ปรัชญา และ ศาสนา

Philosophy and Theology (www.saengtham.tk)

การให้เหตุผลสนับสนุนความเชื่อ – Epistemic Justification

Posted by JinSon on June 16, 2010

การให้เหตุผลสนับสนุนความเชื่อ

Epistemic Justification

1. บทนำ
2. การให้เหตุผลสนับสนุนที่เกี่ยวกับความเชื่อ-การให้เหตุผลสนับสนุนที่ไม่ เกี่ยวกับความเชื่อ (Epistemic and
Non-Epistemic Justification)
3. มูลฐานนิยมและสหนัยนิยม (Foundationalism and Coherentism)
4. ภายในนิยมและภายนอกนิยม (Internalism and Externalism)
5. Probabilism
6. ญาณวิทยาเชิงธรรมชาติ (Naturalized Epistemology)
เรียบเรียงจาก
เอกสารค้นคว้าเพิ่มเติม
คำที่เกี่ยวข้อง

1. บทนำ

คำว่า “การให้เหตุผลสนับสนุน” มีการใช้กันทั่วไปในญาณวิทยา คำดังกล่าวเป็นคำที่อยู่ในกลุ่มเดียวกับคำเชิงบรรทัดฐานต่างๆ เช่น ได้รับการยืนยัน มีเหตุมีผล แต่ก็มิได้มีข้อตกลงร่วมกันว่าคำเหล่านั้นมีความหมายเหมือนกัน แม้นักญาณวิทยาบางคนก็ใช้คำนี้แทนที่กันได้ แต่บางคนก็เห็นว่าแต่ละคำมีความแตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม เป็นที่ยอมรับกันว่า “ความเชื่อ” คือสิ่งที่คำเหล่านี้บ่งถึง  ซึ่งนักญาณวิทยาสนใจว่าอะไรทำให้ความเชื่อถูกให้เหตุผลสนับสนุน ประพจน์ ข้อความ ข้ออ้าง สมมติฐาน และทฤษฎี สามารถกล่าวได้ว่าถูกให้เหตุผลสนับสนุน

จากประวัติปรัชญา มีการให้เหตุผลสนับสนุนความเชื่อที่สำคัญอยู่ 2 แนวทางคือ มูลฐานนิยม (foundationalism) และสหนัยนิยม (coherentism) โดยมูลฐานนิยมอธิบายว่า การให้เหตุผลสนับสนุนมีโครงสร้างเป็นลำดับชั้น กล่าวคือ ความเชื่อบางความเชื่อเป็นความเชื่อพื้นฐานที่มีเหตุผลสนับสนุนในตัวเอง บางความเชื่อถูกให้เหตุผลสนับสนุนโดยความเชื่อพื้นฐานเหล่านั้น นักสหนัยนิยมปฏิเสธว่ามีความเชื่อใดๆ ที่มีเหตุผลสนับสนุนตนเอง และเสนอว่าความเชื่อถูกให้เหตุผลสนับสนุนในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบความ เชื่อซึ่งให้เหตุผลสนับสนุนกันและกัน นักมูลฐานนิยมและนักสหนัยนิยมส่วนใหญ่จัดอยู่ในกลุ่มแนวคิดภายในนิยม (internalism) ที่อ้างว่าเงื่อนไขใดๆ ที่ตัดสินว่าความเชื่อจะถูกให้เหตุผลสนับสนุนนั้นเป็นเงื่อนไขภายใน ตัวอย่างเช่น ความเชื่อและประสบการณ์ที่คนมี ส่วนแนวคิดภายนอกนิยม (externalism) โต้แย้งว่าเราไม่สามารถตัดสินว่าความเชื่อถูกให้เหตุผลสนับสนุนโดยปราศจาก การพิจารณาสภาพแวดล้อมภายนอกของผู้เชื่อ  ช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 20 แนวคิดภายนอกนิยมเกิดขึ้นในฐานะทางเลือกที่ใช้โต้แย้งภายในนิยม รูปแบบที่มีอิทธิพลของภายนอกนิยมคือ reliabilism

แนวทางอื่นๆ ที่ท้าทายมูลฐานนิยมแบบดั้งเดิมและสหนัยนิยมคือ probabilism ซึ่งอธิบายว่าความรู้ถูกให้เหตุผลสนับสนุนอย่างเป็นระดับ กล่าวคือ เราไม่สามารถยืนยันได้เพียงว่าเชื่อหรือไม่เชื่อ แต่เราสามารถยืนยันในลักษณะเช่น “มีความเป็น ไปได้ระดับหนึ่ง” “มีความเป็นไปได้มากที่จะเชื่อ” และอีกแนวทางหนึ่งก็คือกลุ่มนักญาณวิทยาเชิงธรรมชาติ กลุ่มนี้จะเห็นว่าทั้งมูลฐานนิยม สหนัยนิยม และ probabilism นั้นยืนยันเกินไปเกี่ยวกับทฤษฎีก่อนประสบการณ์ นักญาณวิทยาเชิงธรรมชาติเห็นว่าเราสามารถหาเหตุผลสนับสนุนความเชื่อได้โดย อาศัยวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือช่วย กลุ่มนักญาณวิทยาธรรมชาติแบบสุดโต่งนั้นเห็นว่าคำถามเดิมของญาณวิทยาทั้งหมด สามารถตอบได้ด้วยวิทยาศาสตร์

2. การให้เหตุผลสนับสนุนที่เกี่ยวกับความเชื่อ-การให้เหตุผลสนับสนุนที่ไม่ เกี่ยวกับความเชื่อ (Epistemic and Non-Epistemic Justification)

การตัดสินใจ การกระทำ กระบวนการ การลงโทษ กฎหมาย และนโยบายนั้นล้วนแล้วแต่สามารถมีเหตุผลสนับสนุนและไม่มีเหตุผลสนับสนุนได้ กล่าวคือ สิ่งเหล่านี้จะมีเหตุผลสนับสนุนเมื่อมีเหตุผลที่เพียงพอ (adequate reasons) สำหรับแต่ละสิ่งดังกล่าว และไม่มีเหตุผลสนับสนุนเมื่อไม่มีการให้เหตุผลสนับสนุนความเชื่อ อย่างไรก็ตาม การมีเหตุผลสนับสนุนความเชื่อนั้นก็อาจไม่ได้หมายความเพียงว่ามีเหตุผลเพียง พอสำหรับการเชื่อ เนื่องจากอาจมีเหตุผลสำหรับการเชื่อที่มิได้เกี่ยวข้องกับความเชื่อนั้น ตัวอย่างเช่น มีการเสนอเงินจำนวนหนึ่งล้านบาทเจถือเป็นการให้เหตุผลที่จะเชื่อ แต่เหตุผลที่ว่าไม่เกี่ยวข้องกับความเชื่อนั้น

แนวทางที่จะเข้าใจความแตกต่างระหว่างการให้เหตุผลสนับสนุนแบบที่เกี่ยวกับ ความเชื่อและแบบที่ไม่เกี่ยวกับความเชื่อคือการพิจารณาในเรื่องของจุดมุ่ง หมายหรือเป้าหมายที่เหตุผลนั้นบ่งถึง กล่าวคือ ถ้า X เป็นเป้าหมายที่มีคุณค่า และถ้าการทำ Y เป็นการทำให้เกิด X เราทุกคนก็ล้วนมีเหตุผลที่จะทำ Y เหตุผลที่แตกต่างกันถูกแบ่งแยกด้วยการมีเป้าหมายที่แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น ถ้า X เป็นเป้าหมายที่มีคุณค่าในเชิงปฏิบัติ (ทำให้สุขภาพดี ทำให้มิตรภาพพัฒนาขึ้น) เราก็มีเหตุผลในเชิงปฏิบัติที่จะทำ Y ถ้า X เป็นเป้าหมายที่มีคุณค่าในเชิงความเชื่อ เราก็มีเหตุผลในเชิงความเชื่อที่จะทำ Y

คำถามที่ว่าอะไรทำให้เหตุผลของความเชื่อเป็น “เหตุผล” จึงสามารถลดทอนไปสู่คำถามที่ว่าอะไรคือเป้าหมายเกี่ยวข้องกับความเชื่อ ซึ่งคำตอบที่ยอมรับร่วมกันก็คือ เป้าหมายเกี่ยวข้องกับความเชื่อนั้นเกี่ยวกับการเชื่อในสิ่งที่ถูกและไม่ เชื่อในสิ่งที่ผิด ดังนั้น การให้เหตุผลสนับสนุนเกี่ยวกับความรู้ (epistemic justification) ก็คือการให้เหตุผลสนับสนุนที่มีเป้าหมายที่จะเชื่อในสิ่งที่ถูกและไม่เชื่อ ในสิ่งที่ผิด ส่วนการให้เหตุผลสนับสนุนที่ไม่เกี่ยวกับความรู้ (non-epistemic justification) ก็คือการให้เหตุผลสนับสนุนที่มิได้มีเป้าหมายในลักษณะดังกล่าว

3. มูลฐานนิยมและสหนัยนิยม (Foundationalism and Coherentism)

แนวคิดเรื่องมูลฐานนิยม (foundationalism) และสหนัยนิยม (coherentism) เป็นแนวทางคำตอบต่อปัญหาญาณวิทยาเรื่องการให้เหตุผลสนับสนุนความเชื่อ ซึ่งอาจเข้าลักษณะของแนวคิดดังกล่าวได้โดยเริ่มต้นพิจารณาจากข้อโต้แย้ง เรื่องการถอยกลับ  (The Regress Argument) ในญาณวิทยา

ข้อโต้แย้งเรื่องการถอยกลับเป็นปัญหาหนึ่งในญาณวิทยาที่ต้องการหาคำตอบว่า เมื่อใดที่ข้อความหนึ่งๆ จะมีเหตุผลสนับสนุน รูปแบบของข้อโต้แย้งจะเป็นไปในลักษณะที่ว่า

1.   สมมติว่า P คือความเชื่อที่จริงความเชื่อหนึ่ง หากจะเรียกความเชื่อ P ว่าเป็นความรู้
P จะต้องมีเหตุผลสนับสนุนว่าจริง
2.    เหตุผลสนับสนุนจะเป็นข้อความอื่นๆ เช่น Q ดังนั้น Q ให้เหตุผลสนับสนุนว่า P จริง
3.    แต่ถ้า Q เป็นเหตุผลสนับสนุนสำหรับ P เราจะต้องรู้ด้วยว่า Q เป็นจริง
4.    เพื่อที่เราจะรู้ ว่า Q เป็นจริง Q จึงต้องมีเหตุผลสนับสนุนว่าจริง
5.    เหตุผลสนับสนุนจะเป็นข้อความอื่นๆ ซึ่งในที่นี้ให้เป็น R ดังนั้น R ให้เหตุผลสนับสนุนว่า Q จริง
6.    ณ จุดนี้สถานการณ์วนกลับมาที่ (3) คือเราจะต้องรู้ด้วยว่า  R จริง
และการให้เหตุผลสนับสนุนจะถอยกลับเช่นนี้ เรื่อยไป

แนวคำตอบต่อปัญหาการถอยกลับดังกล่าวอาจเป็นไปได้หลายทาง ตัวอย่างเช่น การถอยกลับไปหาเหตุผลสนับสนุนของข้อความนั้นไม่มีที่สิ้นสุด หรือการถอยกลับของข้อความนั้นไปหยุดอยู่ที่ความเชื่อใดความเชื่อหนึ่งซึ่ง ให้เหตุผลสนับสนุนตัวเองได้ (self-justifying) โดยสหนัยนิยมคือข้อเสนอที่เห็นว่าการถอยกลับนั้นสามารถถอยกลับไปได้เรื่อยๆ วนอยู่ในระบบความเชื่อนั้นๆ และมูลฐานนิยมคือข้อเสนอที่เห็นว่าการถอยกลับของข้อความนั้นไปหยุดอยู่ที่ ความเชื่อใดความเชื่อหนึ่งซึ่งให้เหตุผลสนับสนุนตัวเองได้

เราจะเห็นได้ว่าความแตกต่างที่สำคัญของมูลฐานนิยมและสหนัยนิยมนั้นในแง่ หนึ่งสามารถพิจารณาได้จากท่าทีในการตอบปัญหาข้อโต้แย้งเรื่องการถอยกลับ อย่างไรก็ตาม แม้นักมูลฐานนิยมและสหนัยนิยมจะมีจุดยืนร่วมกันบางอย่างเกี่ยวกับการให้ เหตุผลสนับสนุนความเชื่อ แต่พวกเขาก็อาจยอมรับแนวคิดดังกล่าวแตกต่างกันไปในรายละเอียด

ตามแนวคิดของมูลฐานนิยม การให้เหตุผลสนับสนุนเกี่ยวกับความเชื่อนั้นมีโครงสร้างเป็นลำดับขั้น (hierarchical structure) กล่าวคือ ความเชื่อบางความเชื่อนั้นให้เหตุผลสนับสนุนตัวเอง และความเชื่อบางความเชื่อถูกให้เหตุผลสนับสนุนโดยอาศัยความเชื่อพื้นฐาน อื่นๆ ในกลุ่มนักมูลฐานนิยมนั้นมีความแตกต่างกันในประเด็นที่ว่าเงื่อนไขของการ เป็นความเชื่อพื้นฐานคืออะไรและการที่ความเชื่อพื้นฐานสามารถให้เหตุผลสนับ สนุนความเชื่ออื่นๆ ได้นั้นมีเงื่อนไขอย่างไร รูปแบบที่เข้มงวดที่สุดของมูลฐานนิยมเรียกร้องให้ความเชื่อนั้นผิดไม่ได้ (infallible) สงสัยไม่ได้ (indubitable) และแก้ไขไม่ได้ (incorrigible) ตัวอย่างของนักญาณวิทยาที่มีแนวคิดมูลฐานนิยมแบบเข้มงวดคือ เดส์การ์ตส์ ฮิวม์ เบิร์กเล่ย์ ล๊อค รัสเซลล์ แอร์ และคาร์แนป มูลฐานนิยมแบบไม่เข้มงวดนั้นลดความต้องการของการให้เหตุผลสนับสนุนลง กล่าวคือ ความเชื่อพื้นฐานไม่ต้องเป็นสิ่งที่ผิดไม่ได้ สงสัยไม่ได้ หรือแก้ไขไม่ได้ เพียงแต่จะยอมรับเหตุผลสนับสนุนความเชื่อที่สนับสนุนในตัว (self-warrant) เท่านั้น

ในอีกทางหนึ่ง สหนัยนิยมพิจารณาเหตุผลสนับสนุนจากความสอดคล้อง (coherence) ของความเชื่อหนึ่งต่อความเชื่ออื่นๆ ในระบบความเชื่อ หรือกล่าวคือ ความเชื่อจะถือว่ามีเหตุผลสนับสนุนเมื่อความเชื่อนั้นสอดคล้องกับความเชื่อ อื่นๆ ในระบบความเชื่อ ซึ่งเท่ากับว่าไม่มีความเชื่อใดที่ให้เหตุผลสนับสนุนตัวเอง และการให้เหตุผลสนับสนุนความเชื่อจะสามารถถอยกลับไปได้เรื่อยๆ อย่างไม่สิ้นสุด

หากพิจารณาประวัติแนวคิดทางปรัชญาที่ผ่านมา อาจมีความเป็นไปได้ที่จะตีความว่าสปิโนซ่า (Spinoza) และอิมมานูเอล คานต์ (Immanuel Kant) มีแนวคิดแบบสหนัยนิยม อย่างไรก็ตาม จุดยืนแบบสหนัยนิยมที่ชัดเจนคือกลุ่มนักปรัชญาจิตนิยมสัมบูรณ์ (absolute idealist) ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 จนถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เอฟ. เอช. แบรดเลย์ (F. H. Bradley) และ Bernard Bosanquet  แต่ความคิดเห็นของนักปรัชญาเหล่านี้ถูกมองว่าล้มเหลวในการแยกแยะประเด็น ญาณวิทยาและอภิปรัชญาออกจากกัน หรือแนวคิดของพวกเขานั้นทำให้การแยกทฤษฎีการให้เหตุผลสนับสนุนออกจากทฤษฎี ความจริงแบบสหนัยนิยมทำได้ยาก นักปฏิฐานนิยมเชิงตรรก (logical positivist) บางท่าน ตัวอย่างเช่น ออตโต นิวรัธ (Otto Neurath) และคาร์ล เฮมเพล (Carl Hempel) ก็สนับสนุนแนวคิดแบบสหนัยนิยมเพื่อโต้ตอบกับแนวคิดมูลฐานนิยมของ Moritz Schlick อีกทั้งนักสหนัยนิยมบางคน เช่น แบรดเล่ย์ อธิบายว่านอกจากความสอดคล้องลงรอยกับความเชื่ออื่นๆ จะเป็นสิ่งที่อธิบายเหตุผลสนับสนุนความเชื่อแล้ว ความสามารถที่จะสรุปตามมาจากความเชื่ออื่นๆ (mutually entailment) ก็เป็นข้อเรียกร้องประการหนึ่งของสหนัยนิยมด้วย หรือกล่าวคือ ความเชื่อทุกความเชื่อในระบบควรจะสามารถถูกนิรนัยจากความเชื่ออื่นๆ ได้ อย่างไรก็ตาม นักสหนัยนิยมบางคนอธิบายสหนัยนิยมโดยมีเงื่อนไขที่ไม่เข้มงวดขนาดนี้ ตัวอย่างเช่น ลอร์เรนท์ บองชู (Laurence Bonjour) มิได้อธิบายว่าสหนัยนิยมจะต้องยอมรับว่าความเชื่อทุกความเชื่อในระบบจะต้อง สามารถถูกนิรนัยจากความเชื่ออื่นๆ ได้ แต่เขาเห็นด้วยว่าความเชื่อจะต้องสอดคล้องลงรอยกันในระบบความเชื่อ เราจะเห็นได้ว่าความแตกต่างในกลุ่มของผู้ที่ยอมรับแนวคิดแบบสหนัยนิยมคือ ความแตกต่างเกี่ยวกับ “ข้อเรียกร้อง” ของสหนัยนิยมที่มีต่อเหตุผลสนับสนุนความเชื่อ ตัวอย่างเช่น บางคนเห็นว่าความสอดคล้องกันกับความเชื่ออื่นๆ นั้นเพียงพอแล้วสำหรับการเป็นเหตุผลสนับสนุนความเชื่อ แต่บางคนเห็นว่านอกจากจะต้องสอดคล้องกับความเชื่ออื่นๆ แล้ว ยังต้องสามารถถูกนิรนัยจากความเชื่ออื่นๆ ได้ด้วย

นอกจากนี้ มีการแบ่งสหนัยนิยมออกเป็น 2 แบบ คือสหนัยนิยมเชิงบวก (positive coherentism) และสหนัยนิยมเชิงลบ (negative coherentism) โดยสหนัยนิยมเชิงบวกอธิบายว่าถ้าความเชื่อหนึ่งๆ สอดคล้องกับความเชื่ออื่นๆ ในระบบความเชื่อแล้ว ความเชื่อนั้นๆ จะถือว่ามีเหตุผลสนับสนุน และสหนัยนิยมเชิงลบอธิบายว่าถ้าความเชื่อหนึ่งๆ ล้มเหลวที่จะสอดคล้องกับความเชื่ออื่นๆ ในระบบความเชื่อแล้ว ความเชื่อนั้นๆ จะถือว่าไม่มีเหตุผลสนับ สนุน จากคำอธิบายดังกล่าวอาจสรุปได้ว่าตามแนวคิดของสหนัยนิยมเชิงบวก สหนัยนิยมมีพลังที่จะสร้างให้เกิดเหตุผลสนับสนุนความเชื่อ แต่ตามแนวคิดของสหนัยนิยมเชิงลบ สหนัยนิยมมีพลังเพียงแค่การทำให้การให้เหตุผลสนับสนุนใช้ไม่ได้ (nullify justification)

ในส่วนของข้อโต้แย้งที่มีต่อมูลฐานนิยมและสหนัยนิยมนั้น มูลฐานนิยมมักถูกโต้แย้งในประเด็นเกี่ยวกับว่าอะไรคือข้อความพื้นฐานที่ สามารถให้เหตุผลสนับสนุนตัวเองได้ และอะไรคือหลักการที่ทำให้สามารถสรุปจากข้อความพื้นฐานไปยังข้อความอื่นๆ ได้ ส่วนข้อโต้แย้งที่มีต่อสหนัยนิยมก็คือเงื่อนไขของสหนัยนิยมที่เรียกร้องความ สอดคล้องลงรอยกันของความเชื่อต่างๆ อาจไม่ใช่เงื่อนไขจำเป็น (necessary condition) ของการให้เหตุผลสนับสนุน กล่าวคือ อาจเป็นความน่าพึงปรารถนาที่จะหลีกเลี่ยงความไม่สอดคล้องลงรอยกันของความ เชื่อ แต่ในกรณีตัวอย่างเช่น มีลอตเตอรี่ 1,000,000 ใบ เราจะเห็นว่าลอตเตอรี่ใบที่ 1 นั้นมีความเป็นไปได้ที่จะไม่ถูกรางวัลถึง .999999 และใบที่ 2 ไปจนถึงใบสุดท้ายก็ย่อมมีความเป็นไปได้ที่จะไม่ถูกรางวัลถึง .999999 เช่นกัน ดังนั้น ด้วยการพิจารณาความเป็นไปได้ดังกล่าว เราจะมีเหตุผลสำหรับความเชื่อที่ว่าลอตเตอรี่ใบที่ 1 จะไม่ถูกรางวัล และมีเหตุผลสนับสนุนสำหรับความเชื่อที่ว่าลอตเตอรี่ใบอื่นๆ จะไม่ถูกรางวัล ถ้าเราบอกว่าจะมีลอตเตอรี่ใบใดใบหนึ่งถูกรางวัลก็เท่ากับว่าเราไม่สอดคล้อง ลงรอยกับความเชื่ออื่นๆ ทั้งที่ความเป็นจริงจะต้องมีใบใดใบหนึ่งที่ถูกรางวัล ความสอดคล้องลงรอยกันในระบบความเชื่อจึงอาจมิใช่เงื่อนไขจำเป็นสำหรับการให้ เหตุผลสนับสนุนความเชื่อ


4. ภายในนิยมและภายนอกนิยม (Internalism and Externalism)

นักมูลฐานนิยมและนักสหนัยนิยมส่วนใหญ่ยอมรับแนวคิดแบบภายในนิยม เนื่องจากเห็นว่าการให้เหตุผลสนับสนุนนั้นตัดสินโดยความสัมพันธ์ของเนื้อหา ในจิต ความเชื่อ ความทรงจำ ซึ่งแนวคิดภายในนิยมเห็นว่าการให้เหตุผลสนับสนุนถูกตัดสินโดยปัจจัยภายใน (internal factors) ในขณะที่แนวคิดภายนอกนิยมเห็นว่าการให้เหตุผลสนับสนุนอย่างน้อยจะต้องถูก ตัดสินโดยสิ่งอื่น นอกจากปัจจัยภายใน ตัวอย่างเช่น สภาพแวดล้อม ประวัติศาสตร์หรือบริบทของผู้เชื่อ

นักภายในนิยมบางคนกำหนดให้ผู้เชื่อจะต้องตระหนักรู้ (aware of) องค์ประกอบที่ถูกให้เหตุผลสนับสนุนทั้งหมด โดยรูปแบบที่เข้มงวดที่สุดของภายในนิยมคือความคิดเห็นที่ว่าเราสามารถตัดสิน ได้ตลอดว่าความเชื่อของเราถูกให้เหตุผลสนับสนุนหรือไม่โดยอาศัยการคิดใคร่ ครวญอย่างรอบคอบ (careful introspection) ตัวอย่างเช่น เดส์การ์ตส์ ล๊อค ชิซัล์ม และบองชู

ส่วนแนวคิดแบบภายนอกนิยมที่มีอิทธิพลมากแนวคิดหนึ่งคือ Reliabilism ซึ่งเห็นว่าการให้เหตุผลสนับสนุนความเชื่อนั้นถูกตัดสินโดยแนวโน้มที่จะ สร้างความเชื่อที่จริงของกระบวนการสร้างความเชื่อดังกล่าว หรืออาจกล่าวได้ว่าสำหรับ Reliabilism นั้น เรารู้ว่า P เมื่อเรามีความเชื่อที่จริงว่า P และความเชื่อดังกล่าวเป็นผลผลิตของกระบวนการสร้างความเชื่อที่น่าเชื่อถือ  (reliable cognitive process) จะเห็นได้ว่าความน่าเชื่อถือของกระบวนการมิได้เป็นองค์ประกอบภายใน ดังนั้นแนวคิดแบบนี้จึงถูกจัดว่าเป็นการให้เหตุผลสนับสนุนแบบภายนอกนิยม ตัวอย่างของนักปรัชญาที่มีแนวคิดแบบ Reliabilism คือ โกลด์แมน (Goldman) เดรสเก้ (Dreske) อาร์มสตรอง (Armstrong) และโซซ่า (Sosa) นักปรัชญาเหล่านี้มีข้อเสนอร่วมกันในเรื่องที่ว่าการให้เหตุผลสนับสนุนความ เชื่อเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมของผู้เชื่อกับกระบวนการ สร้างความเชื่อของผู้เชื่อ โดยเหตุผลสนับสนุนของความเชื่อนั้นพิจารณาจากแนวโน้มที่จะสร้างความเชื่อที่ จริงและไม่สร้างความเชื่อที่เท็จ

ตัวอย่างที่ดีที่ช่วยชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างแนวคิดแบบภายในนิยมกับ Reliabilism คือกรณีของคนที่ถูกปีศาจหลอก สมมติว่ามีปีศาจหลอกให้คนมีประสบการณ์เหมือนคนอื่นๆ ผ่านการรับรู้ทางผัสสะของสภาพแวดล้อมอย่างเดียวกัน คนที่ถูกหลอกก็จะสร้างความเชื่อเกี่ยวกับโลกภายนอกขึ้นมาแบบเดียวกับคนปกติ แต่ความเชื่อเกี่ยวกับโลกภายนอกของเขานั้นไม่ถือว่าจริงตามแนวคิด Reliabilism เนื่องจากกระบวนการสร้างความเชื่อของผู้ถูกหลอกนั้นไม่น่าเชื่อถือเพราะเป็น กระบวนการที่ทำให้เกิดความเชื่อที่ผิด ความเชื่อที่เกิดขึ้นจึงไม่มีเหตุผลสนับสนุน ส่วนกระบวนการสร้างความเชื่อของคนปกตินั้นน่าเชื่อถือ เนื่องจากกระบวนการสร้างความเชื่อทำให้เกิดความเชื่อที่ถูก ความเชื่อของคนปกติจึงมีเหตุผลสนับสนุน ในทางตรงกันข้าม หากพิจารณาตามแนวคิดภายในนิยม ความเชื่อของทั้งคนปกติและคนที่ถูกหลอกนั้นถูกให้เหตุผลสนับสนุนอย่างเท่า เทียมกันถ้าแต่ละคนนั้นมีสภาวะภายใน (internal state) ที่เหมือนกัน

5. Probabilism

ในขณะที่ Reliablism เป็นทางเลือกแบบภายนอกนิยมต่อมูลฐานนิยมและสหนัยนิยม Probabilism ก็เป็นทางเลือกแบบภายในนิยมต่อแนวคิดทั้งสองด้วยเช่นกัน นักคิดสาย Probabilism เห็นว่าทางเลือกของเรามิได้จำกัดอยู่เพียงแค่การเชื่อหรือการไม่เชื่อ แต่เราสามารถที่จะมีระดับของความเชื่อหรือความมั่นใจ ที่แตกต่างกันต่อความจริงของประพจน์  Probabilist ให้ 1 แทนความมั่นใจที่มากที่สุดในความจริงของประพจน์ และให้ 0 แทนการไม่มีความมั่นใจในความจริงของประพจน์นั้นๆ เลย ดังนั้น (0,1) จึงแทนระดับความมั่นใจต่อความจริงของประพจน์ระหว่างระดับที่น้อยที่สุดและ ระดับที่มากที่สุด Probabilist เห็นว่าระดับความเชื่อของเราจะต้องสอดคล้องกันหากความเชื่อเหล่านั้นมี เหตุผลสนับสนุน และความเชื่อจะสอดคล้องกันถ้าความเชื่อดังกล่าวเป็นไปตาม probability calculus กล่าวคือ ประพจน์ใดๆ จะไม่สามารถมีความน่าจะเป็นมากไปกว่าประพจน์ที่ประพจน์นั้นๆ มีนัยถึง (imply) เช่นถ้า P มีนัยถึง Q และถ้าเราเชื่อ P มากกว่า Q ระดับความเชื่อของเราจะไม่สอดคล้องกันและไม่ถือว่ามีเหตุผลสนับสนุน

6. ญาณวิทยาเชิงธรรมชาติ (Naturalized Epistemology)

ญาณวิทยาเชิงธรรมชาติเห็นว่าญาณวิทยามีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับกิจกรรม ทางวิทยาศาสตร์ นักญาณวิทยาเชิงธรรมวิพากษ์มูลฐานนิยม สหนัยนิยม และ probabilism ที่มุ่งเน้นการlihk’ทฤษฎีแบบก่อนประสบการณ์มากจนเกินไป เนื่องจากหากเราต้องการรู้ว่ากระบวนการรับรู้ทำงานอย่างไร เหตุใดกระบวนการดังกล่าวจึงน่าเชื่อถือ และเมื่อใดที่กระบวนการดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะผิด นักญาณวิทยาเชิงธรรมชาติเสนอว่าเราจำเป็นต้องอาศัยวิทยาศาสตร์  จิตวิทยาและชีววิทยาระบบประสาท (neurobiology) สามารถอธิบายได้ว่ากระบวนการรับรู้ทำงานอย่างไร ชีววิทยาและทฤษฎีวิวัฒนาการ (evolutionary theory) สามารถอธิบายได้ว่าทำไมกระบวนการรับรู้จึงน่าเชื่อถือ และจิตวิทยาการรู้คิด (cognitive psychology) สามารถอธิบายข้อมูลเกี่ยวกับความผิดที่เรามีแนวโน้มที่จะทำ เพื่อที่เราจะได้ป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาดดังกล่าว

ดับบลิว. วี. ไควน์ (W. V. Quine) เสนอความคิดเกี่ยวกับญาณวิทยาเชิงธรรมชาติไว้ในบทความ “Naturalized epistemology” โดยเสนอว่าญาณวิทยาควรจะเป็นเพียงบทหนึ่งของจิตวิทยา กล่าวคือ ไควน์เสนอให้เปลี่ยนสถานะของญาณวิทยาไปเป็นส่วนหนึ่งของจิตวิทยาการรู้คิด (cognitive psychology) ที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักฐานกับทฤษฎีหรือความเชื่อ แทนการพยายามประเมินธรรมชาติและวิธีการได้มาซึ่งความรู้อย่างที่ญาณวิทยา เชิงบรรทัดฐานทำ จะเห็นได้ว่า ข้อเสนอดังกล่าวเท่ากับเป็นการเปลี่ยนสถานะญาณวิทยาเชิงบรรทัดฐาน (Normative Epistemology) ที่มีคำถามเชิงคุณค่า เช่น “เราควรได้ความรู้ อย่างไร” ไปเป็นการอธิบายหรือบรรยายว่า “เราได้ความรู้ มาอย่างไร” แทน

ญาณวิทยาเชิงธรรมชาติแบบสุดโต่งไม่มีลักษณะเชิงบรรทัดฐาน (non-normaltive) เนื่องจากให้คำอธิบายเพียงว่าความเชื่อถูกสร้างขึ้นจากข้อมูลทางผัสสะที่รับ เข้ามาได้อย่างไร แต่ไม่มีการประเมินกระบวนการ วิธีการ และกิจกรรมที่ทำให้เรามีเหตุผลสนับสนุนความเชื่อจากคำอธิบายดังกล่าว นักญาณวิทยาเชิงธรรมชาติบางคน เช่น ไควน์ เห็นว่าเราควรละทิ้งองค์ประกอบเชิงบรรทัดฐานภายในญาณวิทยา ซึ่งโกลด์แมนโต้แย้งว่ากระบวนการแบบญาณวิทยาเชิงธรรมชาตินั้นเกิดขึ้นร่วม กับการให้เหตุผลสนับสนุนความเชื่อแบบ reliabilism ได้ ดังนั้นญาณวิทยาจึงยังคงมีส่วนที่เป็นบรรทัดฐานอยู่เนื่องจากสามารถประเมิน ได้ว่าเราจะมีเหตุผลสนับสนุนความเชื่อเมื่อเราใช้กระบวนการสร้างความเชื่อ ที่น่าเชื่อถือ และถือเป็นญาณวิทยาเชิงธรรมชาติเนื่องจากวิทยาศาสตร์เป็นตัวที่ช่วยอธิบาย ว่ากระบวนการสร้างความเชื่อใดที่น่าเชื่อถือ

อย่างไรก็ตาม ในหมู่นักญาณวิทยาเชิงธรรมชาติเองก็มีความเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับการละทิ้ง องค์ประกอบเชิงบรรทัดฐานของญาณวิทยา กล่าวคือ แม้ว่าไควน์จะไม่เหลือพื้นที่สำหรับการหาสิ่งที่ควร (หรือหาว่าเราควรได้ความรู้อย่างไร) นักญาณวิทยาเชิงธรรมชาติบางคนกลับเห็นว่าเราควรมีพื้นที่ให้กับญาณวิทยาเชิง บรรทัดฐาน เช่น ญาณวิทยาธรรมชาติแบบดาร์วิน ที่เสนอว่าสิ่งที่ควรเชื่อคือสิ่งที่ทำให้เราอยู่รอด ด้วยเหตุนี้เอง การที่มนุษย์อยู่รอดมาจนถึงวันนี้ย่อมแสดงว่าความรู้ที่มีอยู่เป็นสิ่งที่ ควรเชื่อ  จะเห็นได้ว่าการอธิบายข้างต้นยอมรับไว้ก่อนว่า “ความรู้ที่เรามีอยู่เป็นความรู้ที่เราควรรู้” มิได้เริ่มต้นด้วยการแทนที่คำถามเชิงบรรทัดฐานด้วยคำถามเชิงบรรยาย

จึงอาจเข้าใจได้ว่าญาณวิทยาเชิงธรรมชาติต้องการอธิบายว่าเราได้ความรู้มา อย่างไรโดยอาศัยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการแทนที่คำถามเชิงบรรทัดฐานที่ว่า “เราควรทำอย่างไรเพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้” ด้วยคำถามเชิงบรรยายที่ว่า “เราได้ความรู้มา อย่างไร” นั้นยังมีความเห็นไม่ลงรอยกันในหมู่นักญาณวิทยาเชิงธรรมชาติ กล่าวคือ บางคนเห็นว่าสามารถแทนที่กันได้โดยสมบูรณ์ แต่บางคนเห็นว่าไม่อาจแทนที่กันได้โดยสมบูรณ์ ทั้งนี้เพราะจำเป็นต้องมีการประเมิน เช่น การประเมินว่า “ความเชื่อที่มีอยู่เป็นความรู้หรือไม่” เป็นต้น

ศิรประภา ชวะนะญาณ (ผู้เรียบเรียง)

เรียบเรียงจาก

·
Alston, William P. 2001. Foundationalism. In Jonathan Dancy and Ernest Sosa (eds.). A Companion to Epistemology. Oxford: Blackwell, pp. 144-147.

·
Bonjour, Laurence. 1998. Knowledge and Justification, Coherence Theory of. In Edward Craig (ed.). Routledge Encyclopedia of Philosophy. [CD-Rom Version 1.0].

·
Conee, Earl and Richard Feldman. 2006. Epistemology. In Donald M. Borchet (ed.). The Encyclopedia of Philosophy. Second Edition. New York: Macmillan, Vol. 3: 270-277.

·
Feldman, Richard. 2001. Evidence. In Jonathan Dancy and Ernest Sosa (eds.). A Companion to Epistemology. Oxford: Blackwell, pp. 119-122.
·     Foley, Richard. 1998. Justification, Epistemic. In Edward Craig (ed.). Routledge Encyclopedia of Philosophy [CD-Rom Version 1.0].
·     Ginet, Carl. 2001. Causal Theories in Epistemology. In Jonathan Dancy and Ernest Sosa (eds.). A Companion to Epistemology. Oxford: Blackwell, pp. 57-61.
·     Goldman, Alvin I. 2001. Reliabilism. In Jonathan Dancy and Ernest Sosa (eds.). A Companion to Epistemology. Oxford: Blackwell, pp. 433-436.
·     Haack, Susan. 2001. Pragmatism. In Jonathan Dancy and Ernest Sosa (eds.). A Companion to Epistemology. Oxford: Blackwell, pp. 351-357.
·     Iannone, A. Pablo. 2001. Justification. Dictionary of World Philosophy. London: Routledge, pp. 285-289.
·     Lehrer, Keith. 2001. Coherentism. In Jonathan Dancy and Ernest Sosa (eds.). A Companion to Epistemology. Oxford: Blackwell, pp. 67-70.

เอกสารค้นคว้าเพิ่มเติม

·
Alston, W. 1989. Epistemic Justification. Ithaca, NY: Cornell University Press. (รวบรวมบท ความสำคัญต่างๆ เกี่ยวกับมูลฐานนิยม ภายนอกนิยม ภายในนิยม reliabilism และประเด็นทางญาณวิทยาอื่นๆ)

·
Armstrong, D. M. 1973. Belief, Truth, and Knowledge. Cambridge: Cambridge University Press. (ข้อปกป้องแนวคิดแบบ reliabilism ในช่วงแรก)

·
BonJour, L. 1985. The Structure of Empirical Knowledge. Cambridge, MA: Harvard University Press. (บท วิพากษ์ที่ชัดเจนและรวบรัดต่อมูลฐานนิยม และข้อปกป้องแนวคิดแบบสหนัยนิยม)

·
Chisholm, R. 1966. The Theory of Knowledge. Englewood Cliffs, NJ: Prentice-Hall. (ข้อปกป้อง แนวคิดแบบมูลฐานนิยมและภายในนิยมที่มีอิทธิพล)

·
Clifford, W. K. 1879. The Ethics of Belief. In Lectures and Essays vol. 2. London: Macmillan. (ข้อ ปกป้องความคิดเห็นที่ว่าเป็นเรื่องผิดที่จะเชื่อสิ่งที่ไม่มีหลักฐานเพียงพอ)

·
Davidson, D. 1986. A Coherence Theory of Truth and Knowledge. In E. LePore (ed.). The Philosophy of Donald Davidson. London: Blackwell. (บทความของเดวิดสันที่โต้ แย้งธรรมชาติของความเชื่อและการอ้างถึงนั้นทำให้เป็นไปไม่ได้ที่เราจะเชื่อ ผิดทั้งหมด)

·
Dretske, F. 1981. Knowledge and the Flow of Information. Cambridge, MA: MIT Press. (ข้อปกป้องแนวคิดแบบ reliabilism.)

·
Foley, R. 1993. Working without a Net. New York: Oxford University Press. (ข้อถกเถียงเกี่ยวกับมูลฐาน นิยม เหตุผลเกี่ยวกับความเชื่อ-เหตุผลที่ไม่เกี่ยวกับความเชื่อ สหนัยนิยม probabilism และวิมตินิยม)
·     Goldman, A. 1986. Epistemology and Cognition. Cambridge, MA: Harvard University Press. (ข้อปกป้องต่อ แนวคิดแบบ reliabilism ที่มีอิทธิพล)
·     Kornblith, H. (ed.). 1994. Naturalizing Epistemology. Cambridge, MA: MIT Press. (รวบรวมบทความที่มีอิทธิพลโดย ผู้ที่รับแนวคิดแบบญาณวิทยาเชิงธรรมชาติ และยังมีบทความเริ่มต้นที่เขียนโดยคอร์นบลิธ)
·     Lehrer, K. 1974. Knowledge. Oxford: Oxford University Press. (ข้อปกป้องสำคัญของแนวคิดแบบสหนัยนิยมและข้อ โจมตีแนวคิดมูลฐานนิยม)
·     Plantinga, A. 1992. Warrant: The Current Debate. New York: Oxford University Press. (ข้อถกเถียงเกี่ยวกับมูลฐาน นิยม สหนัยนิยม probabilism  reliabilism และมีข้อปกป้องของ Plantinga เกี่ยวกับเรื่อง proper functioning)
·     Putnam, H. 1987. The Many Faces of Realism. LaSalle, IL: Open Court. (ข้อปกป้องของ Putnam เกี่ยวกับ internal realism และนัยที่ปฏิเสธวิมตินิยม)
·     Quine, W.V. 1969. Epistemology Naturalized. In Ontological Relativity and Other Essays. New York: Columbia University Press. (บทความซึ่งทำให้เห็นความเคลื่อนไหวแรกเริ่ม ของแนวคิดญาณวิทยาเชิงธรรมชาติ)
·     Quine, W.V. 1990. The Pursuit of Truth. Cambridge, MA: Harvard University Press. (บทแรกนั้นอธิบายแนวคิดทาง ญาณวิทยาของไควน์)
·     Schmitt, F. (ed.). 1994. Socializing Epistemology. London: Rowan & Littlefield. (รวบรวมบทความเกี่ยว กับเรื่องการบอกเล่าและญาณวิทยาเชิงสังคม)
·     Sellars, W. 1963. Science, Perception, and Reality. London: Routledge & Kegan Paul. (แนวคิดทาง ญาณวิทยาและอภิปรัชญาของเซลล่าร์)
·     Sosa, E. 1991. Knowledge in Perspective. Cambridge: Cambridge University Press. (รวบรวมบทความ เกี่ยวกับการให้เหตุผลสนับสนุน ความรู้ reliabilism มูลฐานนิยมและสหนัยนิยม)

คำที่เกี่ยวข้อง

A Priori – A Posteriori  / Skepticism

แหล่งที่มา http://www.philospedia.net/

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: