ปรัชญา และ ศาสนา

Philosophy and Theology (www.saengtham.tk)

คริสตชนเตรียมตัวอย่างไรในเทศกาลมหาพรต

Posted by JinSon on March 1, 2010

การเฉลิมฉลองที่สำคัญที่สุดของคริสตชน คือ ปัสกา เพราะเป็นจุดสุดยอดแห่งการกอบกู้มนุษยชาติของพระคริสตเจ้าด้วยการรับทรมาน สิ้นพระชนม์และการกลับคืนชีพของพระองค์

เนื่องจากมีความสำคัญพิเศษสุดดังกล่าว พระศาสนจักรจึงกำหนดให้คริสตชนเตรียมตัวในช่วงเวลาพิเศษ ก่อนวันฉลองปัสกาประจำปีขึ้นเรียกว่า “เทศกาลมหาพรต” (หรือถือพรต) ตลอด 40 วัน ก่อนถึงวันสมโภชปัสกาโดยเริ่มด้วย “พิธีรับเถ้า” ในวันพุธรับเถ้า

คริสตชนเตรียมฉลองปัสกาด้วยเทศกาลถือพรตนี้อย่าง ไรบ้าง?

ดังที่เราทราบ มีการเตรียมหลายวิธีด้วยกัน โดย เฉพาะอย่างยิ่ง การสวดภาวนา การทำกิจใช้โทษบาปหรือพลีกรรม และการบริจาคทานช่วยเหลือคนยากจน ซึ่งคริสตชนถือปฏิบัติโดยส่วนตัว และโดยส่วนรวมทางพิธีกรรมต่างๆ อาทิ พิธีรับเถ้า (ในวันเริ่มต้นเทศกาลมหาพรตที่เรียกว่า “วันพุธรับเถ้า”) พิธีเดินรูป 14 ภาค ระลึกถึงมหาทรมานของพระคริสตเจ้า เป็นต้น

พิธีรับเถ้า

พิธีรับ เถ้า มีกำเนิดมาจากพิธีการใช้โทษบาปของคนบาป “อุกฉกรรจ์” (สอนผิด ความเชื่อ ละทิ้งศาสนา ฆ่าคนและล่วงประเวณีที่เรียกว่า “บาปสาธารณะ”) ทางยุโรปตะวันตก ก่อนมาถึงกรุงโรมในศตวรรษที่ 11 ที่กรุงโรมเริ่มมีการโรยเถ้าแก่สัตบุรุษทุกคนไม่ใช่เพียงคนบาปอุกฉกรรจ์เท่า นั้น และในปลายศตวรรษที่ 11 ในสังคายนาแห่ง Benevento ปี 1091 สมัยพระสันตะปาปา อูรบาโน ที่ 2 ได้ประกาศให้มีการโรยเถ้าให้แก่ทุกคนในพิธีนี้ ซึ่งเรียกวันนั้นว่า “วันพุธรับเถ้า” (Ash Wednesday) : “ในวันพุธรับเถ้าทุกๆ คนไม่ว่าพระสงฆ์นักบวช หรือฆราวาส ไม่ว่าชายหรือหญิงจะไปรับเถ้า”

พิธีรับเถ้าจึงกลายเป็นการให้สัตบุรุษทุกคนมุ่งไปสู่ปัสกาโดยถือว่า เป็นเวลาแห่งการกลับใจ เป็นเวลาแห่งการใช้โทษบาป และเป็นเวลาแห่งการเดินทางไปสู่การเสด็จกลับมาของพระคริสตเจ้า

1. การสวดภาวนา

แม้ว่าคริสตชนหลายคนจะคิดว่าเทศกาลมหาพรต เป็นเทศกาลที่เน้นเรื่องการใช้โทษบาปหรือพลีกรรม จำศีล อดอาหาร แต่ถ้าเรามาดูคำสอนของบรรดาพระสังฆราชสมัยโบราณหรือที่เรียกว่าปิตาจารย์ แล้วจะเห็นว่าการจำศีลอดอาหารและการใช้โทษบาปหรือการพลีกรรมต่างๆ นั้นเป็นขั้นรอง และเป็นวิธีการที่จะนำไปพบเป้าหมายเท่านั้น การพลีกรรมดังกล่าวจะมีผลและให้คุณค่าทางวิญญาณก็ต้องประกอบด้วยเงื่อนไข ต่างๆ

เงื่อนไขประการที่สอง คือ การมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดเป็นหนึ่งเดียวกันกับผู้เป็นพระเจ้า ด้วยการสวดภาวนา ซึ่งขจัดความเห็นแก่ตัว และได้รับพลังทางใจจากการพลีกรรมจำศีลอดอาหาร

หากไม่มีเงื่อนไข 2 ประการดังกล่าว การพลีกรรมจำศีลต่างๆ ก็จะกลับกลายเป็นการเห็นแก่ตัวและหลอกตนเอง มันจะกลายเป็นวิธีการที่ค่อยเบนความสนใจเข้าหาตัวเองโดยไม่รู้ตัว และสร้างบรรยากาศแห่งชีวิตทางจิตใจปลอมๆ ที่ไม่ถูกต้อง ฉะนั้น การสวดภาวนาจึงนับเป็นกิจกรรมสำคัญในระหว่างเทศกาลมหาพรต

พระศาสนจักรได้จัดวางวิธีการสวดภาวนาที่ดีเลิศแบบหนึ่งให้สัตบุรุษ ถือปฏิบัติ ในช่วงเวลาพิเศษเหล่านี้ คือ บทภาวนาและบทอ่านจากพระคัมภีร์ในชีวิตประจำวันบทอ่านเหล่านี้เน้นถึงหัวข้อ สำคัญๆ ของคำสอนที่เกี่ยวข้องระหว่างเรามนุษย์กับพระเป็นเจ้า เช่นความเชื่อ การกลับใจจากบาป  การสวดภาวนา การพลีกรรมใช้โทษบาป ความรัก เป็นต้น

2. การพลีกรรมใช้โทษบาปและจำศีลอดอาหาร

การสวดภาวนาเป็นหัวใจสำคัญของเทศกาลมหาพรตก็จริง แต่เทศกาลนี้ก็เป็นเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงชีวิตใหม่ในขณะภาวนาชีวิตทางจิตใจ เป็นเรื่องของตัวตนมนุษย์ทั้งครบ : กาย ใจ วิญญาณ ในขณะที่เราทำการพลีกรรมใช้โทษบาป เราก็ต้องภาวนาถึงพระผู้เป็นเจ้าในเวลาเดียวกัน การพลีกรรมใช้โทษบาปที่เป็นการพยายามปลดเปลื้องความเห็นแก่ตัวอันมาจากเนื้อหนัง และเป็นความพยายามที่จะขจัดความเห็นแก่ตัว เพื่อไปหาผู้อื่นด้วยการบริจาคทานอย่างใจกว้างขวางนั้น ก็ทำให้คำภาวนาของเรามีค่ามีพลังสูงส่ง

การจำศีลอดอาหาร หมายถึงอะไร?

นักบุญยอห์น ครีโซสตอม ให้ความหมายที่คมคายแบบเปรียบเทียบเชิงตรงกันข้ามดังนี้ “ในช่วงเวลาที่ท่านกำลังจำศีลอดอาหาร ข้าพเจ้าบอกท่านได้ว่า เป็นไปไม่ได้ที่ไม่จำศีลในขณะที่จำศีลอยู่ ข้าพเจ้าบอกท่านได้อีกด้วยว่าเป็นไปได้ที่จำศีลในขณะที่ไม่จำศีล เป็นปริศนาหรือ ขอบอกความจริงที่กระจ่างกว่าหน่อย เป็นไปได้อย่างไรที่ ไม่จำศีลในขณะที่จำศีลอยู่?  ก็โดยที่อดอาหารอยู่จริงแต่ไม่อดบาป (งดเว้นอาหารจริง แต่ไม่งดเว้นบาป) และเป็นไปได้อย่างไรที่จำศีลในขณะที่ไม่จำศีล ก็โดยขณะที่กำลังลิ้มรสอาหารอร่อยท่านก็ไม่ได้ลิ้มรสบาป นี่คือวิธีจำศีลอดอาหารที่ดีที่สุดและง่ายกว่าด้วย” (Adversus ebriosos et de resurrection sermo PG 50:433) เพราะ ฉะนั้นการจำศีลอดอาหารจึงมีจุดมุ่งหมายที่สำคัญ คือเป็นเครื่องมือที่จะปราบกิเลสหรือบาปเป็นสำคัญ

3. ความรักฉันพี่น้องและการบริจาคทาน

นักบุญเลโอ พระสันตะปาปาได้เน้นสอนเรื่องของการแสดงความรักฉันพี่น้องที่แสดงออกมาทาง ภาคปฏิบัติที่มองเห็นเด่นชัด คือการบริจาคทานช่วยคนยากจนในช่วงเวลาแห่งเทศกาลมหาพรตนี้ เป็นต้น บทเทศน์ระหว่างเทศกาลมหาพรตทั้ง 12 บทของพระองค์เกือบจะทั้งหมดพูดถึงความรัก การยกโทษและการบริจาคทานช่วยคนยากจน การบริจาคทานให้คนยากจน เป็นรูปแบบทางภาคปฏิบัติที่มองเห็นชัดเจนยิ่งของความรักต่อเพื่อนมนุษย์ เป็นการถือปฏิบัติที่แยกจากการจำศีลอดอาหารไม่ได้เลย  การบริจาคทานควบคู่กับการจำศีลอดอาหาร ทำให้เกิดความสัมพันธ์เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระผู้เป็นเจ้าในคำภาวนา

น่าสังเกตว่าแม้พระศาสนจักรรวมทั้งบรรดาปิตาจารย์ดังกล่าว จะสอนเรื่องความรักต่อพี่น้องโดยเฉพาะการบริจาคทานช่วยคนยากจนที่ควบคู่ไป กับการภาวนา (Sermo 41,3 bis 99 ; CCL 138 a : 237) แต่คริสตชนส่วนใหญ่ยังมีแนวโน้มความศรัทธาแบบ “ความรอดของปัจเจกชน” (ความรอดส่วนตัว) มาจนถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญของคำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักรโดยเฉพาะพระสม ณสาสน์ RERUM NOVARUM และสังคายนาวาติกันที่ 2 ที่เปิดตนไปสู่โลก มีการอดออมแบบพลีกรรมในเทศกาลเพื่อช่วยคนยากไร้และมีหน่วยงานรณรงค์เพื่อการ นี้มากขึ้น

สรุป เทศกาลมหาพรต จึงเป็นช่วงเวลาที่คริสตชนจะหันมามองดูตนเอง มองเห็นความผิดระเบียบกฎเกณฑ์แห่งชีวิตของ ตน พยายามเป็นคนใหม่โดยใช้วิธีการต่างๆ ที่พระศาสนจักรสอนและวางไว้ อาทิ การทำกิจใช้โทษบาป  การพลีกรรมด้วยการจำศีลอดอาหาร ด้วยการแสดงความรัก เมตตา ให้ทาน ด้วยการละทิ้งบาป ด้วยการภาวนา และด้วยการเข้าร่วมในพิธีกรรมต่างๆ ที่จะนำเราเข้าสู่กิจการเฉลิม ฉลองการรอดพ้นจากบาปและหายนะของตน โดยทางพระเยซูคริสตเจ้าผู้สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพราะบาปของเรา และได้ทรงกลับคืนพระชนม์ และดังนี้เราก็จะผ่านช่วงวันเวลาในเทศกาลมหาพรตนี้อย่างดี อย่างศักดิ์สิทธิ์ เป็นกา รเตรียมฉลองปัสกาอันเป็นจุดสุดยอดแห่งการเฉลิมฉลองทั้งปวงของคริสตชน

โดย : คุณพ่อสำราญ วงศ์เสงี่ยม  จากหนังสือพิมพ์ข่าวสารคาทอลิกรายสัปดาห์  ฉบับที่ 8 ประจำวันที่ 18-24 กุมภาพันธ์ 2001

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: