางศีลธรรม’ นั้นควรจะถูกใช้เป็นพื้นฐานในการกำหนดนโยบายสาธารณะ  ไปในสองแง่มุมซึ่งเกี่ยวพันกับความเสมอภาคของบุคคลไปในสองลักษณะด้วยกันคือ แนวหนึ่งเน้นเรื่องค่าในทางศีลธรรมที่ทุกคนมีอยู่และควรค่าแก่การเคารพ เหมือนกัน โดยการอ้างเหตุผลแนวหนึ่งมองว่าการเคารพค่าในทางศีลธรรมของบุคคลนั้นสามารถ เป็นเงื่อนไขจำกัดขอบเขตการกระทำของรัฐต่อบุคคลหรือต่อสังคมได้ (เช่นที่ว่า รัฐไม่สามารถให้อภิสิทธิ์กับบางคนโดยทำให้ผู้อื่นต้องเสียสิทธิไปด้วย เพราะเราต้องเคารพคนเท่ากัน)  กับอีกแนวหนึ่งที่สนใจความเสมอภาคของบุคคลโดยเน้นพิจารณาเรื่องทัศนะเกี่ยว กับค่าของตนเอง (self-worth) ที่บุคคลอาจจะมีอยู่แตกต่างกันได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถาบันทางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ ที่บุคคลเหล่านั้นมีส่วนร่วมอยู่  ตามทัศนะแบบหลังนี้ คนแต่ละคนอาจมองว่าตนมีค่ามาก น้อย หรือเท่ากับคนอื่น ได้ในแบบที่แตต่างกัน โดยเลือกให้ความสำคัญกับค่าในแต่ละด้านซึ่งเกี่ยวพันอยู่กับสถาบันทางสังคม ในแต่ละด้าน  เช่น ถ้าคำนึงในด้านเศรษฐกิจแล้ว ความยากจนจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บุคคลสูญเสียที่ตนเองเข้าใจว่าตนมี อยู่ไป  ดังนั้น จึงอาจจะเรียกร้องให้ใช้กลไกของรัฐเข้ามาปรับฐานะทางเศรษฐกิจของเขาให้ดี ขึ้น  ถ้าเราพิจารณาโดยทั่วไปแล้ว  แนวคิดที่เกิดจากการเน้นเข้าใจความเสมอภาคของบุคคลอย่างเกี่ยวเนื่องกับข้อ พิจารณาเรื่องคุณค่าของบุคคลไปในสองลักษณะนี้ (คือ ‘คุณค่าอันควรแก่การเคารพที่บุคคลมีเท่า กัน’ กับ ‘คุณค่าที่บุคคลมองว่าตัวเองมีอยู่โดย ผูกพันกับสถาบันทางสังคมต่างๆ’) ดูจะมีน้ำหนักน่าเชื่อและควรจะเป็นจริงทั้งคู่  แต่เมื่อพิจารณากันให้ดีแล้วดูเหมือนจะยังมีปัญหาด้านความเข้าใจเกี่ยวกับ ความเชื่อมโยงในทางทฤษฎีระหว่างทัศนะเกี่ยวกับความเสมอภาคทางคุณค่าทั้งสอง ทัศนะนั้นอยู่ กล่าวคือทัศนะทั้งสองที่จริง แล้วอาจขัดแย้งกันก็ได้

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราสมมติให้คุณค่าของบุคคลขึ้นอยู่สถาบันทางสังคมที่เขาเข้าไปมีส่วนร่วม โดยมองว่าความยากจนและการกีดกันทางสังคมเป็นสิ่งที่ทำลายค่าของบุคคล  ก็ยังคงไม่ชัดอยู่ดีว่าควรจะยอมให้ปรับสภาพความไม่เสมอภาคในทางเศรษฐกิจและ สังคมดังกล่าว ให้เกิดความเสมอภาคเพิ่มมากขึ้นในสังคมอย่างเป็นการทั่วไปหรือไม่ เพียงใด  เพราะการปรับแต่ละครั้งก็จะไปกระทบกับสัดส่วนในการกระจายผลประโยชน์ทาง เศรษฐกิจที่ดำรงอยู่ ซึ่งในบางครั้งจะทำให้การแจกจ่ายผลประโยชน์นั้นเกิดขึ้นอย่างไม่เป็นธรรมได้  จึงไม่แปลกที่จะมีนักคิดกลุ่มที่เรียกว่า ‘เสรีภาพนิยม’ (Libertarian) วิจารณ์การพยายามเข้าไปปรับสภาพความไม่เสมอภาคในทางเศรษฐกิจดังกล่าว  โดยมองว่าการพยายามสร้างให้เกิดความเสมอภาคทางเศรษฐกิจดังกล่าวนั้น เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเข้าไปจัดการแบ่งสรรทรัพยากรต่างๆ เสียใหม่ ซึ่งในที่สุดแล้ว คนร่ำรวยก็จะมีฐานะเสมือนตกเป็นเครื่องมือหรือสะพานเพื่อให้สังคมบรรลุเป้า หมายบางอย่างเท่านั้น (เช่น เอาภาษีที่คนรวยเสียมากกว่าไปช่วยอุดหนุนคนจน ซึ่งอาจจะไม่ได้เสียภาษีเลยด้วยซ้ำ)   การทำเช่นนี้ย่อมเท่ากับเป็นการกระทำที่อยุติธรรม โดยขัดแย้งหรือไม่สอดคล้องกับการเคารพต่อ ค่า ของบุคคล ตามทัศนะที่เคารพในคุณค่าของบุคคลอย่างเป็นสากลเรียกร้องให้ยึดถืออยู่

อย่างไรก็ดี ถ้าหากทัศนะที่มองว่าค่าของบุคคลขึ้นอยู่กับสถานภาพของบุคคลที่เกี่ยวเนื่อง กับสถาบันทางสังคม สามารถอ้างเหตุผลได้อย่างมีน้ำหนักว่า ทฤษฎีว่าด้วยความยุติธรรม (ในการแบ่งสรรทรัพยากร) ควรจะเดินตามแนวคิดเรื่องค่าของบุคคลที่อิงกับสถานภาพในสถาบันทางสังคมแล้ว  ข้อวิจารณ์จากนักคิดกลุ่มเสรีภาพนิยมที่กล่าวไปนั้น อาจจะดูง่ายไปจนขาดน้ำหนัก  เนื่องจากข้อวิจารณ์ดังกล่าวไม่ได้แสดงให้เห็นว่า เหตุใดการเรียกร้องให้บุคคลกระทำตามข้อบังคับของหลักการว่าด้วยความยุติธรรม ดังกล่าว จึงถือเป็นการไม่เคารพต่อบุคคล หรือใช้เขาเป็นเสมือนเครื่องมือ   อย่างไรก็ตาม ข้อวิจารณ์ของฝ่ายเสรีภาพนิยมดังกล่าว ก็มีคุณูปการในแง่ที่ว่า ช่วยชี้ให้เราเห็นความสำคัญของการสร้างข้อบังคับหรือกติกาขึ้นมาจำนวนหนึ่ง เพื่อที่จะทำให้การปรับการแบ่งสรรทรัพยากรสามารถจะเกิดขึ้นได้อย่างชอบธรรม  รวมทั้งยังเน้นความสำคัญของหลักการที่ว่าโดยทั่วไปแล้วบุคคลทั้งหลายควรจะ ได้รับผลตอบแทนจากน้ำพักน้ำแรงของเขาอย่างเป็นธรรม

นอกจากข้อวิจารณ์ตามแนวเสรีภาพนิยมแล้ว ยังมีผู้เสนอให้เรายอมรับด้วยว่า ตัวหลักการว่าด้วยความเสมอภาคเองนั้นควรจะต้องมองให้เห็นถึงความเป็นไปได้ ที่บางครั้งประโยชน์โดยรวมจะเกิดขึ้นมากกว่าถ้ายอมให้มีความไม่เสมอภาคทาง สังคมในบางลักษณะเกิดขึ้น  จอห์น รอว์ลส์ (John Rawls) ได้พยายามอ้างเหตุผลว่า ในบางกรณี การที่บุคคลมุ่งหวังแต่จะหาผลประโยชน์ให้กับตนเอง แล้วเลือกรูปแบบการแบ่งสรรทรัพยากรที่เท่าเทียมกัน (คือแบ่งให้แต่ละคนในสัดส่วนเท่าๆ กัน) แทนที่จะเลือกรูปแบบที่แบ่งอย่างไม่เท่าเทียม จะถือเป็นการเลือกที่ไม่ชอบด้วยเหตุผล (irrational) หรือไม่ยุติธรรม  ถ้าหากการที่เราเปลี่ยนไปเลือกการแบ่งสรรแบบไม่เท่าเทียมแทนจะสามารถทำให้ คนกลุ่มซึ่งจนที่สุดในสังคมได้รับประโยชน์มากขึ้น

รอว์ลส์ได้เสนอหลักการว่าด้วยความยุติธรรมหลักหนึ่งขึ้นมา โดยอิงอยู่กับแนวคิดพื้นฐานที่ว่าเราต้องมองว่าบุคคลในสังคมการเมืองทั้ง หลายนั้นมีคุณค่าเท่าเทียมกันอย่างเสมอภาค โดยที่คุณค่าดังกล่าวก็คือความเป็นมนุษย์ที่มีเหตุผล มีความปราถนา และเป้าหมายในชีวิตเป็นของตนเอง  ดังนั้นบุคคลไม่ควรถูกพิจารณาแบ่งทรัพยากรและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ให้ บนหลักการที่นำเอาปัจจัยแวดล้อมซึ่งเกิดจากความบังเอิญใดๆ มาใช้เป็นฐานในการแบ่งสรรทรัพยากรและผลประโยชน์  อย่างไรก็ตามในสภาพที่เป็นอยู่นั้นสมาชิกในสังคมมีสถานภาพและฐานะแตกต่าง กันมาก ความแตกต่างดังกล่าวซึ่งเกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ(เช่น เกิดในครอบครัวที่มีฐานะต่างกัน  มีโอกาสด้านการศึกษา มีโอกาสประกอบอาชีพ มีพรสวรรค์ และความสามารถที่ติดตัวมาแต่กำเนิด ฯลฯ ต่างกัน )  จะมีผลทำให้ถึงแม้แต่ละคนจะได้รับการจัดสรรประโยชน์หรือสิทธิต่างๆ ให้ในสัดส่วนที่เท่ากัน  ประโยชน์ที่เขาได้รับจริงๆ ก็จะมีระดับความสำคัญหรือคุณค่ากับแต่ละคนไม่เท่าเทียมกันอยู่ดี  เช่น คนจนหรือคนที่เสียเปรียบอยู่ในสังคมก็ย่อมมีโอกาสใช้ประโยชน์จากผลประโยชน์ ที่ได้รับการแบ่งสรรค์ให้น้อยกว่าคนรวย  เขาอาจจะต้องเอาผลประโยชน์ที่ได้ไปใช้หนี้ แทนที่จะสามารถนำไปลงทุนเพื่อแสวงหากำไรเพิ่มขึ้นเหมือนคนที่เป็นนายทุนได้

ดังนั้น ผู้ที่กำลังแสวงหาหลักการของการจัดสรรทรัพยากรที่ยุติธรรม และเชื่อมั่นในเรื่องความเสมอภาคกันในทางศีลธรรมของทุกคนควรจะต้องคิดถึง สถานการณ์ของการแบ่งสรรทรัพยากรในหมู่คนที่เสมอภาคกัน ที่มีลักษณะเป็นสถานการณ์ในอุดมคติหรือในจิตนาการ (แทนที่จะพิจารณาแบ่งสรรทรัพยากรภายใต้กรอบของข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่) ในสถานการณ์ดังกล่าว เราจะต้องไม่นำเอาคุณสมบัติที่บุคคลอาจมีไม่เท่ากันโดยบังเอิญ (เช่น ฐานะทางเศรษฐกิจ ตำแหน่งหน้าที่ทางสังคม หรือ ชาติกำเนิด ฯลฯ) มาใช้เป็นหลักพิจารณาแบ่งสรรทรัพยากร  สิ่งเดียวที่นำมาคำนึงถึงได้ คือสถานะของความเป็นมนุษย์ผู้มีเหตุผลและมีเป้าหมายชีวิตเป็นของตนเอง อันเป็นสิ่งที่สมาชิกทุกคนในสถานการณ์ของการแบ่งสรรนั้นมีอยู่เท่าๆ กัน  รอว์ลส์เรียกการตัดสินใจในลักษณะดังกล่าวนี้ว่าการตัดสินใจภายใต้ ‘ม่านแห่งความไม่รู้’ (veil of ignorance)

รอว์ลส์เชื่อว่า คนที่มีเหตุผลทุกคนเมื่อตัดสินใจเลือกการแบ่งสรรทรัพยากรภายใต้ม่านแห่งความ ไม่รู้ซึ่งเป็นสถานสถานการณ์ในอุดมคติ พวกเขาจะต้องตัดสินใจตามหลักการที่เรียกว่า ‘เมื่อมีน้อย ที่สุดจะได้มากที่สุด’ (maximin)  กล่าวคือ ผู้มีเหตุผลจะเลือกรูปแบบการแบ่งสรรทรัพยากรที่ยอมให้คนที่เสียเปรียบที่สุด (เช่น จนที่สุด หรือเกิดมาด้อยโอกาสที่สุด) มีโอกาสที่จะได้รับการแบ่งสรรทรัพยากรในสัดส่วนที่มากกว่าคนที่ได้เปรียบ  เหตุก็เพราะภายใต้ม่านแห่งความไม่รู้นั้น เราไม่อาจทราบได้ว่าเมื่อเปิดม่านออกมาแล้ว เราจะมีสถานภาพโดยเปรียบเทียบจริงๆ เป็นอย่างไร เราอาจจะบังเอิญเกิดมาเป็นคนจนหรือคนพิการก็ได้  ดังนั้นตามความเข้าใจของรอว์ลส์แล้ว การยืนอยู่บนหลักการแห่งความเสมอภาคกันของค่าในทางศีลธรรมของบุคคลทั้งหลาย สามารถจะไปกันได้กับการยอมให้มีความไม่เสมอภาคหรือไม่เท่าเทียมบางประการใน เรื่องของการแบ่งสรรทรัพยากรหรือสวัสดิการในสังคมได้

อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่อาจจะมีได้กับทัศนะแบบของรอว์ลส์ก็คือ การที่เราตั้งเป้าที่จะหาหลักการแห่งความยุติธรรม (ในการแบ่งสรรทรัพยากร) ด้วยความเชื่อมั่นในเรื่องความเสมอภาคกันทางด้านศีลธรรมของบุคคลนั้น ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ มีเหตุมีผล จริงหรือไม่  บางทีประเด็นสำคัญอาจจะอยู่ที่ความจริงเกี่ยวกับความเป็นบุคคลของเรา  มีนักคิดหลายคนพยายามจะเสนอว่าความเป็นบุคคลหรือการมองว่าเราเป็นใครนั้น เป็นผลมาจากความผูกพันที่เราสร้างขึ้นกับบุคคลหรือสังคมที่แวดล้อมตัวเรา อยู่ (กับสถานที่ หรือกับสถาบันต่างๆ)  ดังนั้นการตระหนักเห็นถึงคุณค่าของตัวเราจึงขึ้นอยู่กับความผูกพันที่มี ความหมายต่อเราเป็นการเฉพาะบุคคล ซึ่งอาจจะมีอยู่อย่างแตกต่างจากคนอื่นๆ มากจนทำให้เรามีขีดจำกัดในการที่จะเข้าไปมีจุดยืนอย่างเป็นกลาง (คือปลอดจากอคติใดๆ) ในการคำนึงถึงผลประโยชน์ของบุคคลอื่น  ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ ถ้าหากว่าเราถือว่ามนุษย์ทุกคนมีค่าในทางศีลธรรมเสมอกันแล้ว การจัดการแบ่งสรรทรัพยากรเสียใหม่ในระดับนานาชาติก็ควรจะเกิดขึ้น กล่าวคือเราจะต้องแบ่งสรรทรัพยากรกับคนทั้งโลก ไม่ใช่เฉพาะแต่ในประเทศของเรา  แต่ที่การณ์ดังกล่าวไม่เกิดขึ้นก็เป็นเพราะว่าเรามีความผูกพันเป็นการส่วน ตัวอยู่กับชุมชนทางการเมืองที่เราเป็นสมาชิกอยู่  พูดอีกนัยหนึ่งคือ เราไม่ได้เลือกกติกาของการแบ่งสรรทรัพยากรภายใต้ม่านแห่งความไม่รู้จริงๆ  เพราะอย่างน้อยเราเลือกโดยเข้าใจตัวเองเสมอว่าเป็น ‘คน…’ หรือเป็น ‘ชาว…’ อะไรบางอย่าง  ดังนั้น คำถามที่ว่าเราสามารถเลือกหลักการแห่งความยุติธรรมภายใต้ม่านแห่งความไม่รู้ ได้จริงหรือไม่?  และควรจะเลือกภายใต้สถานการณ์เช่นนั้นหรือไม่? ก็ยังเป็นคำถามที่ท้าทายให้หาคำตอบอยู่ในทุกวันนี้

เราจะสังเกตได้ว่าทั้งทัศนะของพวกเสรีภาพนิยม  ทัศนะของรอว์ลส์  รวมถึงทัศนะของผู้ที่คิดว่าความเป็นบุคคลนั้นผูกพันฝังแน่นอยู่กับชุมชนแวด ล้อมนั้น ล้วนไม่ได้พยายามหักล้างหลักการเรื่องความเสมอภาคด้วยการเสนอให้ใช้หลักใน การจัดการสังคมแบบอื่น  หากแต่ต่างพยายามจะหาทางพัฒนาความเชื่อเรื่องความเสมอภาคทางศีลธรรมของบุคคล ไปสู่หลักการเรื่องความยุติธรรมซึ่งไม่ได้เรียกร้องให้ต้องแจกจ่ายสิทธิและ ทรัพยากรในสังคมอย่างเท่าเทียมกัน    สิ่งที่ทัศนะเหล่านี้แตกต่างต่างกันจริงๆ ก็คือพัฒนาหลักการแห่งความเสมอภาคกัน (ในทางศีลธรรม)  รวมถึงหลักแห่งความยุติธรรม ไปในลักษณะหรือทิศทางที่แตกต่างกัน

จากประเด็นถกเถียง กันดังกล่าว ทางออกที่อาจจะเป็นไปได้ทางหนึ่งก็คือ เราจะต้องพยายามลดความเข้มงวดในการดึงข้อสรุปจากหลักการเรื่องความเสมอภาค ทางศีลธรรมลง เช่น ต้องเข้าใจว่าหลักการดังกล่าวไม่ได้หมายความด้วยว่า สิทธิหรือผลประโยชน์ของบุคคลจะต้องถูกทำให้เท่ากันทั้งหมด แต่อาจจะหมายความเพียงว่า การแจกจ่ายทรัพยากรดังกล่าวจะต้องถูกกระทำอย่างไม่มีการเลือกที่รักมักที่ ชัง (discrimination) จนเกิดการได้เปรียบเสียเปรียบกันอย่างไม่เป็นธรรม  หรือในอีกทางหนึ่งเราอาจจะต้องเข้าใจว่าหลักการเรื่องความเสมอภาคนั้น เรียกร้องเพียงให้บุคคลทั้งหลายได้รับโอกาสอย่างเสมอภาคในการเข้าถึงผล ประโยชน์ในทางสังคมและเศรษฐกิจที่มีอยู่อย่างไม่เท่ากัน  มีชุดการอ้างเหตุผลที่น่าสนใจอันหนึ่งซึ่งยืนอยู่บนความเข้าใจแบบหลังนี้  โดยมองว่าสิ่งที่เราควรปฏิเสธจริงๆ คือความไม่เสมอภาคชนิดที่มีแนวโน้มว่าจะทำให้ความได้เปรียบเสียเปรียบนั้น สะสมและกระจุกตัวอยู่กับมิติด้านใดด้านหนึ่งของชีวิต หรือกระจุกตัวอยู่กับคนบางกลุ่ม  มิใช่ ปฏิเสธความไม่เสมอภาคในทุกด้าน  ข้อสรุปประการหนึ่งของการอ้างเหตุผลแนวนี้ก็คือ ความไม่เสมอภาคกันซึ่งสังคมควรทำให้ลดลงหรือกำจัดให้หมดไปนั้นมีเพียงบาง ชนิดหรือบางด้านเท่านั้น เช่น ด้านที่เกี่ยวกับการเข้าถึงบริการทางด้านสาธารณะสุขและการศึกษา เป็นต้น

ประเด็นสำคัญอีกประเด็นหนึ่งก็คือ หากแนวคิดเรื่องพหุวัฒนธรรมเป็นจริง  คือแต่ละสังคม ชุมชน สามารถจะมีวัฒนธรรมแตกต่างกันได้หลายๆ วัฒนธรรมในสังคมเดียวกัน  และสามารถที่จะมีระบบหรือมาตรฐานเกี่ยวกับคุณค่าแตกต่างกันไปอย่างหลากหลาย ได้  อีกทั้งไม่มีระบบคุณค่าหรือมาตรฐานทางคุณค่าใดถูกต้องเหมาะสมกว่าระบบหรือ มาตรฐานอื่น  ‘ความเสมอภาค’ ซึ่งถือเป็นคุณค่าคุณค่าหนึ่ง  ก็ย่อมสามารถมองว่าอาจจะถูกเข้าใจไปได้อย่างหลากหลาย  กล่าวคือ แต่ละวัฒนธรรมก็อาจเข้าใจว่าอะไรเรียกว่า ‘ความเสมอภาค’ ไปได้ต่างแบบกัน  และไม่มีความเข้าใจแบบไหนที่ถูกต้องเหมาะสมกว่าแบบอื่น  ดังนั้นเราก็อาจจะต้องเข้าใจเสียใหม่ว่า บุคคลคนหนึ่งนั้น สามารถมีจุดยืนในทางการเมืองได้มากกว่าหนึ่งแบบหรือหนึ่งชุด (ในตัวของคนคนเดียวกัน) เนื่องจากเขาอาจจะเป็นสมาชิกของหลายวัฒนธรรมในแบบเดียวกัน  ปัญหาก็คือ หากแนวคิดเรื่องความเสมอภาคของแต่ละวัฒนธรรมนั้นมีเนื้อหาต่างกันมาก หรือเรียกร้องให้กระทำบางอย่างไปในทางตรงข้ามกัน บุคคลผู้นั้นควรจะตัดสินใจเช่นไร

ถ้าเรายอมรับว่าความเข้าใจในย่อหน้าที่แล้วเป็นจริงหรือควรจะเป็นจริง เราก็ต้องยอมรับด้วยว่าหลักการเรื่องความเสมอภาคที่เป็นสากล หรืออย่างน้อยที่สามารถใช้ได้ร่วมกันในชุมชนทางการเมืองชุมชนเดียวกันนั้น ไม่มีทางจะหาได้หรือเกิดขึ้นได้  มีผู้พยายามจะแก้ปัญหาดังกล่าวนี้ โดยยอมรับแนวคิดเรื่องพหุวัฒนธรรมของแต่ละบุคคลหรือชุมชน แต่มีเงื่อนไขว่า จุดยืนทางศีลธรรมหรือการเมืองทุกแบบที่แต่ละบุคคลถืออยู่ ต้องยืนอยู่บนหลักการที่คำนึงถึงความเสมอภาคในด้านค่าทางศีลธรรมของมนุษย์ เหมือนกัน  ส่วนการตัดสินใจเลือกว่าในกรณีใดเราควรจะมีจุดยืนแบบใดนั้น จะต้องอาศัยทฤษฎีทางสังคมในระดับที่กว้างขึ้นมาพิจารณา เช่น อาจจะต้องมาถกเถียงกันว่าในประเด็นเฉพาะแต่ละเรื่องนั้น มีเงื่อนไขอะไรบ้างที่เราจะต้องนำมาทบทวนดูว่าการจัดการกับบุคคลอย่าง ‘ไม่เสมอภาค’ ในประเด็นนั้นหรือเรื่องนั้นสามารถจะเกิดขึ้นได้หรือไม่บนฐานใหญ่ของการ เคารพต่อความเสมอภาคของบุคคลในแง่ของค่าทางศีลธรรม   หรือบางครั้งเราอาจต้องตัดสินใจว่า การให้ ‘ค่าทางศีลธรรม’ แก่บุคคลเสมอกันนั้นมีความหมายเน้นไปในทางใดกันแน่ เช่น ระหว่างให้น้ำหนักกับการได้รับผลตอบแทนน้ำพักน้ำแรงของตนอย่างเต็มเม็ดเต็ม หน่วยกับการเข้ามีสิทธิได้รับส่วนแบ่งจากประโยชน์สาธารณะร่วมกันอย่างเท่า เทียม

การมีข้อคำนึงเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเลือกว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ เห็นด้วยกับแนวคิดเรื่อง ‘ความเสมอภาคด้านคุณค่าทางศีลธรรม’ อย่างเป็นขาวเป็นดำ แต่หมายความว่าการตัดสินใจในทางปฏิบัติยังอาจเป็นไปได้หลายๆ ทางบนพื้นฐานทางคุณค่าร่วมกัน  ทั้งนี้ สิ่งที่จำเป็นต้องทำก็คือการสนทนาถกเถียงเพื่อหาทางเลือกในเชิงปฏิบัติที่ เหมาะสมที่สุดทั้งกับตนเองและกับคนอื่นซึ่งก็ล้วนเชื่อมั่นใน ‘ความเสมอภาค’ ทางศีลธรรมของมนุษย์

5. ข้อท้าทายต่างๆ ที่มีต่อแนวคิดเรื่องความเสมอภาค

เท่าที่ผ่านมามีข้อวิจารณ์หรือการอ้างเหตุผลเพื่อโต้แย้งแนวคิดเรื่องความ เสมอภาคอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งจะได้นำเสนอให้เห็นเป็นตัวอย่างคร่าวๆ ในส่วนนี้   ข้อโต้แย้งหนึ่งยกเอาความเชื่อที่ว่าถ้าหากมีการแบ่งสรรทรัพยากรให้เท่า เทียมกันมากขึ้นแล้ว ก็จะทำให้ผู้ที่สามารถสร้างผลผลิตได้มากกว่าขาดแรงจูงใจในการทำงาน (เพราะเก่งกว่าและเหนื่อยกว่าแต่อาจได้ค่าจ้างในอัตราที่เท่ากันหรือน้อย กว่าคนที่เก่งน้อยกว่าและเหนื่อยน้อยกว่า)  ส่วนผู้ที่มีความสามารถในการสร้างผลผลิตได้ต่ำ ก็จะจะขาดแรงจูงใจเช่นกัน (เพราะไม่จำเป็นจะต้องขยันทำงานขึ้นเพื่อให้ได้ค่าตอบแทนเพิ่มมากกว่าคน อื่น)  ถ้าเป็นเช่นนี้ผลลบก็จะตกกับสังคมทั้งหมดโดยรวม   ถ้ามองในแง่หนึ่งแล้วปัญหาดังกล่าวนี้เป็นปัญหาในทางปฏิบัติ ที่ผู้มีอำนาจกำหนดนโยบายจะต้องเลือกชั่งน้ำหนักหาจุดที่สมดุลที่คิดว่าควร จะเป็น ระหว่างประสิทธิภาพทางการผลิตที่มากว่า หรือความเสมอภาคกันที่มากขึ้น  หลักการของรอว์ลส์ที่ยอมให้มีความไม่เท่าเทียมกันเกิดขึ้นได้ ถ้าหากว่ามีแล้วจะทำให้ผู้ที่เสียเปรียบที่สุดเป็นฝ่ายได้ประโยชน์มากที่สุด อาจจะถือเป็นทางเลือกหนึ่ง ในการประนีประนอมระหว่างจุดเน้นสองด้านที่เกิดปัญหาขึ้นดังกล่าว  หรือบางทีปัญหาเรื่องการขาดแรงจูงใจนั้นอาจจะแก้ได้โดยการนำเอามาตรการในการ จัดเก็บภาษีแบบพิเศษบางอย่างมาใช้ ซึ่งประเด็นนี้เป็นเรื่องทางเทคนิค

เหตุผลโต้แย้งต่อหลักการเรื่องความเสมอภาคอีกอันหนึ่งก็คือ หลักการว่าด้วยความดีความชอบ (merit) หรือ สิ่งที่บุคคลสมควรที่จะได้รับ (desert)  หลักการดังกล่าวนี้โต้แย้งกับแนวคิดเรื่องความเสมอภาคโดยตรง โดยเสนอว่าทรัพยากรและผลประโยชน์นั้นควรจะถูกแบ่งสรรอย่างเป็นสัดส่วนกับ คุณสมบัติหรือความสามารถของบุคคลแต่ละคน  ดังเช่นที่อาริสโตเติล (Aristotle) กล่าวไว้ว่า นักเป่าขลุ่ยที่ดีที่สุดก็สมควรได้รับขลุ่ยที่ดีที่สุดด้วย  อย่างไรก็ตาม แนวคิดเรื่องสิ่งซึ่งบุคคลสมควรจะได้รับดังกล่าวนี้ก็ใช่ว่าจะไม่มีปัญหาใน ตัวเอง  กล่าวคือการนำหลักการดังกล่าวนี้ไปใช้จะต้องคำนึงเสมอว่า แต่ละเรื่อง แต่ละชุมชน แต่ละบริบทนั้นก็มีวิธีเข้าใจว่าอะไรเป็นมาตรฐานในการตัดสินความดีความชอบ ของบุคคลแตกต่างกันออกไป (วงดุริยางค์วงหนึ่งอาจจะมีมาตรฐานที่ใช้ประเมินผลงานของนักดนตรีไม่เหมือน กับวงอื่นก็ได้)  ดังนั้นจึงไม่อาจจะใช้หลักการดังกล่าวแบบเหมารวมกับทั้งสังคมหรือทุกสังคม ได้

ข้อท้าทายประการสุดท้ายที่จะกล่าวถึงในที่นี้ ก็คือข้อท้าทายที่มาจากแนวคิดที่เชื่อในเรื่องความแตกต่าง (difference)  โดยแนวคิดแบบนี้เข้าใจว่าหลักการเรื่องความเสมอภาคเรียกร้องให้เราต้องมี รูปแบบการปฏิบัติต่อบุคคลทั้งหลายเป็นแบบฉบับแบบเดียวกัน (uniformity of treatment)  ในขณะที่จริงๆ แล้วผลประโยชน์ต่างๆ ที่มีอยู่ในสังคมนั้นมีความสำคัญกับแต่ละบุคคล หรือกลุ่มคน อย่างหลากหลาย แตกต่างกัน (การปฏิบัติอย่างเดียวกันอาจจะถูกเข้าใจว่าเป็น ‘ผลประโยชน์’ จากคนกลุ่มหนึ่ง แตกต่างจากอีกกลุ่ม)  ดังนั้นการตัดสินใจในนโยบายสาธารณะในเรื่องบางเรื่อง แทนที่จะถือหลัก ‘หนึ่งคน หนึ่งคะแนนเสียง’ ก็ควรจะให้น้ำหนักกับเสียงของคนบางกลุ่มมากกว่ากลุ่มอื่นเป็นพิเศษ  เช่น การให้สิทธิกับเหล่าสตรีในการมีสิทธิออกเสียงยับยั้ง (veto) กฎหมายที่เกี่ยวกับการทำแท้ง เป็นต้น

ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่า จะสามารถนำเอาหลักการเรื่องความแตกต่างมาโต้แย้งหลักการเรื่องความเสมอภาค ได้มากน้อยเพียงไร  เนื่องจากเราจะเห็นได้ว่า ข้อเรียกร้องให้คำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกคนในสังคมอย่างเสมอภาคนั้น สามารถจะเกิดขึ้นได้พร้อมๆ กับการตระหนักว่าในเรื่องบางเรื่องหรือบางประเด็นปัญหา ผลประโยชน์ของกลุ่มบางกลุ่มนั้นมีความเกี่ยวพันกับเรื่องหรือประเด็นปัญหา ดังกล่าวมากกว่ากลุ่มอื่นๆ  เราจะเห็นได้จากพิทักษ์สิทธิของบางชุมชน ที่จะให้พวกเขาได้ตัดสินใจในเรื่องที่มีผลกระทบต่อพวกเขาเองเป็นพิเศษ  ดังนั้น ถ้าเราทำให้ทั้งสังคมรับรู้เข้าใจร่วมกันถึงหลักการดังกล่าวนี้ได้อย่างไม่ สงวนสิทธิไว้กับคนเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแล้ว หลักการเรื่องความเสมอภาคก็สามารถไปด้วยกันได้โดยไม่ขัดแย้งกับการให้สิทธิ ให้เสียงเป็นพิเศษกับคนบางกลุ่ม

ถึงแม้ว่าจะมีข้อท้าทายต่างๆ เหล่านี้อยู่ หลักการเรื่องความเสมอภาคก็ยังถือเป็นหลักการที่สำคัญหลักการหนึ่งในแวดวง ความคิดทางการเมืองสมัยใหม่  แต่ความสำคัญดังกล่าวก็หมายความด้วยว่าการอภิปรายถกเถียงเกี่ยวกับความหมาย ที่แท้จริงและนัยยะต่างๆ ของมันนั้นจะยังคงเกิดขึ้นต่อไปอีกเรื่อยๆ ในอนาคต

พุฒวิทย์ บุนนาค (ผู้เรียบเรียง)

เรียบเรียงจาก

  • ·
Weale, Albert. Equality. In Edward Craig (ed.). Routledge Encyclopedia of Philosophy [CD-Rom Version 1.0].

เอกสารค้นคว้าเพิ่ม เติม

  • ·
Aristotle. The Politics. Trans. H. Rackham. Cambridge, MA: Harvard University Press, London: Heinemann, 1932. (ใน เล่มที่ 5 อาริสโตเติ้ลได้เสนอความคิดเรื่องความเสมอภาคและ ความไม่เสมอภาคในถานะของเหตุแห่งการปฏิวัติทางการเมือง)
  • ·
Barry. B. M. 1989. Theories of Justice. London: Harvester Wheatsheaf. (บทอภิปรายขนาด ยาวเกี่ยวกับนัยยะต่างๆ ของความเสมอภาค รวมถึงเสนอการอ้างเหตุผลสนับสนุนความยุติธรรมทางสังคมที่วางอยู่บนความเท่า เสมอภาคในด้านกำลังความสามารถของบุคคล และจุดอ่อนต่างๆ ของมัน)
  • ·
Dworkin, R. 1981(a). What is Equality? Part 1: Equality of Welfare. Philosophy and Public Affairs 10 (3): 185-246. (หนึ่งใน สองบทความที่พยายามยามจะเสนอว่าความเสมอภาคควรจะเป็นเรื่องของการควบคุม ทรัพยากร ไม่ใช่สวัสดิการ)
  • ·
Dworkin, R. 1981(b). What is Equality? Part 2: Equality of Resources. Philosophy and Public Affairs 10 (4): 283-345. (บท ความชิ้นที่สองของริชาร์ด ดวอร์กิ้นที่พยายามยามจะเสนอว่าความเสมอภาคควรจะเป็นเรื่องของการควบคุม ทรัพยากร ไม่ใช่สวัสดิการ)
  • ·
Goodin, R. E. 1985. Protecting the Vulnerable. Chicago, lL, and London: University of Chicago Press. (บท วิเคราะห์ความเข้าใจเบื้องต้นที่ว่า ความไม่เสมอภาคกันในด้านกำลังความสามารถนั้นไม่ควรจะถูกใช้ไปในทางที่ผิด)
  • ·
Hart, H. L. A. 1962. The Concept of Law. Oxford: Clarendon Press. (บทที่ 8 เป็นถ้อยแถลงที่ดีที่สุดในยุคใหม่ เกี่ยวกับนัยยะต่างๆ ของทัศนะที่เชื่อในเรื่องความเสมอภาคกันในด้านกำลังความสามารถ ที่ได้พูดถึงไปในหัวข้อที่ 3)
  • ·
Hobbes, T. 1651. Leviathan. Ed. M. Oakeshott. Oxford: Blackwell. (เสนอการ อ้างเหตุผลที่ว่ามนุษย์นั้นโดยทั่วไปแล้วมีความเสมอภาคกันในด้านกำลังความ สามารถ และพยายามดึงเอาข้อสรุปต่างๆ ออกมา)
  • ·
Hume, D. 1742. Enquiries Concerning Human Understanding and Concerning the Principles of Morals. Ed. L. A. Selby-Bigge and P. H. Nidditch. Oxford: Clarendon Press, 3rd edition, 1975. (แสดงให้เห็นว่าความเสมอภาคกันในด้านกำลัง ความสามารถนั้นเป็นตัวอย่างหนึ่งความยุติธรรม)
  • ·
Kymlicka, W. 1990. Contemporary Political Philosophy. Oxford: Clarendon Press. (เสนอว่าคำอธิบายเรื่องความยุติธรรมแนว หลักๆ ในปัจจุบันนั้น ล้วนเป็นแนวคิดที่มีจุดเน้นอยู่ที่ความเสมอภาค ในแง่ที่มองเห็นว่าบุคคลทุกคนมีสถานะเท่าเทียมกัน)
  • ·
Nagel, T. 1979. Equality. In Mortal Questions. Cambridge: Cambridge University Press, pp. 106-127. (เสนอว่าความเสมอ ภาคเกี่ยวข้องกับกระบวนการตัดสินใจทางสังคม ที่มุ่งสะท้อนทัศนะของกลุ่มบุคคลผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจนั้นเป็น สำคัญ)
  • ·
Nagel, T. 1991. Equality and Partiality. Oxford: Oxford University Press. (เป็นที่มา ของแนวการอ้างเหตุผลที่เสนอไปในหัวข้อที่ 4 ที่ว่าความเสมอภาคอาจจะไปขัดแย้งกับการตระหนักว่าความเป็นบุคคลของเรานั้น ผูกพันอย่างเป็นการเฉพาะกับชุมชนและเงื่อนไขแวดล้อมต่างๆ)
  • ·
Nozick, R. 1974. Anarchy, State and Utopia. Oxford: Blackwell. (บทที่ 2 เป็นการนำเสนอเหตุผลของพวกเสรีภาพนิยม เพื่อโต้แย้งการทำให้เกิดความเสมอภาคในด้านรายได้และผลประโยชน์ โดยวางอยู่บนพื้นฐานความเข้าใจบุคคลในแบบของคานต์)
  • ·
Nussbaum, M. and Sen, A. 1993. The Quality of Life. Oxford: Clarendon Press. (เป็นงานรวบรวมทัศนะวิจารณ์ต่างๆ ในประเด็นเกี่ยวกับมาตรการที่ควรจะเป็นในการแบ่งสรรทรัพยากรเสียใหม่)
  • ·
Rawls, J. 1972. A Theory of Justice. Oxford: Clarendon Press. (งานปรัชญาการเมือง ชิ้นคลาสสิคแห่งศตวรรษที่ 20 อันเป็นที่มาของแนวการอ้างเหตุผลในหัวข้อที่ 4 ที่ว่า ความไม่เสมอภาคสามารถเกิดขึ้นได้อย่างเป็นธรรม ถ้าหากจะทำให้ผู้ที่เสียเปรียบที่สุดนั้นได้ประโยชน์ในสัดส่วนที่มากกว่าผู้ อื่น)
  • ·
Vlastos, G. 1962. Justice and Equality. In R. B. Brandt (ed.). Social Justice. Englewood Cliffs, NJ: Prentice Hall. (ถ้อย แถลงที่ชัดเจนและงดงามของทัศนะที่ให้นำหนักกับค่าในทางศีลธรรมที่บุคคลมี อยู่อย่างเสมอภาคกัน)
  • ·
Walzer, M. 1983. Spheres of Justice. Oxford: Martin Robertson. (ถ้อยแถลงของทัศนะ ที่มองว่า สิ่งที่เราควรปฏิเสธคือความไม่เสมอภาคกันซึ่งสะสมและกระจุกตัวอยู่กับคน บางกลุ่ม ไม่ใช่ความไม่เสมอภาคกันในทุกเรื่องทุกมิติ)
  • ·
Williams, B. 1962. The Idea of Equality. In P. Laslett and W. G. Runciman (eds.). Philosophy, Politics and Society. Second series. Oxford: Blackwell. (ถ้อยแถลงหนึ่ง ของทัศนะที่ให้นำหนักกับค่าในทางศีลธรรมที่เสมอกันของบุคคล   โดยมีข้ออ้างที่น่าสนใจเกี่ยวกับฐานของการปฏิบัติที่ถูกมองว่าเป็นเรื่อง ซึ่ง ‘ไม่เกี่ยวข้อง’)
  • ·
Young, I. M. 1991. Justice and the Politics of Difference. Princeton, NJ: Princeton University Press. (ถ้อยแถลงของ ทัศนะที่ตั้งคำถามกับสมมติฐานที่เป็นสากลเรื่องความเสมอภาคของความเป็น พลเมือง จากจุดยืนของผู้ที่เชื่อในเรื่องความแตกต่าง)

แหล่งที่มา http://www.philospedia.net/

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: