ปรัชญา และ ศาสนา

Philosophy and Theology (www.saengtham.tk)

ก่อนประสบการณ์ – หลังประสบการณ์ -A Priori – A Posteriori

Posted by JinSon on September 30, 2009

ก่อนประสบการณ์ – หลังประสบการณ์
A Priori – A Posteriori

1. บทนำ
2. มโนทัศน์ก่อนประสบการณ์-หลังประสบการณ์ของอิมมานูเอล คานต์
3. ความสัมพันธ์ระหว่างก่อนประสบการณ์-หลังประสบการณ์กับความจริงจำเป็น-ความจริงง่อนแง่น (necessary-contingent truth) และประพจน์วิเคราะห์-ประพจน์สังเคราะห์ (analytic-synthetic proposition)
4. การให้เหตุผลสนับสนุนความรู้ก่อนประสบการณ์และการให้เหตุผลสนับสนุนความรู้หลังประสบการณ์
5. การถกเถียงเกี่ยวกับความรู้ก่อนประสบการณ์และความรู้หลังประสบการณ์ในสมัยปัจจุบัน
เรียบเรียงจาก
เอกสารอ้างอิง
เอกสารค้นคว้าเพิ่มเติม
คำที่เกี่ยวข้อง

1. บทนำ

“ก่อนประสบการณ์” (a priori) และ “หลังประสบการณ์” (a posteriori) เป็นคำสำคัญในญาณวิทยามาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 ความแตกต่างระหว่างก่อนประสบการณ์และหลังประสบการณ์เป็นความแตกต่างเชิงญาณวิทยา (epistemological distinction) โดยอริสโตเติล (Aristotle) เป็นผู้เริ่มต้นมโนทัศน์เกี่ยวกับก่อนประสบการณ์และหลังประสบการณ์ ความหมายตามตัวอักษรของก่อนประสบการณ์นั้นหมายถึง “จากสิ่งที่มาก่อน” (from what is prior) และความหมายตามตัวอักษรของหลังประสบการณ์นั้นหมายถึง “จากสิ่งที่มาทีหลัง” (from what is posterior) ตามความคิดของอริสโตเติลแล้วนั้น ก จะ “มาก่อน” ข ก็ต่อเมื่อ ข ไม่สามารถมีอยู่ได้โดยไม่มี ก ดังนั้น ก จะมาก่อน ข ในเชิงความรู้ได้ก็ต่อเมื่อเราไม่สามารถรู้ ข ได้โดยไม่รู้ ก มาก่อน ดูเหมือนกับว่าตามแนวคิดของอริสโตเติลนั้น การรู้ว่า “อะไรมาก่อน” ก็คือการรู้สาเหตุของสิ่งนั้นๆ อย่างไรก็ตาม การใช้คำว่าก่อนประสบการณ์และหลังประสบการณ์ในปัจจุบันมักจะอ้างอิงความหมายของคำจากมโนทัศน์ที่อิมมานูเอล คานต์ (Immanuel Kant) นักปรัชญาในคริสต์ศตวรรษที่ 18 เสนอเอาไว้ ซึ่งในประวัติปรัชญาจะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงมโนทัศน์ก่อนประสบการณ์และ หลังประสบการณ์มาเป็นแนวคิดของคานต์นั้นมีต้นเค้ามาจากแนวคิดของไลบ์นิซ (Leibniz) กล่าวคือ ไลบ์นิซเสนอว่าการรู้ความจริงหลังประสบการณ์คือการรู้ความจริงดังกล่าวจากสิ่งที่พบจริงๆ ในโลก หรือโดยประสบการณ์ทางผัสสะ ส่วนการรู้ความจริงก่อนประสบการณ์นั้นคือการรู้ความจริงดังกล่าวจากการเผยให้เห็นสาเหตุของสิ่งที่แน่นอน ด้วยการแบ่งดังกล่าวจึงทำให้ไลน์บิซสามารถแยกความแตกต่างระหว่างความจริงหลังประสบการณ์หรือความจริงของข้อเท็จจริงต่างๆ (truth of facts) กับความจริงก่อนประสบการณ์หรือความจริงของเหตุผล (truth of reason) ดังนั้นความแตกต่างระหว่างก่อนประสบการณ์และหลังประสบการณ์จึงมาจากความแตก ต่างระหว่างสิ่งที่มาจากประสบการณ์กับสิ่งที่มิได้มาจากประสบการณ์

อิมมานูเอล คานต์ (ค.ศ.1724- ค.ศ.1804) เป็นนักปรัชญาที่อธิบายความหมายของก่อนประสบการณ์-หลังประสบการณ์และส่งผล ให้นักปรัชญาหลายต่อหลายท่านเกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับลักษณะของก่อน ประสบการณ์-หลังประสบการณ์ในสมัยต่อมา

โดยทั่วไปก่อนประสบการณ์นั้นหมายถึงชนิดของความรู้ (knowledge) หรือเหตุผลสนับสนุนว่าจริง (justification) ที่ไม่ขึ้นอยู่กับหลักฐานที่ได้จากประสบการณ์ทางผัสสะ ดังนั้นการกล่าวถึงความจริงก่อนประสบการณ์จึงหมายถึงความจริงที่รู้ได้โดยไม่อ้างอิงหลักฐานจากประสบการณ์ทางผัสสะ และการกล่าวถึงมโนทัศน์ก่อนประสบการณ์จึงหมายถึงมโนทัศน์ที่สามารถเข้าใจได้โดยไม่อ้างอิงหลักฐานจากประสบการณ์ทางผัสสะ ตัวอย่างของความรู้ที่นักปรัชญาหลายคนยอมรับว่าเป็นความรู้ก่อนประสบการณ์คือความรู้เกี่ยวกับคณิตศาสตร์ เช่น 1+1=2 ในทางตรงกันข้าม โดยทั่วไปหลังประสบการณ์หมายถึงชนิดของความรู้หรือเหตุผลสนับสนุนว่าจริงที่ ขึ้นอยู่กับหรืออ้างอิงหลักฐานที่ได้จากประสบการณ์ทางผัสสะ ดังนั้นการกล่าวถึงความจริงหลังประสบการณ์จึงหมายถึงความจริงที่สามารถรู้ ได้โดยอ้างอิงหลักฐานจากประสบการณ์ทางผัสสะ และการกล่าวถึงมโนทัศน์หลังประสบการณ์จึงหมายถึงมโนทัศน์ที่สามารถเข้าใจได้ โดยอ้างอิงหลักฐานจากประสบการณ์ทางผัสสะ ตัวอย่างของความรู้ที่นักปรัชญาหลายคนยอมรับว่าเป็นความรู้หลังประสบการณ์ คือความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ เช่น น้ำจะเดือดที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส

เนื่องจากอันที่จริงแล้วการถกเถียงทางปรัชญาเกี่ยวกับก่อนประสบการณ์-หลัง ประสบการณ์นั้นเป็นการถกเถียงที่มีลักษณะสืบเนื่องจากมโนทัศน์ก่อน ประสบการณ์-หลังประสบการณ์ของอิมมานูเอล คานต์ ในส่วนต่อไปจึงเป็นการอธิบายถึงมโนทัศน์ดังกล่าวเพื่อความเข้าใจข้อถกเถียง ที่เกิดขึ้นในสมัยต่อมาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างก่อนประสบการณ์-หลัง ประสบการณ์กับความจริงจำเป็น-ความจริงง่อนแง่น (necessary-contingent truth) และประพจน์วิเคราะห์-ประพจน์สังเคราะห์ (analytic-synthetic proposition) และเกี่ยวกับการให้เหตุผลสนับสนุนความรู้ก่อนประสบการณ์และความรู้หลังประสบการณ์ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

2. มโนทัศน์ก่อนประสบการณ์-หลังประสบการณ์ของอิมมานูเอล คานต์

อิมมานูเอล คานต์ (Immanuel Kant) เป็นนักปรัชญาชาวเยอรมันคนสำคัญที่มีแนวคิดเกี่ยวกับก่อนประสบการณ์-หลังประสบการณ์ งานเขียนชิ้นสำคัญของคานต์ชิ้นหนึ่งคือ Critique of Pure Reason (ค.ศ.1787) โดยตัวอย่างของคำถามสำคัญในงานเขียนเรื่อง Critique of Pure Reason  ของคานต์คือ

(ก)  ความรู้ก่อนประสบการณ์คืออะไร
(ข)  มีความรู้ก่อนประสบการณ์หรือไม่
(ค)  อะไรคือความสัมพันธ์ระหว่างก่อนประสบการณ์กับความจริงจำเป็น
(ง)  มีความรู้ก่อนประสบการณ์เชิงสังเคราะห์หรือไม่

ในงานเขียนชิ้นดังกล่าว คานต์ได้แสดงให้เห็นว่ามนุษย์สามารถมีความรู้เกี่ยวกับความจริงของโลกภายนอกในระดับปรากฏการณ์ (phemomena) ได้ กล่าวคือ คานต์อธิบายความเป็นไปได้ของความรู้โดยอาศัยการอธิบายถึงความเป็นไปได้ของการตัดสินแบบก่อนประสบการณ์เชิงสังเคราะห์ (synthetic a priori judgment) เนื่องจากคานต์คิดว่าหากประพจน์ก่อนประสบการณ์เชิงสังเคราะห์เป็นไปได้ก็ เท่ากับว่ามนุษย์สามารถมีความรู้ที่แน่นอนหรือเป็นความเป็นจริงแบบจำเป็น เกี่ยวกับโลกภายนอกได้

คานต์เห็นว่าความรู้ทุกอย่างเริ่มต้นมาจากประสบการณ์ แต่แม้ว่าความรู้ทุกอย่างจะเริ่มต้นมาจากประสบการณ์นั่นก็มิได้หมายความตามมาว่าความรู้ทั้งหมดมาจากประสบการณ์ (Kant, 1933: 41) กล่าวคือ คานต์ได้แสดงให้เห็นว่ามีความรู้ที่เป็นอิสระจาก (independent of) ประสบการณ์และเป็นอิสระจากภาพประทับ (impression) ที่ได้จากการรับรู้ทางผัสสะใดๆ ซึ่งคานต์เรียกว่าความรู้ก่อนประสบการณ์ โดยความรู้ดังกล่าวแตกต่างจากความรู้หลังประสบการณ์ตรงที่ความรู้หลังประสบการณ์นั้นมีแหล่งที่มา (source) ของความรู้อยู่ในประสบการณ์ จะเห็นได้ว่าคานต์ได้แบ่งแยกความแตกต่างระหว่างความรู้ก่อนประสบการณ์และความรู้หลังประสบการณ์โดยอาศัย “แหล่งที่มา” ของความรู้ทั้งสองประเภท

นอกจากนี้ คานต์ยังได้อธิบายถึงเกณฑ์ที่จะสามารถแบ่งแยกความรู้ก่อนประสบการณ์และความรู้หลังประสบการณ์ โดยคานต์เสนอว่าถ้าเรามีประพจน์ซึ่งเป็นประพจน์ที่จำเป็นต้องจริง (necessity) จะถือว่าเป็นการตัดสินแบบก่อนประสบการณ์ และ ด้วยความที่สิ่งที่เรารับรู้จากประสบการณ์มีความจำกัด ประสบการณ์จึงไม่เคยให้การตัดสินที่มีความเป็นสากล ถ้าประสบการณ์จะให้การตัดสินที่มีความเป็นสากลก็จะเป็นความเป็นสากลแบบตามอำเภอใจ มิใช่ความเป็นสากลแบบเคร่งครัด (strict universality) สำหรับคานต์แล้ว ข้อตัดสินที่มีความเป็นสากลนั้นได้มาแบบก่อนประสบการณ์เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ เกณฑ์สำหรับตัดสินว่าความรู้ใดเป็นความรู้ก่อนประสบการณ์ก็คือความจำเป็นต้องจริงและความเป็นสากลแบบเคร่งครัด (Kant, 1933: 43-45)

ในส่วนของความแตกต่างระหว่างข้อความวิเคราะห์ (analytic statement) และข้อความสังเคราะห์ (synthetic statement) นั้น คานต์ได้อธิบายโดยอาศัยการตัดสินเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างภาคประธาน (subject) และภาคแสดง (predicate) โดยความสัมพันธ์ระหว่างภาคประธานและภาคแสดงนั้นเป็นไปได้ในสองแนวทางด้วยกัน หนึ่งคือภาคแสดง ข เป็นของ (อยู่ใน) ภาคประธาน ก ซึ่งเหมือนกับการที่มโนทัศน์ของภาคแสดงประกอบอยู่ในมโนทัศน์ของภาคประธาน คานต์เรียกข้อตัดสินมโนทัศน์แบบนี้ว่าเป็นการตัดสินเชิงวิเคราะห์ ส่วนความสัมพันธ์ในลักษณะที่สองคือ ข อยู่นอกภาคประธาน ก ซึ่งเหมือนกับการที่ภาคแสดงไม่ได้ประกอบอยู่ในมโนทัศน์ของภาคประธาน คานต์เรียกข้อตัดสินของมโนทัศน์แบบนี้ว่าเป็นการตัดสินเชิงสังเคราะห์ คานต์อธิบายเพิ่มเติมว่า การตัดสินเชิงวิเคราะห์นั้นไม่ได้มีการเพิ่มอะไรเข้าไปในมโนทัศน์ของภาคประธาน ในขณะที่การตัดสินเชิงสังเคราะห์นั้นได้มีการเพิ่มมโนทัศน์จากภาคแสดงเข้าไปในภาคประธาน คานต์ให้ได้ตัวอย่างของการตัดสินเชิงวิเคราะห์ว่า “วัตถุทุกวัตถุกินที่” (All bodies are extended) ซึ่งเขาอธิบายว่าการตัดสินข้อความดังกล่าวไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าการวิเคราะห์มโนทัศน์ของ “วัตถุ” ในทางตรงกันข้าม “วัตถุทุกวัตถุหนัก” (All bodies are heavy) นั้น มโนทัศน์ของความหนักมิได้อยู่ในมโนทัศน์ของวัตถุ ดังนั้น การตัดสินข้อความดังกล่าวจึงเป็นการตัดสินเชิงสังเคราะห์

โดยอาศัยมโนทัศน์เรื่อง “ก่อนประสบการณ์-หลังประสบการณ์” และ “ข้อความวิเคราะห์-ข้อความสังเคราะห์” ทำให้มีการตัดสินที่เป็นไปได้ 4 แบบ คือ

(1) การตัดสินแบบก่อนประสบการณ์เชิงวิเคราะห์ (analytic a priori judgment) หมายถึง การตัดสินที่มโนทัศน์ของภาคขยาย “อยู่ใน” มโนทัศน์ของภาคประธาน และรู้ได้โดยไม่อาศัยประสบการณ์ทางผัสสะ ตัวอย่างเช่น คนโสดคือคนที่ยังไม่ได้แต่งงาน เป็นต้น

(2) การตัดสินแบบหลังประสบการณ์เชิงวิเคราะห์ (analytic a posteriori judgment) หมายถึง การตัดสินที่มีมโนทัศน์ของภาคขยาย “เกินไปจาก” หรือ “มิได้อยู่ใน” มโนทัศน์ของภาคประธาน และรู้ได้โดยอาศัยประสบการณ์ทางผัสสะ คานต์อธิบายว่าไม่มีประพจน์ลักษณะนี้ เนื่องจากมนุษย์รู้ข้อความเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่ไม่อยู่ในภาคประธานได้โดยอาศัยการสังเกตเท่านั้น อย่างไรก็ตาม มีผู้ที่เห็นว่าประพจน์ในลักษณะดังกล่าวสามารถเป็นได้ ตัวอย่างเช่น Jose A. Benardete มีข้อเสนอไว้ในบทความ “The Analytic a Posteriori and the Foundations of Metaphysics” (ค.ศ. 1958) ว่าประพจน์หลังประสบการณ์เชิงวิเคราะห์หมายถึงประพจน์เกี่ยวกับนิยามของสิ่งที่เรารับรู้ผ่านทางผัสสะ “วัตถุทางกายภาพทุกชิ้นมีน้ำหนัก” (all material objects have weight) ซึ่ง การเป็นสิ่งมีน้ำหนักนั้นเป็นมโนทัศน์ที่อยู่ในวัตถุอยู่แล้ว และการรู้ประพจน์ดังกล่าวนั้นจำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์ เป็นต้น

(3) การตัดสินแบบก่อนประสบการณ์เชิงสังเคราะห์ (synthetic a priori judgment) หมายถึง การตัดสินที่มโนทัศน์ของภาคขยาย “ไม่อยู่ใน” มโนทัศน์ของภาคประธาน และรู้ได้โดยไม่อาศัยประสบการณ์ทางผัสสะ ซึ่งเท่ากับเป็นประพจน์ที่ไม่อาจรู้ได้จากประสบการณ์และเป็นจริงอย่างจำเป็น คานต์อธิบายว่าตัวอย่างของประพจน์ลักษณะนี้คือ ประพจน์ทางคณิตศาสตร์ต่างๆ ตัวอย่างเช่น 5+7=12 เป็นต้น การที่คานต์นำประพจน์ทางคณิตศาสตร์มาเป็นตัวอย่างของประพจน์ก่อนประสบการณ์เชิงสังเคราะห์เนื่องจากคานต์มองว่ามโนทัศน์ “12” มิได้อยู่ในมโนทัศน์ “7+5” ดังนั้นประพจน์ทางคณิตศาสตร์จึงเป็นประพจน์ที่ให้ข้อมูลใหม่และไม่อาจเป็นประพจน์สังเคราะห์ได้ อย่างไรก็ตาม ได้เกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับข้อเสนอดังกล่าวตามมา ตัวอย่างเช่น กอตลอป เฟรเก้ (Gotlob Frege)  อธิบายว่าประพจน์เกี่ยวกับเลขคณิต (arithmatic) ทั้งหมดล้วนแล้วแต่ประพจน์วิเคราะห์ เป็นต้น

(4) การตัดสินแบบหลังประสบการณ์เชิงสังเคราะห์ (synthetic a posteriori judgment)หมายถึง การตัดสินที่มีมโนทัศน์ของภาคขยาย “เกินไปจาก” หรือ “มิได้อยู่ใน” มโนทัศน์ของภาคประธาน และรู้ได้โดยอาศัยประสบการณ์ทางผัสสะ ตัวอย่างของประพจน์ประเภทนี้คือประพจน์ที่ได้จากการสังเกตรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั่วไป ตัวอย่างเช่น บ้านหลังนั้นสีขาว เป็นต้น

คานต์อธิบายว่าการตัดสินแบบที่ (3) หรือการตัดสินก่อนประสบการณ์เชิงสังเคราะห์นั้นเป็นไปได้ เห็นได้จากการตัดสินทางคณิตศาสตร์ เช่น 7+5=12 นั้นมโนทัศน์ของ “12” มิได้อยู่ในภาคประธาน “7+5” (ทั้งมโนทัศน์ “7” และมโนทัศน์ “5” ไม่มีมโนทัศน์ “12” อยู่) และเป็นประพจน์ที่รู้ได้โดยไม่อาศัยประสบการณ์ ซึ่งเท่ากับมนุษย์สามารถมีความรู้ที่แน่นอนเกี่ยวกับความจริงภายนอกในระดับปรากฏการณ์ (phenomena) ได้ จึงอาจกล่าวได้ว่ามโนทัศน์เรื่องการตัดสินก่อนประสบการณ์เชิงสังเคราะห์เป็นมโนทัศน์ที่มีความสำคัญมากในอภิปรัชญาของคานต์ เนื่องจากคานต์ใช้มโนทัศน์ดังกล่าวในการอธิบายว่าความรู้ที่แน่นอนเกี่ยวกับความจริงภายนอกในระดับปรากฏการณ์นั้นเป็นไปได้ ดังนั้น จากการแบ่งดังกล่าวจะเห็นได้ว่า คานต์มองว่า (ก) ความรู้ก่อนประสบการณ์นั้นจะต้องเป็นจริงอย่างจำเป็น (ข) ความรู้เกี่ยวกับประพจน์วิเคราะห์นั้นมีลักษณะก่อนประสบการณ์ และ (ค) มีประพจน์ที่รู้ได้ก่อนประสบการณ์บางประพจน์เป็นประพจน์สังเคราะห์

จะเห็นได้ว่าลักษณะการให้นิยามก่อนประสบการณ์-หลังประสบการณ์ของคานต์นั้นเป็นการกำหนดลักษณะเชิงลบ (negative characterization) เนื่องจากคานต์เสนอว่าความรู้ก่อนประสบการณ์นั้นคือการที่ความเชื่อของ S ว่า P นั้นมีเหตุผลสนับสนุนที่ “ไม่ขึ้นอยู่กับ” (not depend on) ประสบการณ์ อย่างไรก็ตาม มีนักปรัชญาบางท่าน ตัวอย่างเช่น ลอว์เรนท์ บองชู (Laurence Bonjour) ที่พยายามกำหนดลักษณะของ “ก่อนประสบการณ์” ให้เป็นเชิงบวก (positive characterization) โดยเสนอว่าความเชื่อของ S ว่า P นั้นมีเหตุผลสนับสนุนที่ “ขึ้นอยู่กับ” แทนการกำหนดลักษณะเชิงลบ กล่าวคือ บองชูอธิบายว่าความรู้ก่อนประสบการณ์นั้นเป็นการเห็นหรือการเข้าใจความจริงจำเป็นของประพจน์ตามความเป็นเหตุเป็นผล ความรู้ก่อนประสบการณ์ของบองชูจึงขึ้นอยู่กับการเข้าใจความจริงตามความเป็นเหตุเป็นผล เป็นต้น

3. ความสัมพันธ์ระหว่างก่อนประสบการณ์-หลังประสบการณ์กับความจริงจำเป็น-ความจริงง่อนแง่น (necessary-contingent truth) และประพจน์วิเคราะห์-ประพจน์สังเคราะห์ (analytic-synthetic proposition)

จะเห็นได้ว่ามโนทัศน์ก่อนประสบการณ์-หลังประสบการณ์ของคานต์นั้นมีความเชื่อมโยงกับความจริงจำเป็น-ความจริงง่อนแง่น และมีความเชื่อมโยงกับการตัดสินเชิงวิเคราะห์และการตัดสินเชิงสังเคราะห์ กล่าวคือ คานต์อธิบายว่าทุกอย่างที่ถูกรู้ว่าเป็นจริงอย่างจำเป็นหรือเป็นสากลนั้นจะต้องรู้ได้ก่อนประสบการณ์ อีกทั้งคานต์ได้ใช้ประพจน์เกี่ยวกับคณิตศาสตร์เป็นตัวอย่างของการตัดสินก่อนประสบการณ์เชิงสังเคราะห์ อย่างไรก็ตาม มีผู้ตั้งคำถามว่าการตัดสินแบบก่อนประสบการณ์จะต้องมีลักษณะจริงจำเป็นหรือไม่ และนักปรัชญาหลายคนมองว่าประพจน์ทางคณิตศาสตร์นั้นเป็นข้อความวิเคราะห์ ดังนั้น ความเชื่อมโยงของมโนทัศน์ก่อนประสบการณ์-หลังประสบการณ์ของคานต์กับความจริงจำเป็น-ความจริงง่อนแง่น และประพจน์วิเคราะห์-ประพจน์สังเคราะห์นั้นจึงทำให้เกิดประเด็นปัญหาที่นักปรัชญาถกเถียงกันตามมา

ซอล คริปกี้ (Saul Kripke) เป็นนักปรัชญาชาวอเมริกันคนหนึ่งที่เห็นว่ามโนทัศน์ก่อนประสบการณ์-หลัง ประสบการณ์ไม่มีความสัมพันธ์กับความจริงจำเป็น-ความจริงง่อนแง่น กล่าวคือ คริปกี้อธิบายไว้ในหนังสือ Naming and Necessity (ค.ศ. 1980) ว่าประพจน์ที่จริงอย่างไม่จำเป็นบางประพจน์นั้นสามารถรู้ได้ก่อนประสบการณ์ ตัวอย่างเช่น ความรู้ว่าไม้ ม มีความยาว 1 เมตร ณ เวลาหนึ่งเมื่อ “ม” เป็นไม้มาตรฐาน ถ้ามีนาย ก ใช้ไม้ “ม” เพื่ออ้างถึงความยาว 1 เมตร คริปกี้อธิบายว่านาย ก รู้อย่างก่อนประสบการณ์ว่าไม้ “ม” ยาว 1 เมตร แต่ความจริงที่ว่าไม้ “ม” ยาว 1 เมตรนั้นเป็นความจริงง่อนแง่นมากกว่าเป็นความจริงแบบจำเป็น เนื่องจากไม้ “ม” อาจมิได้ยาว 1 เมตร (อาจเป็นไปได้ว่าเมื่อโดนความร้อนแล้วความยาวของไม้ “ม” จะเปลี่ยนแปลงไป) เป็นต้น คริปกี้จึงสรุปว่าอาจมีความจริงง่อนแง่นบางอย่างที่รู้ได้ก่อนประสบการณ์ ในทำนองเดียวกัน คริปกี้เห็นว่าประพจน์ที่จริงอย่างจำเป็นก็อาจถูกรู้อย่างหลังประสบการณ์ได้ ตัวอย่างเช่น ประพจน์ “ดาวประจำเมืองคือดาวประกายพรึก” นั้นเป็นประพจน์ที่จริงอย่างจำเป็น แต่ทว่ามิได้ถูกรู้ก่อนประสบการณ์ เป็นต้น ดังนั้นมโนทัศน์ก่อนประสบการณ์-หลังประสบการณ์จึงไม่มีความสัมพันธ์อย่างจำเป็นกับจริงอย่างจำเป็น-จริงอย่างไม่จำเป็น

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนกับว่ามีความแตกต่างระหว่างประพจน์ก่อนประสบการณ์ที่ว่า “ไม่มีอะไรที่เป็นทั้งสีแดงทั้งหมดและสีเขียวทั้งหมดในเวลาเดียวกัน” กับ “ทุกผลย่อมมีสาเหตุ” กล่าวคือ ประพจน์แรกแทบไม่สามารถจะยืนยันได้โดยไม่อาศัยการอ้างอิงถึงประสบการณ์ทางผัสสะ ส่วนประพจน์หลังนั้นเป็นเรื่องของประพจน์วิเคราะห์ที่สามารถยืนยันได้โดยไม่อ้างอิงถึงประสบการณ์ทางผัสสะ ด้วยความแตกต่างดังกล่าวจึงทำให้มีการแยกประพจน์ก่อนประสบการณ์สัมบูรณ์ (absolute a priori) ออกจากประพจน์ก่อนประสบการณ์สัมพัทธ์ (relative a priori) ซึ่งประพจน์ก่อนประสบการณ์สัมบูรณ์นั้นประกอบด้วยประพจน์ที่เกี่ยวกับความจริงเชิงวิเคราะห์และกฎทางตรรกวิทยาต่างๆ ส่วนประพจน์ก่อนประสบการณ์สัมพัทธ์นั้นเป็นประพจน์ที่มีการยืนยันหลักการบางอย่างโดยอ้างอิงประสบการณ์ทางผัสสะ ตัวอย่างเช่น  “ไม่มีอะไรที่เป็นทั้งสีแดงทั้งหมดและสีเขียวทั้งหมดในเวลาเดียวกันได้” เป็นต้น

เอ. เจ. แอร์ (ค.ศ.1910 – ค.ศ.1989) เป็นนักปฏิฐานนิยม (positivist) ชาวอังกฤษคนหนึ่งที่อธิบายประพจน์ก่อนประสบการณ์ว่าเป็นข้อความวิเคราะห์เท่านั้น งานเขียนสำคัญของเขาคือ Language, Truth and Logic (ค.ศ.1936) และ The Problem of Knowledge (ค.ศ.1956) แอร์อธิบายว่าประพจน์ก่อนประสบการณ์นั้นคือประพจน์วิเคราะห์ที่จริงโดยความ หมายและไม่ให้ข้อมูลใหม่ เนื่องจากนักคิดกลุ่มปฏิฐานนิยมต้องการแสดงให้เห็นว่าประโยคจะมีความหมายก็ ต่อเมื่อเป็นประพจน์วิเคราะห์สามารถพิสูจน์หรือตรวจสอบได้โดยประสบการณ์ทาง ผัสสะเพื่อชี้ให้เห็นว่าความรู้ที่ให้ข้อมูลใหม่นั้นล้วนแล้วแต่ได้มาจาก ประสบการณ์ ดังนั้น นักคิดกลุ่มดังกล่าวจึงจำเป็นต้องปฏิเสธประพจน์ก่อนประสบการณ์ที่ให้ข้อมูล ใหม่แก่มนุษย์ ซึ่งเท่ากับว่าแอร์ไม่ยอมรับความเป็นไปได้ของประพจน์ก่อนประสบการณ์เชิง สังเคราะห์ หรือไม่อาจมีประพจน์ก่อนประสบการณ์เชิงสังเคราะห์ได้ อย่างไรก็ตาม อาจกล่าวได้ว่าแอร์เห็นความสัมพันธ์ระหว่างก่อนประสบการณ์-หลังประสบการณ์ กับข้อความวิเคราะห์-ข้อความสังเคราะห์โดยมองว่าข้อความวิเคราะห์สามารถใช้ อธิบายมโนทัศน์ก่อนประสบการณ์

ดับบลิว. วี. ไควน์ (ค.ศ.1908 – ค.ศ.2000) เป็นนักปรัชญาและนักคณิตศาสตร์ชาวอเมริกันที่แสดงจุดยืนปฏิเสธความแตกต่างระหว่างข้อความวิเคราะห์และข้อความสังเคราะห์ โดยไควน์ได้เสนอความคิดเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวไว้ในบทความที่ชื่อ Two Dogmas of Empiricism (ค.ศ.1951) ในบทความดังกล่าวไควน์ได้โจมตีแนวคิดสำคัญของนักปฏิฐานนิยม 2 ประการ ประการแรกคือปฏิเสธความแตกต่างระหว่างข้อความวิเคราะห์และข้อความสังเคราะห์ ประการที่ 2 คือปฏิเสธ reductionism อันเป็นทฤษฎีที่อธิบายว่าข้อความที่มีความหมายทุกข้อความนั้นได้ความหมายมา จากโครงสร้างเชิงตรรกะของแต่ละเทอมที่สามารถอ้างอิงไปถึงประสบการณ์ได้ ไควน์ชี้ให้เห็นว่าเราไม่สามารถแบ่งแยกความแตกต่างระหว่างข้อความวิเคราะห์ และข้อความสังเคราะห์ เนื่องจากไควน์เห็นว่าการนิยามประพจน์วิเคราะห์นั้นจำเป็นต้องอาศัยมโนทัศน์ เกี่ยวกับ “การมีความหมายเหมือนกัน” แต่ไม่ว่าจะพยายามอธิบายมโนทัศน์ดังกล่าวด้วยอะไร ก็ดูเหมือนจะพบปัญหาและไม่ใช่คำอธิบายที่เพียงพอที่จะทำให้เข้าใจ “ข้อความวิเคราะห์” ได้ ตัวอย่างเช่น หากจะอธิบายมโนทัศน์การมีความหมายเหมือนกันว่าหมายถึงคำที่สามารถเปลี่ยนที่กันได้โดยค่าความจริงไม่เป็น (interchangeable salva veritate) ก็ไม่อาจเข้าใจได้ กล่าวคือ จะแน่ใจได้อย่างไรว่ากรณีของ “ชายโสด” กับ “ชายที่ยังไม่ได้แต่งงาน” จะไม่เหมือนกับ “สิ่งมีชีวิตที่มีหัวใจ” กับ “สิ่งมีชีวิตที่มีไต” กล่าวคือ ในกรณีของ “สิ่งมีชีวิตที่มีหัวใจ” กับ “สิ่งมีชีวิตที่มีไต” นั้นสามารถเปลี่ยนที่กันได้โดยค่าความจริงไม่เปลี่ยน แต่ดูเหมือนว่าจะมีความหมายไม่เหมือนกัน ซึ่งหากจะโต้แย้งว่าเป็นไปได้เพราะชายโสดทุกคนและชายโสดเท่านั้นที่จะเป็นชายที่ยังไม่แต่งงานอย่างจำเป็น (Necessaily all-and only-bachelors are unmarried man) แต่ไควน์เห็นว่าจะโต้แย้งแบบนี้ไม่ได้เนื่องจากการใช้ “อย่างจำเป็น” (Necessarily) นั้นยอมรับ (presuppose) ว่าภาษามีลักษณะ nonextensional ไว้ก่อน ยิ่งกว่านั้น นัยของความจริงอย่างจำเป็นที่กล่าวถึงนั้นรวมเอาความเป็นข้อความวิเคราะห์เอาไว้ด้วย ดังนั้น การนำแนวคิดที่รวมมโนทัศน์ความเป็นวิเคราะห์มาอธิบายข้อความวิเคราะห์จึงเป็นการให้เหตุผลที่มีลักษณะวนเป็นวงกลม (circularity) ซึ่งไม่อาจยอมรับได้

ข้อเสนอของไควน์ที่ปฏิเสธความแตกต่างระหว่างประพจน์วิเคราะห์และประพจน์สังเคราะห์ (ซึ่งเท่ากับไม่มีอะไรที่เรียกว่า “ประพจน์วิเคราะห์”) นั้นได้ทำให้นักปรัชญาบางคนที่เห็นความเชื่อมโยงระหว่างประพจน์ก่อน ประสบการณ์และประพจน์วิเคราะห์สรุปตามมาว่าไควน์ปฏิเสธความรู้ก่อน ประสบการณ์ ตัวอย่างเช่น เพเนโลเป้ แมดดี้ (Penelope Maddy) อธิบายไว้ใน “Naturalism and A Priori” (ค.ศ. 2000) ว่าเธอเห็นว่าข้อความวิเคราะห์นั้นคือข้อความที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ข้อความวิเคราะห์จึงถูกพิจารณาว่าเป็นข้อความที่รู้อย่างก่อนประสบการณ์ และเธอเห็นว่าการยอมรับข้อความวิเคราะห์นั้นอาจทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการแทนที่คำต่างๆ ที่มีความหมายเหมือนกัน ดังนั้นแมดดี้จึงสรุปว่าเธอปฏิเสธข้อความวิเคราะห์ หรือในอีกแง่ก็คือข้อความที่รู้อย่างก่อนประสบการณ์ โดยเธอเห็นว่าการปฏิเสธข้อความที่รู้อย่างก่อนประสบการณ์นี้เป็นไปในทิศทางเดียวกับที่ไควน์ปฏิเสธ

ในส่วนต่อไปจะอธิบายถึงข้อถกเถียงเกี่ยวกับความรู้ก่อนประสบการณ์และความรู้หลังประสบการณ์ในประเด็นเรื่องการให้เหตุผลสนับสนุน (justification) ความรู้ดังกล่าว โดยประเด็นเกี่ยวกับการให้เหตุผลสนับสนุนนั้นเป็นการตอบคำถามว่าอะไรคือเหตุอันควรให้เชื่อว่าประพจน์หนึ่งๆ สามารถถือได้ว่าเป็นความรู้

4. การให้เหตุผลสนับสนุนความรู้ก่อนประสบการณ์และการให้เหตุผลสนับสนุนความรู้หลังประสบการณ์

การให้เหตุผลสนับสนุน (justification) ความรู้ก่อนประสบการณ์และความรู้หลังประสบการณ์นั้นเป็นประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งในญาณวิทยา กล่าวคือ นักญาณวิทยามีความต้องการที่จะหาเหตุผลสนับสนุนว่า “อะไรทำให้ความรู้ก่อนประสบการณ์ถือว่าเป็น “ความรู้” ก่อนประสบการณ์” และ “อะไรทำให้ความรู้หลังประสบการณ์ถือว่าเป็น “ความรู้” หลังประสบการณ์”

ลักษณะของคำตอบต่อประเด็นดังกล่าวนั้นมีความแตกต่างกันไปตามแนวคิดของนัก ปรัชญาแต่ละคน จากที่อธิบายในส่วนที่แล้วจะเห็นได้ว่าตามแนวคิดของคานต์ คานต์ให้เหตุผลสนับสนุนความรู้ก่อนประสบการณ์โดยอธิบายว่าความรู้ก่อน ประสบการณ์จะมีเหตุผลสนับสนุนก็ต่อเมื่อเหตุผลสนับสนุนความรู้ดังกล่าว ปราศจากข้อมูลที่ได้จากประสบการณ์ทางผัสสะ ซึ่งเป็นการกำหนดลักษณะเชิงลบ เนื่องจากคานต์อธิบายความรู้ก่อนประสบการณ์นั้นคือการที่ความเชื่อว่า P ของ S นั้นมีเหตุผลสนับสนุนที่ “เป็นอิสระจาก” หรือ “ไม่ขึ้นอยู่กับ” ประสบการณ์ ตัวอย่างเช่น ความเชื่อว่า “ผลเป็นสิ่งที่ตามมาจากเหตุ” ของนาย ก. อย่างไรก็ตาม ได้มีการกำหนดลักษณะเชิงบวก โดยการอธิบายว่าความเชื่อว่า P ของ S นั้นมีเหตุผลสนับสนุนที่ “ขึ้นอยู่กับ” (depend on) อะไร ตัวอย่างเช่นฮิลลารี่ พัทนั่ม (Hilary Putnam) และฟิลลิป คิทเชอร์ (Philip Kitcher) เสนอว่า ความเชื่อจะมีเหตุผลสนับสนุนก่อนประสบการณ์เมื่อความเชื่อว่า P นั้นถูกให้เหตุผลสนับสนุนอย่างไม่ใช้ประสบการณ์และไม่อาจถูกหักล้างได้ด้วยประสบการณ์ การให้เหตุผลสนับสนุนความรู้ก่อนประสบการณ์ในลักษณะเชิงบวกมักเชื่อมโยงกับมโนทัศน์อื่นๆ เช่น มโนทัศน์ความจริงจำเป็น หรือมโนทัศน์ประพจน์วิเคราะห์ กล่าวคือ ความรู้ก่อนประสบการณ์จะมีเหตุผลสนับสนุนก็ต่อเมื่อความรู้ดังกล่าวเป็นความจริงจำเป็น หรือความรู้ก่อนประสบการณ์จะมีเหตุผลสนับสนุนก็ต่อเมื่อเป็นความรู้ที่แสดงออกในรูปแบบประพจน์วิเคราะห์ได้ (โปรดดู Kitcher, 1983; Putnam, 1976)

ลักษณะการโต้แย้งการให้เหตุผลสนับสนุนความรู้ก่อนประสบการณ์อีกลักษณะหนึ่งเป็นของประสบการณ์นิยมแบบจัด (radical empiricism) ซึ่งเห็นได้ชัดในแนวคิดของจอห์น สจ๊วต มิลล์ (John Stuart Mill) กล่าวคือ ประสบการณ์นิยมแบบจัดจะโต้แย้งความเป็นไปได้ของความรู้ก่อนประสบการณ์โดยการ เสนอว่าประพจน์ที่คิดว่ามีเหตุผลสนับสนุนอย่างก่อนประสบการณ์นั้นอันที่จริง แล้วมีเหตุผลสนับสนุนอย่างหลังประสบการณ์ โดยความรู้เกี่ยวกับประพจน์ทางคณิตศาสตร์เป็นตัวอย่างที่สำคัญในการโต้แย้ง ดังกล่าว ตัวอย่างเช่น มิลล์อธิบายว่าประพจน์ทางคณิตศาสตร์ได้มาจากวิธีการอุปนัย (induction) ซึ่งอาศัยประสบการณ์ทางผัสสะเพื่อเป็นเหตุผลสนับสนุนประพจน์ดังกล่าว (โปรดดู Mill, 1874) อย่างไรก็ตาม ไควน์ ซึ่งเป็นนักประสบการณ์นิยมอีกคนหนึ่งนั้นไม่เห็นด้วยกับวิธีการสรุปว่าประพจน์ทางคณิตศาสตร์ได้มาโดยวิธีการอุปนัย ไควน์เสนอว่าประพจน์ทางคณิตศาสตร์นั้นถูกยืนยันเพราะประพจน์ทางคณิตศาสตร์เป็นองค์ประกอบหนึ่งของทฤษฎีวิทยาศาสตร์ กล่าวคือ ไควน์มีข้อเสนอเกี่ยวกับญาณวิทยาเชิงธรรมชาติ (naturalized epistemology)  ที่เสนอให้ใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์เพื่อตอบคำถามสำคัญทางญาณวิทยาเกี่ยวกับความรู้ และข้อเสนอเรื่อง”ข้อโต้แย้งเรื่องความหลีกเลี่ยงไม่ได้” (Indispensability Argument) ที่เสนอว่าเราควรยอมรับการมีอยู่สิ่งทางคณิตศาสตร์ ตัวอย่างเช่น เซต จำนวน ฟังก์ชั่น โดยอธิบายว่าเพราะสิ่งดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ เนื่องจากไควน์เห็นว่าวิทยาศาสตร์ไม่อาจจะอธิบายโลกโดยปราศจากคณิตศาสตร์ได้ จะเห็นได้ว่า แม้ไควน์จะไม่เห็นด้วยกับมิลล์ในเรื่องที่ว่าความรู้เกี่ยวกับคณิตศาสตร์ได้มาโดยวิธีการอุปนัย แต่ไควน์ก็ยังอาศัยวิทยาศาสตร์ (ซึ่งหลายฝ่ายยอมรับว่าเป็นความรู้หลังประสบการณ์) มาเป็นสิ่งที่ให้เหตุผลสนับสนุนความรู้เกี่ยวกับคณิตศาสตร์ (โปรดดู Quine, 1993)

ในส่วนของการให้เหตุผลสนับสนุนความรู้หลังประสบการณ์นั้น มีแนวคิดสำคัญที่อธิบายเหตุผลสนับสนุนดังกล่าวอยู่ 2 แนวคิด คือ (1) มูลฐานนิยม (foundationism) (2) สหนัยนิยม (coherencism)

มูลฐานนิยมจะให้เหตุผลสนับสนุนความรู้หลังประสบการณ์โดยการพิจารณาว่าความ รู้ดังกล่าวสามารถย้อนกลับไปหาที่มาของความรู้ที่มาจากรากฐาน-อันได้แก่ ประสบการณ์ทางผัสสะ-ได้หรือไม่ ตัวอย่างของนักปรัชญาที่อาศัยแนวคิดมูลฐานนิยมเพื่อเป็นเหตุผลสนับสนุนให้ กับความรู้หลังประสบการณ์คือ เบอร์ทรัลล์ รัสเซลล์ (Bertrand Russell) เอ. เจ. แอร์ (A. J. Ayer) ซี. ไอ. ลูอิส (C. I. Lewis) เป็นต้น

ในขณะที่สหนัยนิยมเป็นอีกแนวคิดหนึ่งที่ให้เหตุผลสนับสนุนความรู้หลัง ประสบการณ์โดยพิจารณาจากความสัมพันธ์ที่สอดคล้องในกลุ่มความเชื่อที่ประกอบ กันขึ้นเป็นความรู้หลังประสบการณ์ สหนัยนิยมเกี่ยวกับการให้เหตุผลสนับสนุนความเชื่อมักถูกเรียกว่าองค์รวมนิยม เกี่ยวกับความเชื่อ (epistemic holism) ดับบลิว. วี. ไควน์เป็นนักปรัชญาคนหนึ่งที่มีแนวคิดแบบองค์รวมนิยม โดยองค์รวมนิยมของไควน์จะไม่ยอมรับความแตกต่างระหว่างข้อความวิเคราะห์และ ข้อความสังเคราะห์ และไม่ยอมรับว่าความเชื่อแต่ละความเชื่อของมนุษย์ถูกยืนยันตามประสบการณ์ทาง ผัสสะเนื่องจากความเชื่อของมนุษย์ถูกยืนยันหรือไม่ยืนยันอย่างองค์รวมหรือ อย่างทั้งระบบความเชื่อ มิใช่ตามแต่ละความเชื่อใดความเชื่อหนึ่ง

5. การถกเถียงเกี่ยวกับความรู้ก่อนประสบการณ์และความรู้หลังประสบการณ์ในสมัยปัจจุบัน

ความรู้ก่อนประสบการณ์และความรู้หลังประสบการณ์เป็นประเด็นสำคัญประเด็น หนึ่งในญาณวิทยา และประเด็นเกี่ยวกับความรู้ก่อนประสบการณ์และความรู้หลังประสบการณ์ยังคง เป็นที่ถกเถียงกันจนกระทั่งปัจจุบัน โดยประเด็นสำคัญในการถกเถียงเกี่ยวกับความรู้ก่อนประสบการณ์และความรู้หลัง ประสบการณ์มักเกี่ยวกับการทำความเข้าใจว่าความรู้ดังกล่าวคืออะไร และมีความสัมพันธ์กับมโนทัศน์อื่นๆ อย่างไร และยังเกี่ยวกับการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นต่อแนวคิดเรื่องความรู้ก่อน ประสบการณ์และความรู้หลังประสบการณ์ ตัวอย่างเช่น ข้อเสนอในอดีตที่ผ่านมามักมีการเชื่อมโยงมโนทัศน์เรื่องความรู้ก่อน ประสบการณ์กับมโนทัศน์อื่นๆ (เช่นความจริงจำเป็น ความเป็นข้อความวิเคราะห์) แต่นักปรัชญาหลายคนเห็นว่าการเกิดเรขาคณิตนอกระบบยูคลิด (non-Euclidian geometry) ทำให้เห็นว่าการถือว่าตัวอย่างข้อความในเรขาคณิตระบบยูคลิด (ในฐานะตัวอย่างของความรู้ก่อนประสบการณ์) ไม่สามารถผิดได้อย่างที่เคยยอมรับกันมาในอดีตนั้นอาจไม่ใช่แนวทางที่น่ายอมรับอีกต่อไป ตัวอย่างเช่น บองชู นักเหตุผลนิยมร่วมสมัยได้เสนอจุดยืนเหตุผลนิยมแบบพอประมาณ (moderate rationalism) ซึ่งแตกต่างจากจุดยืนเหตุผลนิยมแบบจัด (radical empiricism) ในประเด็นที่ว่าเหตุผลนิยมแบบพอประมาณเห็นว่าความรู้ก่อนประสบการณ์สามารถ ผิดได้และเป็นเท็จได้โดยอาศัยหลักฐานจากประสบการณ์ทางผัสสะ (Bonjour, 1997) หรืออัลเบิร์ต คาซูลโล่ (Albert Casullo) ได้ปกป้องการให้เหตุผลสนับสนุนแบบก่อนประสบการณ์โดยการโต้แย้งข้อเสนอของนักประสบการณ์นิยมแบบจัดว่ามีข้อบกพร่อง (Casullo, 2005)

นอกจากนี้ ยังคงมีการถกเถียงเกี่ยวกับปัญหาการให้เหตุผลสนับสนุนความรู้ ในส่วนของการให้เหตุผลสนับสนุนความรู้แบบก่อนประสบการณ์นั้น นักญาณวิทยาเชิงธรรมชาติแบบแข็งซึ่งเห็นว่าญาณวิทยาเป็นส่วนหนึ่งของวิทยา ศาสตร์มักมีข้อเสนอเพื่อปฏิเสธการให้เหตุผลสนับสนุนแบบก่อนประสบการณ์ กระนั้นก็ดี มีข้อเสนอจากญาณวิทยาเชิงธรรมชาติแบบพอประมาณที่เห็นว่าญาณวิทยาเชิง ธรรมชาตินั้นไปกันได้กับ (compatible with) ความรู้หรือการให้เหตุผลสนับสนุนก่อนประสบการณ์ ตัวอย่างเช่น ข้อเสนอของ เอ. ไอ. โกลด์แมน (A. l. Goldman) โดยโกลด์แมนปรับเปลี่ยนมโนทัศน์ของการให้เหตุผลสนับสนุนความรู้แบบก่อนประสบการณ์ในลักษณะที่ว่าความไม่สามารถผิดพลาดได้ ความแน่นอน และความไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ นั้นมิใช่ลักษณะจำเป็นของการให้เหตุผลสนับสนุนแบบก่อนประสบการณ์ (Goldman, 1999: 1-28) และนักเหตุผลนิยมมักปกป้องการให้เหตุผลสนับสนุนก่อนประสบการณ์โดยอาศัยมโนทัศน์เรื่องอัชฌัตติกญาณ (intuition) ตัวอย่างเช่น ข้อเสนอของบองชูและข้อเสนอของจอร์จ บีลเลอร์ (George Bealer) (โปรดดู Bonjour, 1997; Bealer, 1999)

ในส่วนของการให้เหตุผลสนับสนุนความรู้แบบหลังประสบการณ์นั้น ผู้ที่มีแนวคิดแบบมูลฐานนิยมและแนวคิดแบบสหนัยนิยมก็ยังคงเสนอการอ้างเหตุผล เพื่อโต้แย้งกันว่าแนวคิดแบบใดเป็นสิ่งให้เหตุผลสนับสนุนความรู้หลัง ประสบการณ์ ซึ่งข้อเสนอที่เกิดขึ้นได้มีการปรับเปลี่ยนเพื่อหลีกเลี่ยงข้อโต้แย้งหรือ ปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมา ตัวอย่างเช่น เจมส์ แวน คลีฟ (James van Cleve) มีข้อเสนอเพื่อปกป้องจุดยืนแบบมูลฐานนิยมแบบพอประมาณ (moderate foundationalism) ซึ่งแตกต่างจากมูลฐานนิยมแบบแข็ง (strong foundationalism) ในประเด็นที่ว่า ตามความเห็นของมูลฐานนิยมแบบพอประมาณนั้นความเชื่อพื้นฐาน (basic beliefs) ไม่จำเป็นต้องมีความแน่นอนและผิดพลาดไม่ได้ (Cleve, 2005: 168-178)

ประเด็นที่มีการถกเถียงเกี่ยวกับความรู้ทั้งสองประเภทเหล่านี้ได้ชี้ให้เห็น ว่านักญาณวิทยามีความต้องการที่จะทราบถึงธรรมชาติของความรู้ และเหตุผลที่ทำให้เราเรียกความเชื่อหนึ่งๆ ว่าเป็นความรู้ ซึ่งคำถามเกี่ยวกับความรู้เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นคำถามสำคัญที่นักญาณวิทยา ทุกยุคสมัยพยายามจะหาคำตอบให้ได้ทั้งสิ้น

ศิรประภา ชวะนะญาณ (ผู้เรียบเรียง)

เรียบเรียงจาก

·

Boghossian, Paul Artin. 1996. Knowledge, A Priori. In Donald M. Borchert (ed.). The Encyclopedia of Philosophy. New York: Macmillan, Supplement: 281-283.

·

Casullo, Albert. 2001. A priori/ A Posteriori. In Jonathan Dancy and Ernest Sosa (eds.). A Companion to Epistemology. Oxford: Blackwell, pp.1-3.

·

Casullo, Albert. 2006. Knowledge, A Priori. In Donald M. Borchert (ed.). Encyclopedia of Philosophy. Detroit: Macmillan, Vol.5: 79-86.

·

Hamlyn, D. W. 2006. A Priori and A Posteriori. In Donald M. Borchert (ed.). Encyclopedia of Philosophy. Second edition. New York: Macmillan, Vol. 1: 240-246.


เอกสารอ้างอิง

·

Bealer, George. 1999. The A Priori. In John Greco and Ernest Sosa (eds.). The Blackwell Guide to Epistemology.

Massachusetts: Blackwell, pp. 243-270.

·

Bonjour, Laurence. 1997. In Defense of Pure Reason. New York: Cambridge.

·

Casullo, Albert. 2005. Epistemic Overdetermination and A Priori Justification. Philosophical Perspectives 19: 41-58.

·

Cleve, J. V. 2005. Why Coherence is Not Enough: Defense of Moderate Foundationalism. In Matthias Steup and Ernest Sosa (eds.). Contemporary Debates in Epistemology. MA: Blackwell, pp. 168-178.

·

Goldman, A. I. 1999. A Priori Warrant and Naturalistic Epistemology. Philosophical Perspective 13: 1-28.

·

Kitcher, Philip. 1983. The Nature of Mathematical Knowledge. New York: Oxford University Press.

·

Mill, John Stuart. 1874. A System of Logic. New York: Harper & Brothers.

·

Putnam, Hilary. 1976. ’Two Dogmas’ Revisited. In Gilbert Ryle (ed.). Contemporary Aspects of Philosophy. Stocksfield: Oriel Press, pp. 202-213.

·

Quine, W. V. 1953. Two Dogmas of Empiricism. In From a Logical Point of View. Cambridge: Harvard University Press.

·

Quine, W. V. 1993. Epistemology Naturalized. In Ontological Relativity and Other Essays. New York: Columbia University Press.

เอกสารค้นคว้าเพิ่มเติม

·

Ayer, A. J. 1936 (2nd edition, 1946). Language, Truth, and Logic. New York: Dover. (มีข้อเสนอจากประสบการณ์นิยมแบบสุดโต่งเกี่ยวกับความหมายและความรู้)

·

BonJour, L. 1985. The Structure of Empirical Knowledge. Cambridge, MA: Harvard University Press. (การปกป้องสหนัยนิยมเกี่ยวกับการให้เหตุผลสนับสนุนแบบอาศัยประสบการณ์)

·

Carruthers, P. 1992. Human Knowledge and Human Nature. Oxford: Oxford University Press. (อธิบายเกี่ยวกับประเด็นเรื่องแหล่ง (source) ของความรู้ รวมถึงความรู้ก่อนประสบการณ์)

·

Coffa, J. A. 1991. The Semantic Tradition from Kant to Carnap. Cambridge: Cambridge University Press. (ประวัติของปฏิกริยาต่อหลักการเรื่องก่อนประสบการณ์ของคานต์)

·

Goldman, A. I. 1986. Epistemology and Cognition. Cambridge, MA: Harvard University Press. (เสนอข้อปกป้องการให้เหตุผลสนับสนุนและความรู้ในลักษณะเป็นกระบวนการสร้างความเชื่อที่เชื่อถือได้)

·

Kant, I. 1781/1787. Critique of Pure Reason. Trans. N. Kemp Smith. London: Macmillan, 1963. (งานคลาสลิคเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างข้อความก่อนประสบการณ์-หลังประสบการณ์ และข้อความวิเคราะห์-ข้อความสังเคราะห์)

·

Kripke, S. A. 1980. Naming and Necessity. Cambridge, MA: Harvard University Press. (ท้าทายความคิดที่ว่าเฉพาะประพจน์ที่จริงอย่างจำเป็นเท่านั้นที่รู้ได้อย่างก่อนประสบการณ์)

·

Lewis, C. I. 1946. An Analysis of Knowledge and Valuation. LaSalle, IL: Open Court. (งานคลาสลิคเกี่ยวกับมูลนิยมว่ามีบทบาทหลักในการให้เหตุผลสนับสนุนแบบอาศัยประสบการณ์)

·

Moser, P. K. (ed.). 1987. A Priori Knowledge. Oxford: Oxford University Press. (ประกอบด้วยบทความร่วมสมัยที่สำคัญ 10 บทความเกี่ยวกับความรู้ก่อนประสบการณ์)

·

Moser, P. K. and Vander Nat, A. (eds.). 1987 (2nd edition, 1995). Human Knowledge: Classical and Contemporary Approaches. New York: Oxford University Press. (รวมทั้งงานเขียนคลาสสิคและงานเขียนร่วมสมัยเกี่ยวกับเงื่อนไขของความรู้ก่อนประสบการณ์และความรู้หลังประสบการณ์  มีบทความของแอร์ ไควน์ คริปกี้ ลูอิส รัสเซลล์ และนักปรัชญาอื่นๆ)

·

Moser, P. K. 1989. Knowledge and Evidence. Cambridge: Cambridge University Press. (เสนอข้อปกป้องวิธีการแบบมูลฐานนิยมต่อความรู้ที่อาศัยประสบการณ์ว่าได้ เหตุผลสนับสนุนที่อาศัยประสบการณ์มาจากการรับรู้ทางผัสสะ)

·

Moser, P. K. 1993. Philosophy after Objectivity. New York: Oxford University Press. (การตรวจสอบชนิดของข้อยืนยัน (warrant) ต่อข้ออ้างเรื่องความรู้แบบสัมบูรณ์และความรู้เกี่ยวกับโลกภายนอก)

·

Pap, A. 1958. Semantics and Necessary Truth. New Haven, CT: Yale University Press. (การสำรวจและประเมินความคิดเห็นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 17 – คริสต์ศตวรรษที่ 20 เกี่ยวกับมโนทัศน์เรื่องความจริงจำเป็น มโนทัศน์เรื่องความเป็นข้อความวิเคราะห์ และมโนทัศน์เรื่องก่อนประสบการณ์ รวมถึงความคิดเห็นของไลบ์นิซ คานต์ ล๊อค และฮิวม์)

·

Quine, W. V. 1953 (2nd edition, 1961). From a Logical Point of View. Cambridge, MA: Harvard University Press. (มีบทความ ‘Two Dogmas of Empiricism’ ซึ่งเป็นบทความที่โต้แย้งความแตกต่างระหว่างข้อความวิเคราะห์และข้อความสังเคราะห์)

·

Shanker, S. G. 1987. Wittgenstein and the Turning-Point in the Philosophy of Mathematics. London: Croom Helm. (อธิบายความคิดเห็นของวิตเกนสไตน์เกี่ยวกับความจริงทางคณิตศาสตร์และความรู้ก่อนประสบการณ์)

คำที่เกี่ยวข้อง

Analytic-Synthetic Distinction / Epistemic Justification / Epistemology / Knowledge / Naturalized Epistemology / Truth

แหล่งที่มา สารานุกรมปรัชญาออนไลน์ฉบับสังเขป

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: