ปรัชญา และ ศาสนา

Philosophy and Theology (www.saengtham.tk)

ความรู้ Knowledge

Posted by JinSon on June 16, 2010


ความรู้

Knowledge

1. บทนำ
2. ความรู้ในฐานะที่หมายถึงความเชื่อที่จริงและมีเหตุผลสนับสนุนว่าจริง (Knowledge as Justified True Belief: JTB) และปัญหาเกตติเออร์ (Gettier’s Problem)
3. มูลฐานนิยม (foundationalism) และสหนัยนิยม (coherentism) เกี่ยวกับการให้เหตุผลสนับสนุน
4. ภายนอกนิยม (externalism) และภายในนิยม (internalism) เกี่ยวกับความรู้
5. หลักการเชิงญาณวิทยา (epistemic principle)
6. วิทยาศาสตร์ให้ความรู้แก่เราหรือไม่
7. การถกเถียงเกี่ยวกับความรู้ร่วมสมัย
เรียบเรียงจาก
เอกสารค้นคว้าเพิ่มเติม
คำที่เกี่ยวข้อง

1. บทนำ

สาขาหนึ่งของปรัชญาที่เกี่ยวข้องกับ “ธรรมชาติของความรู้” คือญาณวิทยา (ญาณวิทยามาจากคำในภาษากรีก 2 คำคือ epistēmē หมายถึงความรู้ และ logos หมายถึงทฤษฎี) โดยทั่วไป จะเข้าใจกันว่าความรู้มีความสัมพันธ์กับความเชื่อที่จริง อย่างไรก็ตาม ความเชื่อที่จริงบางความเชื่อเท่านั้นที่ถือเป็นความรู้ เนื่องจากอาจเป็นไปได้ที่ความเชื่อที่จริงดังกล่าวจะเกิดจากการเดาหรือความ บังเอิญ จากความเข้าใจโดยทั่วไปดังกล่าวจึงทำให้คำถามหลักที่นักญาณวิทยาสนใจคือ “อะไรทำให้ความเชื่อที่จริงเป็นความรู้” (What converts mere true belief into knowledge?) ซึ่งคำตอบมีหลายแนวทางด้วยกัน ตัวอย่างเช่น แนวทางแบบดั้งเดิมจะตอบปัญหาข้างต้นว่าความเชื่อที่จริงของเราอยู่บนพื้นฐาน ของเหตุผลที่ดีซึ่งเพียงพอที่จะยืนยันได้ว่าความเชื่อดังกล่าวเป็นความรู้ นักมูลฐานนิยมจะเสนอว่าโครงสร้างของเหตุผลที่ว่านั้นวางอยู่บนเหตุผลพื้นฐาน ที่ไม่มีเหตุผลใดมาสนับสนุนเหตุผลดังกล่าว นักสหนัยนิยมจะเสนอว่าไม่มีเหตุผลพื้นฐาน แต่ความเชื่อของเราทั้งหมดสนับสนุนซึ่งกันและกัน นักภายในนิยมจะเสนอว่าความรู้ถูกตัดสินโดยปัจจัยภายในผู้รู้ (เช่น เนื้อหาในจิต ความทรงจำ เป็นต้น) ส่วนนักภายนอกนิยมจะเสนอว่าความรู้อย่างน้อยจะต้องถูกตัดสินโดยสิ่งอื่นนอก เหนือจากปัจจัยภายใน เป็นต้น

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าความรู้มีหลายรูปแบบด้วยกัน ตัวอย่างเช่น ฉันรู้ว่าจะปรับคาร์บูเรเตอร์อย่างไร ฉันรู้จักคน ๆ หนึ่ง หรือฉันรู้ว่าการใส่น้ำยาฟอกขาวเข้ากับแอมโมเนียเป็นอันตราย โดยในกรณีแรกเป็นการที่ฉันมีทักษะ (skill) หรือความสามารถบางอย่าง ในกรณีที่สองคือการที่ฉันคุ้นเคย (acquainted with) กับใครสักคนหนึ่ง ส่วนในกรณีที่สามคือการที่ฉันรู้ข้อเท็จจริง (fact) บางประการ  โดยความรู้เกี่ยวกับข้อเท็จจริง (knowledge of facts) หรือที่เรียกกันว่า “ความรู้ในเชิงประพจน์” (propositional knowledge) เป็นสิ่งที่นักญาณวิทยาสนใจเป็นหลัก อย่างที่ได้กล่าวไปว่าคำถามสำคัญที่นักญาณวิทยาสนใจก็คือ “อะไรทำให้ความเชื่อที่จริงเป็นความรู้” ซึ่งจะเห็นได้ว่าคำถามดังกล่าวมีการยอมรับไว้ก่อน (assume) ว่าความรู้เป็น “ชนิดหนึ่งของความเชื่อ” เนื่องจากโดยทั่วไปแล้วนักญาณวิทยาจะเห็นว่าความรู้ในเชิงประพจน์เป็นชนิด หนึ่งของความเชื่อด้วยกันทั้งสิ้น

ในส่วนต่อไปจะอภิปรายถึงความรู้ในฐานะที่หมายถึง “ความเชื่อที่จริงและมีเหตุผลสนับสนุนว่าจริง” พร้อมกับอภิปรายปัญหาเกตติเออร์ซึ่งโต้แย้งความรู้ในลักษณะดังกล่าว และจะอภิปรายแนวคำตอบต่อคำถามที่ว่า “อะไรทำให้ความเชื่อที่จริงเป็นความรู้” จากข้อเสนอต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นมูลฐานนิยม สหนัยนิยม ภายในนิยม หรือภายในนิยม  รวมถึงอภิปราย “หลักการเชิงญาณวิทยา” ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาสำคัญ (ตัวอย่างเช่น นำไปสู่แนวคิดแบบวิมตินิยม เป็นต้น) และยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่จนปัจจุบัน นอกจากนี้จะอภิปรายเกี่ยวกับประเด็นปัญหาที่ว่าวิทยาศาสตร์ให้ความรู้แก่เรา หรือไม่ ท้ายที่สุดจะอภิปรายถึงการถกเถียงเกี่ยวกับความรู้ของนักญาณวิทยาร่วมสมัย ซึ่งมักเป็นการท้าทายหรือโต้แย้งต่อข้อเสนอของนักญาณวิทยาแบบดั้งเดิม

2. ความรู้ในฐานะที่หมายถึงความเชื่อที่จริงและมีเหตุผลสนับสนุนว่าจริง (Knowledge as Justified True Belief: JTB) และปัญหาเกตติเออร์ (Gettier’s Problem)

อย่างที่ได้กล่าวไปตอนต้นว่าโดยทั่วไปจะเข้าใจกันว่าความรู้มีความสัมพันธ์ กับความเชื่อที่จริง กล่าวคือ มักเข้าใจกันว่าความรู้คือความเชื่อที่จริงและมีเหตุผลสนับสนุนว่าจริง (justified true belief: JTB) ซึ่งเท่ากับ S รู้ว่า p เมื่อและก็ต่อเมื่อ

(ก) P เป็นจริง
(ข) S เชื่อว่า p
(ค) S มีเหตุผลสนับสนุนในการที่จะเชื่อว่า p จริง

จากเงื่อนไขดังกล่าวจะเห็นได้ว่า เงื่อนไข (ก) เป็นเงื่อนไขที่แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่เป็นเท็จเราจะไม่เรียกว่าความรู้ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของเงื่อนไข (ข) นั้นแม้จะดูเหมือนชัดเจนว่าการรู้ว่า p จำเป็นต้องเชื่อว่า p ด้วย   แต่ก็ยังมีนักปรัชญาบางคน
เสนอว่าเป็นไปได้ที่เราจะรู้ว่า p โดยไม่เชื่อว่า p   ตัวอย่างเช่น คอลลิน แรดฟอร์ด (Collin Radford) ซึ่งยกตัวอย่างกรณีที่อัลเบิร์ตทำข้อสอบวิชาประวัติศาสตร์ประเทศอังกฤษ  แล้วข้อสอบถามว่า “สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธเสด็จสวรรคตเมื่อปี
คริสตศักราชอะไร” อัลเบิร์ตไม่คิดว่าตนเองรู้คำตอบ    แต่เขาก็เดาคำตอบเขียนส่งไปว่า “สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธเสด็จสวรรคตในปีคริสตศักราช 1603” ซึ่งท้ายที่สุดคำตอบที่เขาเดาถูกต้อง

แรดฟอร์ดชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญ 2 ประเด็นที่ว่า

*

อัลเบิร์ตไม่เชื่อว่า “สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธเสด็จสวรรคตเมื่อปีคริสตศักราชอะไร” เนื่องจากเขาคิดว่าเขาไม่รู้คำตอบของคำถาม เขาเพียงแต่เดาเท่านั้น
*

อัลเบิร์ตรู้ว่า “สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธเสด็จสวรรคตเมื่อปีคริสตศักราชอะไร” เนื่องจากคำตอบของเขามิใช่เรื่องโชค การตอบข้อสอบถูกได้แสดงให้เห็นว่าเขารู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ประเทศอังกฤษ

แรดฟอร์ดจึงสรุปว่าการ “รู้” p โดย “ไม่เชื่อ” ว่า p เป็นไปได้

ส่วนเงื่อนไข (ค) ซึ่งเรียกร้องให้การที่ S รู้ว่า p นั้น S จะต้องมีเหตุผลสนับสนุนในการที่เชื่อว่า p จริงก็เพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่าการจะกล่าวได้ว่า “รู้” นั้นเราจะต้องมีเหตุอันควรเชื่อหรือเหตุผลสนับสนุนก่อน ถ้าความเชื่อหนึ่ง ๆ ได้มาจากการจินตนาการคิดฝันเอาเองหรือเป็นเพียงความบังเอิญ เราก็ไม่ควรรับว่า ณ เวลานั้น S รู้ว่า p

อย่างไรก็ตาม เอ็ดมันด์ เกตติเออร์ (Edmund Gettier) เสนอว่าความเชื่อที่จริงและมีเหตุผลสนับสนุนว่าจริงนั้นไม่เพียงพอที่จะถือ เป็นความรู้ ซึ่งอาจเรียกปัญหาที่เกิดขึ้นกับเงื่อนความรู้ดังกล่าวได้ว่า “ปัญหาเกตติเออร์” กล่าวคือ เกตติเออร์เห็นว่าโดยทั่วไปนักปรัชญามักจะแสดงให้เห็นว่าความรู้คือความ เชื่อที่จริงและมีเหตุผลสนับสนุนว่าจริง ตัวอย่างเช่น ชิซัล์ม (Chisholm) เสนอว่า S จะรู้ว่า p เมื่อและก็ต่อเมื่อ (1) S ยอมรับ p (2) S มีหลักฐานเพียงพอสำหรับ p และ (3) p เป็นจริง เป็นต้น แต่เกตติเออร์เห็นว่าเงื่อนไขเหล่านี้ไม่เพียงพอที่จะเป็นเงื่อนไขของความ รู้ เขายกตัวอย่างเพื่อเสนอแนวคิดในลักษณะดังกล่าว 2 ตัวอย่างด้วยกัน ดังนี้

กรณีตัวอย่างที่ 1
สมมติว่าสมิธและโจนส์ไปสมัครงานด้วยกัน ณ ที่แห่งหนึ่ง และสมมติว่าสมิธมีหลักฐานที่หนักแน่นพอสำหรับประพจน์ที่ว่า

(ก) “โจนส์คือคนที่จะได้งานนี้ และโจนส์มีเหรียญสิบเหรียญในกระเป๋า”

โดยหลักฐานที่ว่าอาจเป็นการที่ผู้บริหารของบริษัทยืนยันกับสมิธว่าโจนส์จะ เป็นผู้ที่ได้งานและการที่เขาได้นับเงินในกระเป๋าของโจนส์เมื่อสิบนาทีที่ ผ่านมา ซึ่งประพจน์ (ก) ดังกล่าวมีนัยว่า

(ข) “คนที่จะได้งานนี้มีเหรียญสิบเหรียญในกระเป๋า”

สมมติว่าสมิธเห็นว่า (ข) เป็นนัยที่ตามมาจาก (ก) และยอมรับ (ข) บนพื้นฐานของ (ก) เขาก็จะมีหลักฐานที่หนักแน่นพอที่จะเชื่ออย่างมีเหตุผลสนับสนุนว่า (ข) จริง

อย่างไรก็ตาม เกตติเออร์ได้เสนอว่าต่อมากลับกลายเป็นสมิธที่ได้งาน ซึ่งสมิธไม่รู้มาก่อน อีกทั้งสมิธก็ไม่รู้ว่าตนเองมีเหรียญสิบเหรียญในกระเป๋า เมื่อเป็นเช่นนี้ ประพจน์ (ข) ที่สมิธยอมรับจึงยังถูกต้องอยู่ แม้ว่าจะมาจากหลักฐาน (ก) ที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งเกตติเออร์เห็นว่าจากตัวอย่างดังกล่าว ประพจน์ (ข) เป็นประพจน์ที่จริง สมิธเชื่อว่า (ข) จริง และสมิธก็มีเหตุผลสนับสนุนที่จะเชื่อว่า (ข) จริง แต่ก็ชัดเจนว่าสมิธไม่ “รู้” ว่า (ข) จริง เนื่องจาก (ข) เป็นจริงจากจำนวนเหรียญในกระเป๋าสมิธซึ่งเขาไม่รู้ว่ามีเหรียญอยู่ในกระเป๋า ของตนกี่เหรียญ และความเชื่อของสมิธก็วางอยู่บนจำนวนเหรียญในกระเป๋าของโจนส์ที่เขาเชื่อ อย่างผิด ๆ ว่าจะเป็นคนที่ได้งานนี้

กรณีตัวอย่างที่ 2
สมมติว่าสมิธมีหลักฐานที่หนักแน่นสนับสนุนประพจน์ (ก) โจนส์เป็นเจ้าของรถฟอร์ด โดยหลักฐานของสมิธอาจเป็นว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาในความจำของเขา โจนส์มีรถเป็นของตัวเองและเป็นรถฟอร์ดเสมอ และโจนส์ก็เพิ่งให้สมิธโดยสารขณะขับรถฟอร์ดอยู่

ต่อมาให้จินตนาการว่าสมิธยังมีเพื่อนอีกคนหนึ่งชื่อบราวน์ ซึ่งสมิธไม่รู้จริงๆ ว่าปัจจุบันนี้อาศัยอยู่ที่ไหน สมิธเลือกสถานที่ 3 แห่งโดยการสุ่มและสร้างประพจน์ 3 ประพจน์ดังนี้

(ข) โจนส์เป็นเจ้าของรถ ฟอร์ด หรือบราวน์อยู่ที่บอสตัน
(ค) โจนส์เป็นเจ้าของรถ ฟอร์ด หรือบราวน์อยู่ที่บาร์เซโลน่า
(ง) โจนส์เป็นเจ้าของรถฟอร์ด หรือบราวน์อยู่ที่บรีสท์-ลีโทวส์ค

โดยแต่ละประพจน์เหล่านี้มีนัยมาจาก (ก) จินตนาการว่าสมิธทราบดี ว่าเขาสร้างประพจน์เหล่านี้จาก (ก) และรับประพจน์ (ข), (ค) และ (ง) บนฐานของ (ก) ซึ่งเป็นประพจน์ที่เขามีหลักฐานที่หนักแน่นมาสนับสนุน เมื่อเป็นเช่นนี้ สมิธก็มีเหตุอันควรให้เชื่อประพจน์ทั้ง 3 ประพจน์อย่างสมบูรณ์ถึงแม้ไม่รู้ว่าบราวน์อยู่ที่ใด

เกตติเออร์อธิบายว่าหากเราจินตนาการต่อไปถึงเงื่อนไขอีก 2 ข้อ เงื่อนไขที่หนึ่ง โจนส์ไม่ได้เป็นเจ้าของรถฟอร์ดแต่ใช้รถเช่าอยู่ในปัจจุบัน และเงื่อนไขที่สอง ด้วยความบังเอิญจริงๆ ว่าสถานที่ในประพจน์ (ค) เป็นสถานที่ที่บราวน์อยู่และสมิธก็ไม่รู้เรื่องดัง กล่าว เมื่อเป็นเช่นนี้ ถ้ายึดเงื่อนไข 2 ข้อนี้ สมิธจะไม่รู้ว่า (ค) เป็นจริงถึงแม้ว่า (ค) เป็นจริง สมิธเชื่อว่า (ค) เป็นจริง และสมิธมีเหตุอันควรให้เชื่อว่า (ค) จริง

ดังนั้น เกตติเออร์จึงสรุปว่าการนิยามผ่านเงื่อนไขความรู้ทั้ง 3 ข้อนั้นไม่เป็นเงื่อนไขเพียงพอในการที่จะถือว่าใครสักคนรู้ประพจน์สัก ประพจน์หนึ่ง

ทั้งนี้ ปัญหาเกตติเออร์อาจยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายขึ้นได้โดยการพิจารณาจาก เหตุการณ์ที่ว่า นาย ก. และ นาย ข. ต้องการลงทะเบียนเรียนวิชาตรรกวิทยา แต่วิชาดังกล่าวสามารถรับนิสิตเพิ่มได้อีกเพียงคนเดียวเท่านั้น นาย ก. ทราบข่าวล่วงหน้าจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ว่า นาย ข. ได้รับการเลือกให้เข้าเรียนวิชาดังกล่าว เมื่อนาย ก. บังเอิญเห็นว่า นาย ข. มีตั๋วรถเมล์อยู่ในกระเป๋าสะพายของเขา นาย ก.จึงสรุปว่า “คนที่ได้รับการเลือกให้เข้าเรียนวิชาตรรกวิทยาคือคนที่มีตั๋วรถเมล์อยู่ใน กระเป๋า” แต่ต่อมา อาจารย์วิชาตรรกวิทยากลับประกาศว่าคนที่ได้รับการเลือกให้เข้าเรียนคือนาย ก. และเขาเองก็ไม่รู้ว่าในกระเป๋าสะพายของตนมีตั๋วรถเมล์อยู่เช่นกัน เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเท่ากับว่าข้อสรุปที่ว่า “คนที่ได้รับการเลือกให้เข้าเรียนวิชาตรรกวิทยาคือคนที่มีตั๋วรถเมล์อยู่ใน กระเป๋า” ยังคงถูกต้องอยู่ จะเห็นได้ว่าในกรณีดังกล่าว แม้ว่านาย ข.จะไม่ใช่คนที่ได้เข้าเรียนวิชาตรรกวิทยา แต่ข้อสรุปที่นาย ก. สร้างขึ้นยังคงเป็นจริง นาย ก. เชื่อว่าข้อสรุปดังกล่าวจริง และนาย ก. ก็มีเหตุผลสนับสนุนที่จะเชื่อว่าข้อสรุปดังกล่าวจริง ซึ่งลักษณะดังกล่าวตรงกับเกณฑ์ของความรู้โดยทั่วไปที่มักเข้าใจกันว่าประกอบ ด้วยองค์ประกอบดังนี้ (1) P เป็นจริง (2) S เชื่อว่า p และ (3) S มีเหตุผลสนับสนุนในการที่จะเชื่อว่า p จริง อย่างไรก็ตาม แม้ว่าข้อสรุปข้างต้นจะมีองค์ประกอบของความรู้ครบถ้วน แต่นาย ก. ไม่ได้รู้จริง ๆ ว่าข้อสรุปดังกล่าวถูกต้อง เนื่องจากข้อสรุปข้างต้นเป็นจริงจากการที่นาย ก. เห็นตั๋วรถเมล์ในกระเป๋าของนาย ข. และข้อสรุปดังกล่าวก็วางอยู่บนความเข้าใจผิดว่านาย ข. จะเป็นคนได้รับเลือกให้เข้าเรียนวิชาตรรกวิทยา ซึ่งเท่ากับว่าเกณฑ์โดยทั่วไปของความรู้ไม่เพียงพอที่จะทำให้ความเชื่อหนึ่ง ๆ ถือเป็นความรู้

หลังจากที่เกตติเออร์มีข้อเสนอในลักษณะดังกล่าว ก็ได้เกิดข้อถกเถียงและการอภิปรายเพื่อแก้ปัญหาเกตติเออร์ ตัวอย่างเช่น การเสนอว่ากรณีตัวอย่างที่เกตติเออร์เสนอไม่มีกรณีใดที่ความเชื่อถูกให้ เหตุผลสนับสนุน เนื่องจากเป็นไปไม่ได้ที่จะให้เหตุผลสนับสนุนสิ่งใดก็ตามที่ไม่จริง ซึ่งการเสนอในลักษณะดังกล่าวจะทำให้นิยามความรู้แบบ “ความเชื่อที่จริงและมีเหตุผลสนับสนุนว่าจริง” ยังคงเป็นไปได้อยู่ กระนั้นก็ดี นักญาณวิทยาหลายต่อหลายคนพยายามให้ข้อเสนอใหม่เกี่ยวกับความรู้เพื่อแก้ ปัญหาเกตติเออร์จนนำไปสู่แนวทางการให้เหตุผลสนับสนุนแบบอื่น ๆ ตัวอย่างเช่น ภายนอกนิยม (externalism) ในเวลาต่อมา

3. มูลฐานนิยม (foundationalism) และสหนัยนิยม (coherentism) เกี่ยวกับการให้เหตุผลสนับสนุน

ในส่วนที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า “การให้เหตุผลสนับสนุน” เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้ความเชื่อที่จริงหนึ่งๆ เป็นความรู้ โดยมีแนวคิดแบบดั้งเดิมเกี่ยวกับการให้เหตุผลสนับสนุนอยู่ 2 แนวคิดด้วยกัน คือมูลฐานนิยม (foundationalism) และสหนัยนิยม (coherentism) ทั้งสองแนวคิดเป็นข้อคิดเห็นเชิงบรรทัดฐานเกี่ยวกับกฎที่กำหนดว่าเราควรจะ ยอมรับ ปฏิเสธ หรือสงสัยประพจน์ใด โดยสามารถเข้าใจแนวคิดเกี่ยวกับการให้เหตุผลสนับสนุนจากสถานการณ์ตัวอย่าง ที่ว่าสมมติว่าเรามีความเชื่อหนึ่ง ๆ โดยได้เหตุผลสนับสนุนมาจากการบอกเล่าของคนที่น่าเชื่อถือ เหตุผลเช่นนี้ทำให้เกิดคำถามตามมาอีกว่าอะไรเป็นเหตุผลทำให้คน ๆ นั้นเป็นคนที่น่าเชื่อถือ ซึ่งเมื่อตอบคำถามดังกล่าวแล้วก็ยังสามารถตั้งคำถามเกี่ยวกับเหตุผลอื่น ๆ ว่าเหตุผลอะไรสนับสนุนเหตุผลนั้นได้ต่อไป ทั้งนี้ กระบวนการให้เหตุผลสำหรับความเชื่อมี 3 โครงสร้างที่เป็นไปได้ ดังนี้

*

มูลฐานนิยม โครงสร้างของความเชื่อแบบนี้จะเห็นว่ามีเหตุผลที่เป็นพื้นฐานซึ่งไม่ต้องการ เหตุผลอื่น ๆ มาสนับสนุนเหตุผลเหล่านั้น
*

สหนัยนิยม โครงสร้างของความเชื่อแบบนี้จะเห็นว่าไม่มีเหตุผลใดที่ไม่ต้องการเหตุผลอื่น ๆ มาสนับสนุน โดยไม่ได้หมายความว่าสามารถถามเหตุผลต่อไปได้ไม่สิ้นสุด เนื่องจากความเชื่อสนับสนุนซึ่งกันและกัน
*

อนันตนิยม (Infinitism) โครงสร้างของความเชื่อแบบนี้จะเห็นว่าไม่มีเหตุผลใดที่ไม่ต้องการเหตุผลอื่น ๆ มาสนับสนุน แต่การให้เหตุผลนั้นไม่สิ้นสุด จึงแตกต่างจากโครงสร้างแบบสหนัยนิยมที่เห็นว่าการให้เหตุผลนั้นสามารถสิ้น สุดลงได้เนื่องจากความเชื่อสนับสนุนกันเอง

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอเกี่ยวกับโครงสร้างที่นักญาณวิทยาสนใจและมักถกเถียงกันก็คือข้อเสนอ มูลฐานนิยมและสหนัยนิยม ทั้งนี้ ข้อเสนอโครงสร้างแบบมูลฐานนิยมมีข้อโต้แย้งที่สำคัญ 2 ประการด้วยกัน ประการแรกคือนักคิดกลุ่มไพโรเนียนเห็นว่าประพจน์พื้นฐานเป็นเรื่องตาม อำเภอใจ (arbitrary) แต่ถ้าไม่ใช่เรื่องตามอำเภอใจก็หมายความว่ามีเหตุผลอื่น ๆ ที่ทำให้คิดว่าประพจน์ดังกล่าวไม่เป็นเรื่องตามอำเภอใจ ซึ่งเท่ากับว่ามีเหตุผลที่จะยอมรับประพจน์นั้นจนทำให้ประพจน์นั้นไม่ใช่ ประพจน์พื้นฐานไป เมื่อเป็นเช่นนี้จึงอาจกล่าวได้ว่าไม่มีประพจน์ที่เป็นพื้นฐาน ส่วนประการที่สองคือความเชื่อที่เป็นความเชื่อพื้นฐานบางความเชื่อนั้นเมื่อ พิจารณาอย่างละเอียดแล้วดูเหมือนไม่เหมาะเป็นความเชื่อพื้นฐาน  (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ การให้เหตุผลสนับสนุนความเชื่อ/ Epistemic Justification)

4. ภายนอกนิยม (externalism) และภายในนิยม (internalism) เกี่ยวกับความรู้

จากปัญหาและข้อโต้แย้งที่มีต่อแนวคิดแบบมูลฐานนิยมและสหนัยนิยม นักญาณวิทยาจึงได้พัฒนาข้อเสนอเกี่ยวกับการรับรอง (accounts of warrant) อื่น ๆ ซึ่งอาจเรียกได้ว่าแนวคิดแบบภายนอกนิยม (externalism) เนื่องจากแนวคิดดังกล่าวมุ่งเน้นไปที่ลักษณะของโลกมากกว่าเหตุผลในการเชื่อ ของผู้รู้ กล่าวคือ แนวคิดภายนอกนิยมตรงกันข้ามกับแนวคิดแบบภายในนิยม โดยภายในนิยมเห็นว่าความรู้ถูกตัดสินโดยปัจจัยภายในผู้รู้ เช่น เนื้อหาในจิต ความทรงจำ เป็นต้น ทั้งนี้ มูลฐานนิยมและสหนัยนิยมที่กล่าวถึงไปในหัวข้อที่ผ่านมาถือได้ว่าเป็นข้อเสนอ แบบภายในนิยม ส่วนภายนอกนิยมเห็นว่าความรู้อย่างน้อยจะต้องถูกตัดสินโดยสิ่งอื่นนอกเหนือ จากปัจจัยภายใน

แนวคิดภายในนิยมและภายนอกนิยมจึงทำให้เกิดข้อเสนอที่แตกต่างกันเกี่ยวกับ ความรู้ อีกทั้งเมื่อมีปัญหาเกตติเออร์ การให้ข้อเสนอเกี่ยวกับความรู้จึงมีเงื่อนไขเพิ่มเติมเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา ดังกล่าว ข้อเสนอเกี่ยวกับความรู้จากแนวคิดภายในนิยมและภายนอกนิยมจึงมีลักษณะดังนี้

– ความรู้-ภายในนิยม (Knowledge-Internalism) มีข้อเสนอในลักษณะที่ว่าการให้เหตุผลสนับสนุนจากปัจจัยภายในเป็นเงื่อนไขจำ เป็นสำหรับความรู้ และแหล่งกำเนิดของความเชื่อในกระบวนการเชิงความรู้ที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอ สำหรับการทำให้เกิดความรู้ ดังนั้น จึงอาจเข้าใจมโนทัศน์ “ความรู้” ของนักภายในนิยมได้ว่า

S รู้ว่า p เมื่อและก็ต่อเมื่อ

(1) p เป็นจริง

(2) S เชื่อว่า p

(3) S มีเหตุผลสนับสนุนจากปัจจัยภายในในการเชื่อว่า p

(4) ความเชื่อของ S ว่า p ไม่ทำให้เกิดปัญหาเกตติเออร์

– ความรู้-ภายนอกนิยม (Knowledge –Externalism) มีข้อเสนอในลักษณะที่ว่าการให้เหตุผลสนับสนุนจากปัจจัยภายในไม่เป็นเงื่อนไข จำเป็นของความรู้ แต่แหล่งกำเนิดของความเชื่อในกระบวนการเชิงความรู้ที่น่าเชื่อถือเพียงพอ สำหรับทำให้เกิดความรู้ ดังนั้นจึงมีกรณีของความรู้ที่ไม่มีเหตุผลสนับสนุนจากปัจจัยภายใน ดังนั้น จึงอาจเข้าใจมโนทัศน์ “ความรู้” ของนักภายนอกนิยมได้ว่า

S รู้ว่า p เมื่อและก็ต่อเมื่อ

(1) p เป็นจริง

(2) S เชื่อว่า p

(3) S มีเหตุผลสนับสนุนจากปัจจัยภายนอกในการเชื่อว่า p (ในแนวทางที่จะไม่ทำให้เกิดปัญหาเกตติเออร์

จะเห็นได้ว่า ทั้งข้อเสนอ “ความรู้-ภาย ในนิยม” และ “ความรู้-ภายนอกนิยม” เห็นว่าความรู้จำเป็นต้องเป็นความเชื่อที่จริง แต่คำถามที่ทั้งสองข้อเสนอตอบแตกต่างกันคือ “อะไรเป็นสิ่งจำเป็นในการทำให้ความเชื่อที่จริงกลายเป็นความรู้” กล่าวคือ “ความรู้-ภายในนิยม” เห็นว่าสิ่งที่จำเป็นสำหรับทำให้ความเชื่อกลายเป็นความรู้คือการให้เหตุผล สนับสนุนจากปัจจัยภายใน ส่วน “ความรู้-ภายนอกนิยม”  เห็นว่าปัจจัยภายในไม่จำเป็น หรืออาศัยปัจจัยภายนอกก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ความเชื่อที่จริงกลายเป็นความ รู้ นอกจากนี้ ทั้งสองแนวคิดเห็นว่าความรู้ต้องไม่ทำให้เกิดปัญหาเกตติเออร์ด้วย

ในส่วนของข้อเสนอแบบภายนอกนิยมนั้น ข้อเสนอเกี่ยวกับภายนอกนิยมที่สำคัญคือทฤษฎีเชิงสาเหตุ (causal theory) และข้อเสนอแบบความน่าเชื่อถือนิยม (reliabilism) โดยทฤษฎีเชิงสาเหตุเกี่ยวกับการรับรองเห็นว่าความเชื่อจะถูกรับรองเมื่อและ ก็ต่อเมื่อสิ่งต่าง ๆ มีความสัมพันธ์เชิงสาเหตุที่เหมาะสมกับความเชื่อ ตัวอย่างเช่น สมมติว่าฉันเชื่อว่า “มีนกตัวหนึ่งอยู่บนต้นไม้” โดยเป็นความเชื่อที่มีสาเหตุมาจากการเห็นนกตัวหนึ่งบนต้นไม้ อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีเชิงสาเหตุมีข้อบกพร่องเนื่องจากในบางกรณีแม้ความเชื่อจะมีความ สัมพันธ์เชิงสาเหตุที่เหมาะสมกับสิ่งต่าง ๆ แต่ก็ไม่ถือเป็นความรู้เพราะความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นเพียงความบังเอิญหรือ ความเข้าใจผิด และในบางกรณีมีความเชื่อหลายความเชื่อที่ถือเป็นความรู้แต่มิได้มีความ สัมพันธ์เชิงสาเหตุที่เหมาะสมกับสิ่งต่าง ๆ เช่น 2+2=4 เป็นต้น

ต่อมาได้มีการเสนอข้อเสนอความน่าเชื่อถือนิยม โดยข้อเสนอดังกล่าวไม่ได้เห็นว่าความเชื่อจะต้องการความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ ที่เหมาะสมกับสิ่งต่าง ๆ แต่จะถือว่าความเชื่อหนึ่ง ๆ ถูกรับรองเมื่อและก็ต่อเมื่อความเชื่อดังกล่าวเป็นผลมาจากกระบวนการสร้าง ความเชื่อที่น่าเชื่อถือ แนวคิดความน่าเชื่อถือนิยมเห็นว่าการให้เหตุผลสนับสนุนความเชื่อนั้นถูก ตัดสินโดยแนวโน้มที่จะสร้างความเชื่อที่จริงของกระบวนการสร้างความเชื่อดัง กล่าว ตัวอย่างเช่น สภาพแวดล้อม ประวัติศาสตร์หรือบริบทของผู้เชื่อ เป็นต้น โดยข้อเสนอดังกล่าวสามารถแบ่งได้เป็น 2 รูปแบบด้วยกัน รูปแบบแรกคือ ความน่าเชื่อถือนิยมในฐานะที่เป็นทฤษฎีการให้เหตุผลสนับสนุน (Justification-Reliabilism) ซึ่งจะพิจารณาการให้เหตุผลสนับสนุนจากความน่าเชื่อถือ รูปแบบที่สองคือ ความน่าเชื่อถือนิยมในฐานะที่เป็นทฤษฎีความรู้ (Knowledge-Reliabilism) สำหรับแนวทางนี้ ความรู้ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลสนับสนุน แต่สิ่งที่จำเป็นคือกระบวนการสร้างความเชื่อที่น่าเชื่อถือ ซึ่งอาจสรุปหลักการของรูปแบบทั้งสองได้ดังนี้

*

ความน่าเชื่อถือนิยมในฐานะที่เป็นทฤษฎีการให้เหตุผลสนับสนุนแบบไม่ซับซ้อน (Simple Justification-Reliabilism) ประกอบด้วยหลักการ 2 ส่วนที่ว่า
– ส่วน A: S รู้ว่า P เมื่อและก็ต่อเมื่อความเชื่อของ S ว่า P นั้น (1) เป็นจริง และ (2) มีเหตุผลสนับสนุน
– ส่วน B: S มีเหตุผลสนับสนุนในการเชื่อว่า P เมื่อและก็ต่อเมื่อความเชื่อของ S ว่า P ถูกสร้างโดยกระบวนการเชิงความรู้ที่น่าเชื่อถือ (ในแนวทางที่จะไม่ทำให้เกิดปัญหาเกตติเออร์)
*

ความน่าเชื่อถือนิยมในฐานะที่เป็นทฤษฎีความรู้แบบไม่ซับซ้อน (Simple Knowledge-Reliabilism) เห็นว่า S รู้ว่า P เมื่อและก็ต่อเมื่อความเชื่อของ S ว่า P นั้น (1) เป็นจริง และ (2) ถูกสร้างโดยกระบวนการเชิงความรู้ที่น่าเชื่อถือ (ในแนวทางที่จะไม่ทำให้เกิดปัญหาเกตติเออร์)

5. หลักการเชิงญาณวิทยา (epistemic principles)

หลักการเชิงญาณวิทยาเป็นหลักการซึ่งอธิบายสถานะทางญาณวิทยาบรรทัดฐานของ ประพจน์ภายใต้เงื่อนไขที่แตกต่างกัน โดยทั่วไปแล้วมักจะยอมรับว่า “ถ้าบุคคลคนหนึ่งมีเหตุผลสนับสนุนในการเชื่อประพจน์ x แล้วบุคคลคนนั้น ซึ่งมิใช่ในขณะเดียวกัน จะมีเหตุผลสนับสนุนในการเชื่อว่า ไม่จริงที่ว่า x” อย่างไรก็ตาม ยังมีหลักการอื่น ๆ ที่ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ เนื่องจากหลักการเหล่านั้นเป็นพื้นฐานให้เกิดข้อสงสัยจนนำไปสู่ข้อเสนอแบบวิ มตินิยม และทำให้เกิดปัญหาเชิงญาณวิทยาที่ลึกซึ้งบางประการ โดยตัวอย่างของหลักการเชิงญาณวิทยาที่ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่และมีความ สำคัญคือ

(1)     Conjunction Principle (CON-P): ถ้า S มีเหตุผลสนับสนุนที่จะเชื่อว่า x และ S มีเหตุผลสนับสนุนที่จะเชื่อว่า y แล้ว S จะมีเหตุผลสนับสนุนในการเชื่อว่า x และ y
(2)     Closure Principle (CLO-P):  ถ้า S มีเหตุผลสนับสนุนที่จะเชื่อว่า x และ x มีนัย (entail) ว่า y แล้ว S จะมีเหตุผลสนับสนุนที่จะเชื่อว่า y
(3)     Evidence Transfer Principle (ET-P) ถ้ามีหลักฐาน e ที่เป็นเหตุผลสนับสนุนให้ S เชื่อว่า x และ x มีนัยว่า y แล้ว e จะเป็นเหตุผลสนับสนุนให้ S เชื่อว่า y

ข้อสังเกตเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของทั้ง 3 หลักการนี้คือ CLO-P ไม่ได้มีนัยถึง CON-P เนื่องจาก CLO-P เกี่ยวข้องกับประพจน์เพียงประพจน์เดียวที่ S ถูกให้เหตุผลสนับสนุนในการเชื่อ มิได้เกี่ยวข้องกับกลุ่มของประพจน์ นอกจากนี้ CLO-P ก็มิได้มีนัยถึง ET-P เนื่องจาก CLO-P มิได้เรียกร้องว่าหลักฐานจะต้องเป็นหลักฐาน e เดียวกันที่ S มีเพื่อเป็นเหตุผลสนับสนุนทั้ง x และ y ดังนั้น เราสามารถยอมรับ CLO-P โดยไม่ยอมรับหลัก CON-P หรือ ET-P ได้

อย่างที่ได้กล่าวไปตอนต้นว่า หลักการเชิงญาณวิทยาเหล่านี้ยังเป็นที่ถกเถียงเนื่องจากเป็นพื้นฐานให้เกิด ข้อสงสัยจนนำไปสู่ข้อเสนอแบบวิมตินิยมและทำให้เกิดปัญหาเชิงญาณวิทยาที่ลึก ซึ้งบางประการ ซึ่งวิมตินิยมคือข้อเสนอที่ว่าเราขาดความรู้หรือไม่มีความรู้ ข้อเสนอแบบวิมตินิยมมีหลากหลายรูปแบบด้วยกัน รูปแบบที่สุดโต่งที่สุดคือวิมตินิยมแบบทั้งหมด (global skepticism) ซึ่งเห็นว่าเรามีความรู้น้อยมาก

ข้อเสนอแบบวิมตินิยมที่พยายามแสดงให้เห็นว่าเราไม่มีความรู้อาจมีโครงสร้าง ในลักษณะดังนี้

(1)     ความรู้ทั้งหมดต้องการเหตุผล โดยเหตุผลดังกล่าวต้องไม่เป็นไปตามอำเภอใจหรือทวนคำถาม หรือมากมายไม่มีที่สิ้นสุด
(2)     โครงสร้างเดียวสำหรับเหตุผลต่าง ๆ ก็คือเหตุผลเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ตามอำเภอใจ (มูลฐานนิยม) เป็นเรื่องที่ทวนคำถาม (สหนัยนิยม) และเป็นเรื่องที่มีเหตุผลมากมายไม่สิ้นสุด (อนันตนิยม)
ดังนั้น ไม่มีความรู้

การโต้ตอบต่อข้อเสนอดังกล่าวที่เป็นไปได้มีหลายรูปแบบด้วยกัน ตัวอย่างเช่น

(1)     ประพจน์ที่เป็นพื้นฐานมิได้เป็นเรื่องตามอำเภอใจ
(2)     สหนัยนิยมไม่จำเป็นต้องนำไปสู่การทวนคำถามเสมอไป
(3)     การต้องการเหตุผลที่ไม่สิ้นสุดสำหรับความเชื่อหนึ่ง ๆ มิได้มีนัยว่าความเชื่อนั้นจะไม่สามารถถูกให้เหตุผลสนับสนุน

ทั้งนี้ ตัวอย่างของการอ้างเหตุผลที่นำหลักการเชิงญาณวิทยามาเป็นพื้นฐานให้เกิดข้อ สงสัยจนนำไปสู่ข้อเสนอแบบวิมตินิยมคือ

(1)     ถ้าฉันมีเหตุผลสนับสนุนที่จะเชื่อว่ามีโต๊ะตัวหนึ่งอยู่ข้างหน้าฉัน แล้วฉันจะมีเหตุผลสนับสนุนที่จะเชื่อว่าฉันมิได้เป็นคนที่อยู่ในฉากเชิงวิ มตินิยม (skeptical scenarios) เช่นโลกที่มีปีศาจหลอกให้เห็นสิ่งต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งอันที่จริงไม่มีโต๊ะอยู่ข้างหน้าฉัน แต่ปรากฏว่ามีเนื่องจากฉากเชิงวิมตินิยมดังกล่าว
(2)     ฉันไม่เคยมีเหตุผลสนับสนุนที่จะเชื่อว่าฉันมิได้เป็นคนที่อยู่ในฉากเชิงวิ มตินิยมซึ่งอันที่จริงไม่มีโต๊ะอยู่ข้างหน้าฉัน แต่ปรากฏว่ามีเนื่องจากฉากเชิงวิมตินิยมดังกล่าว
ดังนั้น ฉันไม่เคยมีเหตุผลสนับสนุนที่จะเชื่อว่ามีโต๊ะตัวหนึ่งอยู่ข้างหน้าฉัน

จากตัวอย่างดังกล่าวเป็นการนำเอาหลักการเชิงญาณวิทยา CLO-P มาอ้างเหตุผลเพื่อเป็นพื้นฐานให้สรุปแนวคิดแบบวิมตินิยม ซึ่งการโต้ตอบการอ้างเหตุผลดังกล่าวเป็นไปได้ใน 3 แนวทางด้วยกัน คือ (1) CLO-P เป็นเท็จ (2) ข้ออ้างที่ 2 เป็นเท็จ และ (3) ข้อเสนอทั้งหมดทวนคำถาม

และยังมีข้อเสนอในรูปแบบคล้ายกันเพื่อเสนอแนวคิดวิมตินิยมซึ่งใช้หลักการ เชิงญาณวิทยา ET-P

(1)     ถ้าหลักฐาน e ที่ฉันมีทำให้เชื่อว่ามีโต๊ะตัวหนึ่งอยู่ต่อหน้าฉันเพียงพอที่จะให้เหตุผล สนับสนุนความเชื่อดังกล่าว แล้วหลักฐาน e ก็จะเพียงพอที่จะให้เหตุผลสนับสนุนความเชื่อว่าฉันมิได้เป็นคนที่อยู่ในฉาก เชิงวิมตินิยมฉากหนึ่ง
(2)     หลักฐาน e ไม่เพียงพอที่จะให้เหตุผลสนับสนุนว่าฉันมิได้อยู่ในฉากเชิงวิมตินิยมฉาก หนึ่ง
ดังนั้น หลักฐาน e ไม่เพียงพอที่จะให้เหตุผลสนับสนุนว่ามีโต๊ะตัวหนึ่งอยู่ต่อหน้าฉัน

จากตัวอย่างข้อเสนอดังกล่าว นักญาณวิทยาอาจแก้ปัญหาหรือตอบโต้กับแนวคิดวิมตินิยมโดยการปฏิเสธ ET-P เนื่องจากสามารถปฏิเสธ ET-P ได้โดยไม่ต้องปฏิเสธ CLO-P (เพราะ CLO-P มิได้มีนัยว่า ET-P)

นอกจากการอ้างเหตุผลในส่วนที่ผ่านมาที่ทำให้สามารถตั้งคำถามกับหลักการเชิง ญาณวิทยาได้แล้วนั้น ยังมีปฏิทรรศน์ (paradox) เกี่ยวกับหลักการเชิงวิทยาที่ทำให้ตั้งคำถามกับหลักการเชิงญาณวิทยาบางหลัก การได้อีกด้วย ตัวอย่างเช่น ปฏิทรรศน์เรื่องกรู (The Grue Paradox) ซึ่งพัฒนาโดยเนลสัน กู๊ดแมน  (Nelson Goodman) โดยปฏิทรรศน์นี้เน้นบทบาทของ ET-P กล่าวคือ มรกตทั้งหมดที่ถูกตรวจสอบมาจนถึงเวลาปัจจุบัน (tnow) มีสีเขียว แต่ในความเป็นจริงแล้วเราสามารถคิดว่า เนื่องจากเราตรวจสอบมรกตเป็นจำนวนมาก เราจึงมีเหตุผลสนับสนุนที่จะเชื่อว่า (G) มรกตทั้งหมดเป็นสีเขียวจนถึงเวลาปัจจุบัน แต่ถ้าหลังเวลาปัจจุบันไปแล้วมรกตจะเป็นสีฟ้า โดยจะใช้ “กรู” (grue) เพื่อแสดงถึงคุณสมบัติของการถูกตรวจสอบจนถึงเวลาปัจจุบันว่าเป็นสีเขียวแต่ หลังจากนั้นจะเป็นสีฟ้า ซึ่งจะเห็นว่าหลักฐานที่ให้เหตุผลสนับสนุนเราในการเชื่อว่า “มรกตทั้งหมดเป็นสีเขียว” ไม่ให้เหตุผลสนับสนุนเราในการเชื่อว่า (N) ไม่มีมรกตใดมีสีกรู  จะเห็นได้ว่าปฏิทรรศน์ดังกล่าวขึ้นอยู่กับหลักการ ET-P แม้ว่าหลักฐานในเชิงอุปนัย (การตรวจสอบมรกตสีเขียวจำนวนมาก) จะให้เหตุผลสนับสนุน (G) และแม้ว่า (G) จะมีนัย (entail) ว่า (N) แต่หลักฐานดังกล่าวก็มิได้ให้เหตุผลสนับสนุนว่า (N)  ซึ่งเท่ากับปฏิทรรศน์เรื่องกรูแสดงให้เห็นว่าหลักฐานมิได้มีลักษณะส่ง ผ่านอย่างที่หลักการ ET-P ต้องการให้เป็น

การถกเถียงเกี่ยวกับหลักการเชิงญาณวิทยายังคงมีอยู่จนกระทั่งปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ในส่วนต่อไปจะอภิปรายเพิ่มเติมถึงการถกเถียงร่วมสมัยเกี่ยวกับประเด็นปัญหา เรื่องความรู้ ซึ่งจะทำให้ความเข้าใจเกี่ยวกับมโนทัศน์ “ความรู้” มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น

6. วิทยาศาสตร์ให้ความรู้แก่เราหรือไม่

จากการอภิปรายที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าโดยทั่วไปมีการยอมรับกันว่า “ความจริง” เป็นเงื่อนไขจำเป็นเงื่อนไขหนึ่งของความรู้ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงอาจตั้งคำถามได้ว่า วิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นศาสตร์ที่มัก “มีการค้นพบความคิดใหม่และหักล้างความคิดเก่าอยู่ตลอด” นั้นเป็นศาสตร์ที่ทำให้เกิดความรู้หรือไม่ นอกจากนี้ งานวิจัยในวิทยาศาสตร์หลายครั้งมีผลลัพธ์เป็นการประมาณการณ์หรือเป็นความน่า จะเป็น ซึ่งทำให้ตั้งคำถามได้ว่าความจริงในเชิงการประมาณการณ์หรือความน่าจะเป็นนี้ ทำให้กล่าวได้หรือไม่ว่าวิทยาศาสตร์ให้ความจริงแก่เรา

นักคิดบางคนที่ไม่เห็นด้วยกับสัจนิยมเชิงวิทยาศาสตร์ (scientific anti-realism) เสนอว่าการวิจัยในวิทยาศาสตร์นั้นมีจุดประสงค์เพื่อความเป็นประโยชน์ และไม่เห็นว่าความจริงกับความเป็นประโยชน์เป็นสิ่งเดียวกัน กล่าวคือ พวกเขาเห็นว่าทฤษฎีวิทยาศาสตร์มิได้จริงหรือเท็จ แต่เป็นประโยชน์ในการทำนายผลของการทดลองและอธิบายข้อมูลต่าง ๆ ได้ ซึ่งอาจมีนัยตามมาว่าวิทยาศาสตร์มิได้เกี่ยวข้องกับความจริง และไม่ได้ทำให้เกิดความรู้ตามนิยามที่มีความจริงเป็นเงื่อนไขจำเป็นอย่างที่ เข้าใจ

นอกจากนี้ ธอมัส คูห์น (Thomas Kuhn) นักประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับกระบวนการสะสมความรู้ของวิทยาศาสตร์ว่ากระบวนการสะสม ความรู้ของวิทยาศาสตร์นั้นมิได้เป็นแบบพอกพูนความรู้ หรือมิได้เป็นการขยายตัวของความรู้ แต่เป็นการเปลี่ยนแพราไดม์ (paradigm) กล่าวคือ คูห์นเสนอว่าการเปลี่ยนทฤษฎีวิทยาศาสตร์ในประวัติศาสตร์นั้นแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนใหญ่ ๆ คือ (1) ขั้นพรีแพราไดม์ (preparadigm) เป็นขั้นที่สังคมในวิทยาศาสตร์ค้นคว้าเรื่องเดียวแต่แตกต่างกันไปตามแนวทาง ของตนจนกระทั่งเกิดแพราไดม์หนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์พากันสนใจ (2) ขั้นวิทยาศาสตร์แบบฉบับ (normal science) เป็นขั้นที่มีการค้นคว้าศึกษาภายใต้กรอบของแพราไดม์เพื่อแก้ปัญหาภายในกรอบ แพราไดม์นั้น ๆ จนกระทั่งปัญหามีความซับซ้อนมากขี้นเรื่อย ๆ จึงเกิดขั้นต่อไป (3) ขั้นปฏิวัติ (revolution) เป็นขั้นที่นำไปสู่การยอมรับแพราไดม์ใหม่ ดังนั้น การปฏิวัติในวิทยาศาสตร์ การยอมรับแนวคิดใหม่แทนที่แนวคิดเก่า เช่น การเปลี่ยนแปลงจากการอธิบายระบบสุริยจักรวาลแบบธอเลมี (Ptolemy) มาเป็นการอธิบายระบบสุริยจักรวาลแบบโคเปอร์นิคัส (Copernicus) นั้นมิได้หมายความว่าแนวคิดใหม่ของโคเปอร์นิคัส “จริงกว่า” แนวคิดแบบธอเลมี แต่ถูกพิจารณาว่ามีความเหมาะสมมากกว่าหรือสามารถอธิบายจักรวาลได้อย่างซับ ซ้อนน้อยกว่าจึงยอมรับ คูห์นจึงเห็นว่าเราไม่อาจแน่ใจได้ว่าวิทยาศาสตร์ทำให้เรามีความรู้มากขึ้น หรือพอกพูนขึ้นได้จริงหรือไม่ ทั้งนี้เพราะการปฏิเสธแนวคิดเก่าเพื่อยอมรับแนวคิดใหม่นั้นอาจมิได้หมายความ ว่าเรามีความรู้เกี่ยวกับโลกมากขึ้น แต่อาจเป็นเพราะเราเปลี่ยนแพราไดม์หรือเปลี่ยนจากวิธีการมองโลกแบบหนึ่งไป เป็นอีกแบบหนึ่งเท่านั้น อีกทั้งดูเหมือนว่าการเลือกรับแพราไดม์นั้นขึ้นอยู่กับความเชื่อของมนุษย์ ด้วย

การถกเถียงเกี่ยวกับประเด็นปัญหาดังกล่าวมีความเกี่ยวโยงอย่างใกล้ชิดกับ ความเข้าใจมโนทัศน์ “ความจริง” ว่าคืออะไร หรือเข้าใจว่า “เป็นจริง” (is true) ในข้อความ “P เป็นจริง” หมายความว่าอะไร ซึ่งแนวทางคำตอบอาจเป็นได้หลากหลายรูปแบบ ตัวอย่างเช่น ทฤษฎีความจริงแบบสมนัย (Correspondence Theory) เสนอว่า P เป็นจริงเมื่อและก็ต่อเมื่อ P ตรงกันกับข้อเท็จจริง ทฤษฎีความจริงแบบสหนัย (Coherence Theory) เสนอว่า P เป็นจริงเมื่อและก็ต่อเมื่อ P สอดคล้องกับประพจน์อื่น ๆ หรือทฤษฎีความจริงเชิงปฏิบัติ (Pragmatic Theory) เสนอว่า P เป็นจริงเมื่อและก็ต่อเมื่อมีประโยชน์ที่จะเชื่อ P เป็นต้น

7. การถกเถียงเกี่ยวกับความรู้ร่วมสมัย

จะเห็นได้ว่า คำถามที่นักญาณวิทยาแบบดั้งเดิมสนใจคือ “เราควรเชื่ออะไร” และ “ความรู้คืออะไร” ซึ่งโดยทั่วไปนักญาณวิทยาแบบดั้งเดิมจะตอบคำถามเหล่านี้โดย

(1)     บรรยายชนิดของเหตุผลที่ให้การยืนยันความเชื่อหนึ่ง ๆ
(2)     พัฒนากลุ่มของเงื่อนไขจำเป็นและเงื่อนไขเพียงพอของความรู้

อย่างไรก็ตาม การถกเถียงเกี่ยวกับความรู้ร่วมสมัยนั้นมีลักษณะเป็นการพยายามโต้แย้งและ ท้าทายข้อเสนอของญาณวิทยาแบบดั้งเดิม กล่าวคือ ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่ามีการท้าทายร่วมสมัยซึ่งพัฒนาโดยนักทฤษฎีเชิงสาเหตุ และผู้ที่มีความเห็นแบบความน่าเชื่อถือนิยม กล่าวคือ ความน่าเชื่อถือนิยมเห็นว่าความเชื่อของเราไม่จำเป็นต้องเป็นผลมาจากการใช้ เหตุผลที่เหมาะสมเพื่อที่จะถือว่าเป็นความรู้ และวิธีการได้ความเชื่อที่น่าเชื่อถือเพียงพอเท่านั้นคือสิ่งที่จำเป็น นอกจากนี้ นักญาณวิทยาบางคน ตัวอย่างเช่น ดับบลิว. วี. ไควน์ (W. V. Quine) ยังเห็นว่าญาณวิทยาเป็นสาขาหนึ่งของจิตวิทยาการรู้คิด (cognitive psychology) เนื่องจากประเด็นที่นักญาณวิทยาสนใจคือการศึกษาวิธีการได้ความเชื่อที่น่า เชื่อถือ โดยข้อเสนอแบบนี้เรียกว่าญาณวิทยาเชิงธรรมชาติ (naturalized epistemology) ซึ่งเท่ากับเป็นการท้าทายต่อญาณวิทยาแบบดั้งเดิม เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนสถานะของคำถามเชิงบรรทัดฐานในญาณวิทยาให้เป็นคำถาม ที่ตอบโดยการบรรยายซึ่งอาศัยข้อมูลจากวิทยาศาสตร์

การท้าทายอีกรูปแบบหนึ่งมาจากข้อเสนอของเอ็ดเวิร์ด เครก (Edward Craig) กล่าวคือ เขาปฏิเสธการวิเคราะห์ว่าอะไรคือเงื่อนไขจำเป็นและเงื่อนไขเพียงพอของความ รู้ แต่พยายามสังเคราะห์มโนทัศน์ดังกล่าวโดยการพิจารณาลักษณะจากสมมติฐานเชิง ปฏิบัติเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของความรู้ ดังนั้นข้อเสนอของเครกจึงเป็นการอธิบายข้อโต้แย้งเกี่ยวกับความรู้มากกว่าจะ เป็นการเข้าไปร่วมถกเถียงเกี่ยวกับความรู้ ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการท้าทายต่อญาณวิทยาแบบดั้งเดิมมาจากญาณวิทยาเชิงคุณธรรม (virtue epistemology) ซึ่งมุ่งเน้นการประเมินเชิงญาณวิทยาจากบุคคลมากกว่าจากคุณสมบัติของความ เชื่อหรือกระบวนการสร้างความเชื่อ นักญาณวิทยาเชิงคุณธรรมคนสำคัญคือ ลินดา แซกเซบสกี้ (Linda Zagzebski) ผู้ซึ่งเสนอทฤษฎีทางญาณวิทยาที่วางอยู่บนจริยศาสตร์เชิงคุณธรรม (virtue ethics)

นอกจากนี้ ยังมีการท้าทายที่สุดโต่งจากกลุ่มนักญาณวิทยาหลายกลุ่มด้วยกัน ตัวอย่างเช่น กลุ่มที่มีแนวคิดพหุนิยมเชิงความเชื่อ (cognitive pluralism) โต้แย้งว่าไม่มีลักษณะเฉพาะเกี่ยวกับการได้มาและการปรับปรุงความเชื่อที่ทุก คนใช้ กลุ่มที่มีแนวคิดญาณวิทยาแบบสตรีนิยม (feminist epistemology) โต้แย้งว่าเงื่อนไขเกี่ยวกับเหตุผลที่ดี (เช่นความเป็นสากลหรือความเป็นกลาง) มุ่งหมายไปที่บางอย่างที่นอกเหนือจากความจริง (truth) และกลุ่มที่มีแนวคิดปฏิบัตินิยม (pracmatism) โต้แย้งว่าการได้ความเชื่อที่ประสบผลสำเร็จจะเกิดขึ้นเมื่อสามารถคาดเดาและ ควบคุมอนาคตได้

ผู้ที่ปกป้องญาณวิทยาแบบดั้งเดิมมีการตอบโต้พื้นฐานต่อการท้าทายเหล่านี้ใน 2 รูปแบบด้วยกัน แบบแรก ผู้ที่ปกป้องญาณวิทยาแบบดั้งเดิมเห็นว่าสามารถตรวจสอบข้อวิพากษ์ที่ผู้โต้ แย้งเสนอขึ้นมาและตัดสินว่าข้อโต้แย้งใดเป็นข้อโต้แย้งที่ดี (sound)  ส่วนแบบที่สอง พวกเขาสามารถชี้ให้เห็นว่าผู้โต้แย้งจะต้องปกป้องความสมเหตุสมผลของความคิด เห็นตนโดยใช้หลักการเกี่ยวกับเหตุผลที่ดีที่นักญาณวิทยาแบบดั้งเดิมเสนอ ซึ่งแม้ว่าการโต้ตอบนี้จะมิได้แสดงให้เห็นว่าข้อเสนอของผู้โต้แย้งผิด แต่อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นความสำคัญและความเป็นสากลของคำถามที่ว่า “เราควรเชื่ออะไร” และ “ความรู้คืออะไร” ซึ่งเป็นคำถามสำคัญคำถามมากหนึ่งในญาณวิทยาตลอดมา

ศิรประภา ชวะนะญาณ (ผู้เรียบเรียง)

เรียบเรียงจาก

·
คูห์น, ธอมัส. 2544. โครงสร้างของการปฏิวัติในวิทยาศาสตร์. สิริเพ็ญ พิริยจิตรกรกิจ แปลจาก The Structure of Scientific Revolution. Third Edition. งานแปลของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติลำดับที่ 187. กรุงเทพฯ: วิภาษา.

·
มารค ตามไท. ทฤษฎีความรู้ของวิทยาศาสตร์.

·
Alston, William. 1998. Internalism and Externalism in Epistemology. In Edward Craig (ed.). Routledge Encyclopedia of Philosophy [CD-Rom Version 1.0].

·
Conee, Earl and Feldman, Richard. Epistemology. In Donald M. Borchet (ed.). The Encyclopedia of Philosophy. Second Edition. New York: Macmillan, Vol. 3: 270-277.
·     Gettier, Edmund. 1963. Is justified true belief knowledge? Analysis 23: 121–123.
·     Goldman, A. I. 1998. Reliabilism. In Edward Craig (ed.). Routledge Encyclopedia of Philosophy [CD-Rom Version 1.0].
·     Klein, P. D. 1998. Knowledge, Concept of. In Edward Craig (ed.). Routledge Encyclopedia of Philosophy [CD-Rom Version 1.0].
·     Luper, Steven. 1998. Belief and Knowledge. In Edward Craig (ed.). Routledge Encyclopedia of Philosophy [CD-Rom Version 1.0].
·     Quinton, Anthony. 2006. Knowledge and Belief. In Donald M. Borchet (ed.). The Encyclopedia of Philosophy. Second Edition. New York: Macmillan, Vol. 5: 91-100.
·     Steup, Matthias. 2006. The Analysis of Knowledge. In Edward N. Zalta (ed.). The Stanford Encyclopedia of Philosophy. <URL=http://plato.stanford.edu/entries/knowledge-analysis/>.

เอกสารค้นคว้าเพิ่มเติม

·
Aristotle (3rd century BC). Posterior Analytics. Ed. and trans. J. Barnes. Oxford: Clarendon Press, 1975. (อริสโต เติลเสนอและปกป้องมูลฐานนิยมเกี่ยวกับประสบการณ์ทางผัสสะ)

·
Audi, R. 1993. The Structure of Justification. Cambridge: Cambridge University Press. (เสนอการพัฒนาและปกป้องแนวคิดมูลฐานนิยมรูปแบบหนึ่ง)

·
Ayer, A. J. 1940. Foundations of Empirical Knowledge. London: Macmillan. (เสนอการ พัฒนาและปกป้องแนวคิดมูลฐานนิยมรูปแบบโครงสร้างของเหตุผล)

·
BonJour, L. 1985. The Structure of Empirical Knowledge. Cambridge, MA: Harvard University Press. (ประกอบด้วยข้อปกป้อง แนวคิดสหนัยนิยม)

·
Chisholm, R. 1966. Theory of Knowledge. Englewood Cliffs, NJ: Prentice Hall; 2nd edn, 1977; 3rd edn, 1989. (เสนอ แนวคิดมูลฐานนิยมเกี่ยวกับความรู้ ประกอบกับข้อเสนอเรื่องความสามารถผิดได้)

·
Davidson, D. 1983. A coherence theory of truth and knowledge. In E. LePore (ed.). Truth and Interpretation: Perspectives on the Philosophy of Donald Davidson. Oxford: Blackwell, 1986. (ประกอบด้วยข้อเสนอแบบสหนัยนิยมเกี่ยวกับความรู้ และมีการอ้างเหตุผลที่เสนอว่าความเชื่อที่สอดคล้องจะต้องเป็นความเชื่อที่ ถูกต้อง)

·
Descartes, R. 1641. Meditations on First Philosophy. In E. Haldane and G.R.T. Ross (eds). The Philosophical Works of Descartes. Vol. 1. Mineola, NY: Dover Publications, 1955. (ประกอบด้วยข้อเสนอของมูลฐานนิยมเชิงเหตุผลแบบดั้งเดิม “Meditation 1” ประกอบด้วยการอ้างเหตุผลแบบคาร์ธีเชียนเพื่อตอบโต้กับวิมตินิยม โดยเดส์การ์ตส์ปฏิเสธวิมตินิยมใน “Meditation 5” )

·
Dretske, F. 1981. Knowledge and the Flow of Information. Cambridge, MA: MIT Press. (ประกอบด้วยแนวคิดความน่าเชื่อ ถือนิยมเกี่ยวกับความรู้โดยใช้ทฤษฎีเกี่ยวกับข้อมูล)
·     Gettier, E. 1963. Is justified true belief knowledge? Analysis 23 (6): 121-3. (บทความนี้มุ่งเน้นให้เห็นความไม่ เพียงพอของการยืนยันโดยอาศัยการให้เหตุผลสนับสนุนเพียงอย่างเดียว)
·     Goldman, A. 1986. Epistemology and Cognition. Cambridge, MA: Harvard University Press. (ประกอบด้วยการพัฒนาและปกป้องแนวคิดความน่าเชื่อถือนิยม)
·     Locke, J. 1689. An Essay Concerning Human Understanding. Ed. A. C. Fraser. Mineola, New York: Dover Publications, 1959. (ประกอบด้วยข้อเสนอมูลฐาน นิยมเกี่ยวกับประสบการณ์ทางผัสสะแบบดั้งเดิม)
·     Plato (4th century BC). Theaetetus. In The Collected Dialogues of Plato. Ed. E. Hamilton and H. Cairns. Princeton, NJ: Princeton University Press, 1961. (เสนอว่าความรู้ไม่สามารถเป็นเพียงความ เชื่อที่จริงและมีเหตุผลสนับสนุนว่าจริง แต่เพลโต้ก็ไม่ได้เสนอว่าอะไรคือลักษณะที่ขาดไป)
·     Prichard, H. A. 1950. Knowledge and Perception. Oxford: Clarendon Press. (เสนอข้อปกป้องแนว คิดที่ว่าความรู้ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของความเชื่อ)
·     Quine, W.V.O and Ullian, J. 1978. The Web of Belief. 2nd edition. New York: Random House. (เสนอการปกป้องแนวคิดแบบ สหนัยนิยม)
·     Sosa, E. 1991. Knowledge in Perspective. Cambridge: Cambridge University Press. (ประกอบด้วยข้อเสนอความน่าเชื่อถือนิยม รูปแบบหนึ่งซึ่งแสดงให้เห็นประเด็นปัญหาที่เกิดจากญาณวิทยาแบบดั้งเดิม)
·     Zagzebski, L. 1996. Virtues of the Mind. Cambridge: Cambridge University Press. (พัฒนาข้อเสนอญาณวิทยาเชิงคุณธรรมที่วางอยู่บนจริยศาสตร์เชิงคุณธรรม)

คำที่เกี่ยวข้อง

A Priori – A Posteriori / Epistemic Justification/ Truth

แหล่งที่มา http://www.philospedia.net/

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: