ปรัชญา และ ศาสนา

Philosophy and Theology (www.saengtham.tk)

สาส์นของ สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16 โอกาสรณรงค์จิตตารมณ์มหาพรต ประจำปี ค.ศ. 2010

Posted by JinSon on February 23, 2010

สาส์นของ
สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16
โอกาสรณรงค์จิตตารมณ์มหาพรต ประจำปี ค.ศ. 2010
ความชอบธรรมของพระเจ้า
ปรากฏให้เห็นโดยอาศัยความเชื่อ ในพระเยซูคริสตเจ้า”
(เทียบ รม 3:21-22)

พี่น้องชาย หญิงที่รักทั้งหลาย

ทุกปีในโอกาสเทศกาลมหาพรต  พระศาสนจักรเชื้อเชิญทุกคนให้ทบทวนชีวิตอย่างจริงจังเสียใหม่โดยยึดเอาคำสอน ของพระวรสารเป็นแสงสว่างนำทาง  ปีนี้ก็เช่นเดียวกัน เราใคร่เสนอข้อคิดบางประการเกี่ยวกับเรื่องความชอบธรรม โดยเริ่มต้นจากคำสอนของนักบุญเปาโลที่ว่า ความชอบธรรมของพระเจ้าปรากฏ ให้เห็นโดยอาศัยความเชื่อในพระเยซูคริสตเจ้า”


ความชอบธรรม : “จงคืนสิ่งที่เป็นของเขาให้แก่เขาไป”

ก่อนอื่นเราอยากทำความเข้าใจกับความหมายของคำว่า “ความชอบธรรม” เสียก่อน ซึ่งตามธรรมดาทั่วไปหมายความว่า “คืนสิ่งที่เป็นของเขาให้เขาไป” ตามคำจำกัดความของนักกฎหมายชาวโรมันในศตวรรษที่ 3 ที่ชื่อว่า อุลเปียน  แต่ความจริงแล้ว คำจำกัดความที่ว่านี้มิได้ระบุว่าอะไรคือ สิ่งที่ เป็นของเขา” ที่จะต้องคืนให้แก่แต่ละเจ้าของ  กฎหมายไม่ได้ให้หลักประกันอะไรไว้เลยกับคนว่าสิ่งที่มนุษย์ต้องการมากที่สุด นั้นคืออะไร  เพื่อคนเราจะเจริญชีวิตได้อย่างบริบูรณ์ครบรูปแบบ มีอะไรที่ล้ำลึกภายในบางอย่างที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งเราจะได้เป็นสิ่งประทานในรูปแบบแห่งของขวัญเท่านั้น  เราอาจกล่าวได้ว่าคนเรามีชีวิตอยู่ได้ก็ด้วยความรักนั้น ซึ่งมีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่จะประทานให้ได้  พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ตามพระฉายาลักษณ์และความละม้ายคล้ายกันกับพระองค์  เรื่องอำนวยความสะดวกฝ่ายวัตถุต่างๆ นั้นมีประโยชน์และเป็นสิ่งจำเป็นแน่นอน แม้พระเยซูเองก็ได้ทรงเป็นห่วงเป็นใยและทำการรักษาผู้ป่วยให้หายจากโรค เลี้ยงอาหารฝูงชนที่ติดตามพระองค์ แล้วยังทรงสาปแช่งความไม่รู้จักร้อนจักหนาวที่แม้กระทั่งทุกวันนี้ส่งผลให้ ผู้คนอดอยากล้มตายเป็นร้อยๆ ล้านคนเพราะขาดอาหาร น้ำดื่ม และหยูกยา  ดังนั้นความชอบธรรมในเรื่องของ “การแบ่งปัน” กันนั้นไม่ได้มอบ “สิ่งที่เป็นของเขา” ให้เขาเลย  มนุษย์ต้องการข้าวกินฉันใด มนุษย์ยิ่งจะมีความต้องการพระเจ้ามากยิ่งขึ้นไปกว่าข้าวอีก  นักบุญเอากุสติโนบอกว่า หาก “ความชอบธรรมเป็นคุณธรรมที่มอบสิ่งที่เป็นของเขาให้แก่มนุษย์แต่ละคน… แล้วความชอบธรรมของมนุษย์ไปอยู่ที่ไหน  เมื่อเขาทอดทิ้งพระเจ้าผู้ทรงเป็นความจริงถ่องแท้เล่า?”
De civitate Dei, XIX, 21)

อะไรคือต้นเหตุของความไม่ชอบธรรม?

มาระโกผู้นิพนธ์พระวรสาร  รายงานคำพูดของพระเยซูที่สอดแทรกอยู่ในการโต้วาทีในตอนนั้นเกี่ยวกับเรื่อง ที่ว่าอะไรบริสุทธิ์อะไรไม่บริสุทธิ์ ท่านรายงานดังนี้ว่า “ไม่มีสิ่งใดเลยจากภายนอกของมนุษย์ทำให้เขามีมลทินได้ แต่สิ่งที่ออกมาจากภายในของมนุษย์นั่นแหละทำให้เขามีมลทิน …  จากภายใน คือจากใจมนุษย์นั้นเป็นที่มาของความคิดชั่วร้าย” (มก 7:14-15, 20-21)  นอกจากปัญหาเรื่องอาหาร เราอาจสังเกตได้จากปฏิกิริยาของพวกฟาริสีที่ชี้ให้เห็นถึงการประจญตลอดกาล ภายในตัวมนุษย์ นั่นคือการสรุปว่าต้นตอของความชั่วเกิดจากปัจจัยภายนอก  หากจะว่ากันไปแล้วอุดมการณ์ส่วนใหญ่ในยุคสมัยนี้มักยึดถือเอาทฤษฎีนี้เป็น หลัก เพราะความไม่ชอบธรรมเกิดจาก “ปัจจัยภายนอก” ดังนั้นเพื่อจะให้ความชอบธรรมกลับคืนมา เป็นการเพียงพอที่จะขจัดปัจจัยภายนอกออกไป เพราะมันเป็นต้นเหตุของความไม่ชอบธรรม  พระเยซูเตือนว่า ความคิดแบบนี้ไม่ฉลาดและมองแบบคนสายตาสั้น  ความไม่ชอบธรรมอันเป็นผลของความชั่วนั้นไม่ได้มีรากเหง้ามาจากภายนอกแต่ เพียงอย่างเดียว  ต้นตอของมันอยู่ที่ใจมนุษย์ ซึ่งหัวใจมนุษย์นี้มีเชื้อประหลาดที่ให้ความร่วมมือกับความชั่ว  ผู้แต่งบทเพลงสดุดีตระหนักถึงเรื่องนี้ด้วยความขมขื่น “ใช่แล้ว ข้าพเจ้ามีความผิดตั้งแต่เกิด เป็นคนบาปตั้งแต่มารดาตั้งครรภ์”   (สดด 51:5)  อันที่จริงแล้ว มนุษย์ถูกทำให้เป็นคนอ่อนแอจากอิทธิพลมหาศาล ซึ่งทำลายความสามารถของเขาในการเข้าไปสู่สายสัมพันธ์กับผู้อื่น

มนุษย์โดยธรรมชาติมักเปิดใจกว้างที่จะแบ่งปันกับผู้อื่นได้อย่างเสรี อยู่แล้ว  แต่มนุษย์กลับพบในตัวเองว่ามีพลังประหลาดที่เป็นตัวถ่วงโน้มนำทำให้เขาหยุด ชะงักเหมือนเต่าหดหัวเข้ากระดอง แล้วคิดว่าตนเองเหนือกว่าผู้อื่นและตั้งตัวเป็นอริกับคนภายนอกทุกคน  นี่คือการเห็นแก่ตัวอันเป็นผลของบาปกำเนิด  อาดัมและเอวาเมื่อถูกล่อลวงด้วยการโกหกคำโตจากซาตาน ฉกเอาผลไม้ลึกลับมารับประทานขัดคำสั่งของพระเจ้า เขาเปลี่ยนความคิดจากความไว้วางใจในพระเจ้ามาเป็นความสงสัยและการชิงดีชิง เด่นอยากเป็นใหญ่ เปลี่ยนจากความคิดแห่งการยอมรับและความวางใจในพระเจ้ามาเป็นการทำตามอำเภอใจ ตนเอง (เทียบ ปฐก 3:1-6)  ผลที่ตามมาคือ เขาเกิดรู้สึกไม่สงบและความไม่แน่ใจ ขึ้นมาทันที  มนุษย์เราจะเป็นอิสระจากอิทธิพลที่เห็นแก่ตัวและเปิดใจสู่ความรักได้อย่าง ไร?

ความชอบธรรมและ ความเที่ยงตรง

ณ ศูนย์กลางแห่งปรีชาญาณของชนชาติอิสราเอล เราจะพบได้กับความสัมพันธ์ที่ล้ำลึกระหว่างความเชื่อในพระเจ้า ผู้ทรง “เชิดชูผู้ยากไร้จากกองเถ้าถ่าน” (สดด 113:7) กับความชอบธรรมต่อเพื่อนบ้าน ศัพท์ภาษาฮีบรูที่แสดงให้เห็นถึงฤทธิ์กุศลแห่งความชอบธรรมคือ ความ เที่ยงตรง ซึ่งบ่งบอกถึงความหมายนี้ได้เป็นอย่างดี  อันที่จริงแล้วในมุมมองหนึ่ง ความเที่ยงตรง หมายถึงการน้อมรับน้ำพระทัยพระเจ้าด้วยความเต็มใจ ส่วนอีกมุมมองหนึ่งนั้นหมายถึง ความเท่าเทียมกันในความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน (เทียบ อพย 20:12-17)  โดยเฉพาะกับคนยากจน คนแปลกหน้า เด็กกำพร้า และหญิงหม้าย (เทียบ ฉธบ 10:18-19)  แต่สองความหมายนี้ต่างเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน เพราะการมอบสิ่งของให้กับคนยากจนสำหรับชนชาติอิสราเอลแล้วมิใช่ใดอื่นนอกจาก เป็นการคืนสิ่งที่เป็นของพระเจ้าให้กับพระเจ้า ผู้ทรงเมตตาสงสารประชากรของพระองค์  มันไม่ใช่เป็นเหตุบังเอิญที่แผ่นศิลาจารึกพระธรรมบัญญัติซึ่งถูกนำมามอบให้ กับโมเสสบนภูเขาซีนายนั้น เกิดขึ้นหลังจากที่ชนชาติอิสราเอลข้ามทะเลแดงไปแล้ว  การสดับฟังพระธรรมบัญญัติหมายถึงการมีความเชื่อในพระเจ้า ผู้ทรงเป็นผู้ “รับฟังเสียงเรียกร้องแห่งประชากร” ของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์ก็ “ทรงเสด็จมาเพื่อช่วยพวกเขาให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของชาวอียิปต์” (เทียบ อพย 3:8)   พระเจ้าทรงเอาใจใส่และคอยฟังเสียงร้องของคนยากจน และในขณะเดียวกันก็ทรงขอร้องให้รับฟังพระองค์ด้วย  พระองค์ทรงเรียกร้องความชอบธรรมให้กับคนจน (เทียบ บสร 4:4-5, 8-9)  คนแปลกหน้า (เทียบ อพย 22:20) และทาส (ฉธบ 15:12-18)    เพื่อที่จะเข้าสู่ความชอบธรรม จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องหลีกเลี่ยงภาพลวงตาและความพึงพอใจในตัวเองทั้ง สิ้น รวมถึงการปิดตัวเองอย่างแน่นหนา ซึ่งเป็นต้นตอแห่งความไม่ชอบธรรม  พูดอีกอย่างหนึ่งคือ สิ่งที่ต้องการมากกว่านั้นได้แก่การทำใจให้เป็นอิสระ ซึ่งกฎระเบียบในตัวมันเองไร้อำนาจที่จะทำให้เป็นจริงขึ้นมาได้  แล้วมนุษย์เรามีความหวังอะไรบ้างไหมที่จะมีความชอบธรรม?

พระคริสต เจ้าเป็นความชอบธรรมของพระเจ้า

ข่าวดีของคริสตชนตอบสนองได้อย่างเป็นรูปธรรมต่อความกระหายความชอบ ธรรม เฉกเช่นที่นักบุญเปาโลกล่าวยืนยันไว้ในจดหมายถึงชาวโรมว่า “แต่บัดนี้ความเที่ยงธรรมที่พระเจ้าทรงช่วยให้รอดพ้น  ตามที่หนังสือธรรมบัญญัติและประกาศกเป็นพยานถึงนั้นปรากฏให้เห็นแล้ว  นอกเหนือธรรมบัญญัติ … ความเที่ยงธรรมที่พระเจ้าทรงช่วยให้รอดพ้น ซึ่งพระองค์ประทานให้ทุกคนที่มีความเชื่อในพระเยซูคริสตเจ้า ไม่มีความแตกต่างใดๆ อีก ทุกคนกระทำบาปและขาดพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้า แล้วทุกคนก็ได้รับความชอบธรรมเป็นของประทานโดยทางพระหรรษทาน  อาศัยการไถ่กู้เราให้เป็นอิสระในพระคริสตเยซู  พระเจ้าทรงสถาปนาพระเยซูเจ้าเป็นเครื่องบูชาชดเชยบาปโดยอาศัยความเชื่อและ โดยอาศัยการหลั่งโลหิต เพื่อจะได้สำแดงความเที่ยงธรรมของพระองค์โดยอดกลั้นไม่ลงโทษบาปในอดีต” (รม 3:21-25)

ถ้าเช่นนั้นแล้ว  อะไรคือความชอบธรรมของพระคริสตเจ้า?  เหนือสิ่งใดทั้งสิ้นมันคือความชอบธรรมที่มาจากพระหรรษทาน ซึ่งไม่ใช่มนุษย์ที่ทำการเปลี่ยนแปลง รักษาตนเองหรือรักษาผู้อื่น ความจริงที่ว่า “การชดเชยบาป” เกิดจาก “พระโลหิต” ของพระคริสตเจ้า  หมายถึงการบูชาที่ทำให้หลุดพ้นจากน้ำหนักแห่งความผิดของเขา แต่การกระทำด้วยความรักของพระเจ้าผู้ทรงเปิดพระองค์ออกกว้างจนถึงที่สุด แม้กระทั่งยอมให้พระองค์เองถูก “สาปแช่ง” จากมนุษย์ เพื่อที่จะประทาน “พระพร” ซึ่งเป็นของพระเจ้าเท่านั้นให้กับเรา (เทียบ กท 3:13-14)  แต่นี่จุดประกายข้อขัดแย้งขึ้นมาทันที  นี่มันเป็นความชอบธรรมแบบไหนกัน  ที่ผู้ชอบธรรมสละชีวิตเพื่อคนผิด แล้วคนผิดกลับได้รับพระพร  ซึ่งควรเป็นพระพรสำหรับผู้ชอบธรรม? นี่ไม่ได้หมายความหรือว่า แต่ละคนได้รับสิ่งที่เป็นของตรงกันข้ามกับสิ่งที่ควรจะเป็นของตน?  ความจริงแล้วนี่แหละที่เราพบกับความชอบธรรมของพระเจ้า  ซึ่งแตกต่างกันอย่างลึกลับจากพวกเราชาวพารา  พระเจ้าได้ทรงจ่ายแทนเราโดยทางพระบุตรของพระองค์  ซึ่งเป็นราคาที่มากมายใหญ่โตสุดที่จะคำนวณได้  ต่อหน้าความชอบธรรมแห่งไม้กางเขน  มนุษย์อาจยังมีการขบถไม่ซื่อกับพระองค์  ประเด็นนี้สื่อให้เห็นว่ามนุษย์ไม่ใช่เป็นผู้ที่พึงพอใจในตัวเอง แต่ต้องการผู้ยิ่งใหญ่อื่น เพื่อจะได้ตระหนักถึงตัวเองได้อย่างเต็มเปี่ยม  การกลับใจหันหน้าเข้าหาพระคริสตเจ้า การเชื่อในพระวรสาร ในที่สุดแล้วหมายความว่าเราต้องออกไปจากภาพลวงของการพึงพอใจในตัวเอง เพื่อจะได้สามารถพบและยอมรับความต้องการของตน นั่นคือ ความต้องการผู้อื่น ความต้องการพระเจ้า ความต้องการการให้อภัยของพระองค์ และความต้องการมิตรภาพของพระองค์

ดังนั้น  เราจึงเข้าใจว่าความเชื่อนั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากความจริงตามธรรมชาติ  และความรู้สึกที่ดีจำเป็นต้องมีความสุภาพ  เพื่อที่จะยอมรับว่า ข้าพเจ้าต้องการผู้อื่นที่ยิ่งใหญ่ในการปลดปล่อยข้าพเจ้าให้เป็นไทจาก “สิ่งที่เป็นของข้าพเจ้า” เพื่อพระองค์จะได้ให้เปล่า “สิ่งที่เป็นของพระองค์”  สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้โดยเฉพาะในศีลอภัยบาปและศีลมหาสนิท  ต้องขอบคุณการกระทำของพระคริสตเจ้าที่ทำให้เราสามารถก้าวเข้าสู่ความชอบธรรม ที่ “ยิ่งใหญ่ที่สุด” ซึ่งได้แก่ความรักนั่นเอง (เทียบ รม 13: 8-10)  ความชอบธรรมที่ตระหนักตนเองดีในทุกกรณี  ที่สำนึกว่าตนเป็นลูกหนี้มากกว่าเป็น
เจ้าหนี้ เพราะว่าตนเองได้รับมากกว่าที่ตนเองจะคาดหวังเป็นไหนๆ

เมื่อได้รับพลังจากประสบการณ์นี้แล้วคริสตชน จำต้องเคลื่อนตัวเองให้กลายเป็นผู้มีส่วนในการผลักดันให้เกิดสังคมที่มีความ ชอบธรรม  ณ  ที่ซึ่งทุกคนจะได้รับสิ่งจำเป็นเพื่อที่จะดำรงชีวิตตามศักดิ์ศรีที่คู่ควร แก่ความเป็นมนุษย์ และความชอบธรรมดังกล่าวได้รับการจรรโลงจากความรัก

พี่น้องที่รักทั้งหลาย  เทศกาลมหาพรตมีจุดสุดยอดที่ตรีวารปัสกา ซึ่งปีนี้เราจะทำการเฉลิมฉลองความชอบธรรมของพระเจ้ากันเป็นพิเศษ  ซึ่งเป็นความบริบูรณ์แห่งความรักเมตตา  ของกำนัล  และความรอด  ขอให้เทศกาลที่เราทำการใช้โทษบาปนี้  เป็นเวลาสำหรับ คริสตชนทุกคนที่จะกลับใจอย่างแท้จริงและตระหนักอย่างดีถึงรหัสธรรมของพระคริ สตเจ้าผู้เสด็จมาเพื่อทำให้ความชอบธรรมทุกอย่างสำเร็จลุล่วงไป  พร้อมกันนี้  เราขอส่งความปรารถนาดีและการอวยพรมายังพี่น้องทุกท่าน

จากนครรัฐวาติกัน
30
ตุลาคม  2009
สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์
ที่ 16

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: