ปรัชญา และ ศาสนา

Philosophy and Theology (www.saengtham.tk)

กลุ่มทฤษฎีจริยศาสตร์ที่เน้นพิจารณาผลการกระทำ / อันตวิทยา Consequentialism / Teleology

Posted by JinSon on September 30, 2009

กลุ่มทฤษฎีจริยศาสตร์ที่เน้นพิจารณาผลการกระทำ / อันตวิทยา Consequentialism / Teleology

1. บทนำ
2. การแบ่งกลุ่มทฤษฎีหน้าที่
3. ปัจจัยในการแยกประเภททฤษฎีหน้าที่ใน “กลุ่มทฤษฎีจริยศาสตร์ที่เน้นพิจารณาผลการกระทำ”
4. ประเด็นตอบโต้ระหว่าง “กลุ่มทฤษฎีจริยศาสตร์ที่เน้นพิจารณาผลการกระทำ” และ “กลุ่มทฤษฎีจริยศาสตร์ที่ไม่พิจารณาผลการกระทำ”
5. เหตุผลสนับสนุนและคัดค้าน
เรียบเรียงจาก
เอกสารค้นคว้าเพิ่มเติม
คำที่เกี่ยวข้อง

1. บทนำ

จริยศาสตร์เชิงบรรทัดฐาน (normative ethics) มีเป้าหมายสูงสุดในการให้คำตอบว่า “อะไรควรหรือไม่ควร” โดยมีคำถามสำคัญ 2 ประการ คำถามข้อแรกคือ “เราควรดำเนินชีวิตอย่างไร” (ทั้งนี้ คำถามนี้อาจตั้งต่างกันไปได้ เช่น บ้างก็ถามว่าอะไรคือชีวิตที่ดี หรือไม่ก็ถามว่าอะไรควรเป็นเป้าหมายของชีวิต) และคำถามอีกข้อก็คือ “เราควรกระทำอะไร” หรือ “อะไรคือการกระทำที่ถูกต้อง”  บางครั้งจะแบ่งคำถามสองข้อนี้ด้วยคุณศัพท์ที่ใช้ประเมินค่าทางจริยธรรมง่ายๆ นั่นคือ คำถามแรกเป็นคำถามเกี่ยวกับ “ดีเลว” (good/bad) และ คำถามที่สองเป็นคำถามเกี่ยวกับ “ถูกผิด” (right/wrong) นอกจากนี้ บางครั้งพบว่าจะเรียกทฤษฎีจริยศาสตร์เชิงบรรทัดฐานที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบคำถามเกี่ยวกับ “ดีเลว” ว่า “ทฤษฎีคุณค่า” (theory of value) และเรียกทฤษฎีที่เสนอเพื่อตอบคำถามเกี่ยวกับ “ถูกผิด” ว่า “ทฤษฎีหน้าที่” (theory of obligation/ theory of duty)

คำว่า “ทฤษฎีคุณค่า” นั้น อาจทำให้สับสนได้ เนื่องจากทั้ง “ถูกผิด” และ “ดีเลว” ต่างก็เรียกกันว่าเป็นคุณค่า ดังนั้น เมื่อพบคำว่า “ทฤษฎีคุณค่า” นี้ จึงจำเป็นต้องคำนึงถึงบริบทคำถามข้างต้นเป็นสำคัญ นั่นคือ ต้องตระหนักว่าเป็นการกล่าวถึงคุณค่า “ดีเลว” เท่านั้น ทั้งนี้ มีข้อที่ควรจะทำความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับทฤษฎีคุณค่า อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาต่อไป กล่าวคือ เป้าหมายที่สำคัญของทฤษฎีคุณค่าคือการแสวงหา “คุณค่าในตัวเอง” (intrinsic value) อันได้แก่สิ่งที่มิได้มีคุณค่าเนื่องจากสามารถเป็นเครื่องมือ (means) ไปสู่สิ่งที่มีคุณค่าอื่นๆ หากแต่เป็นสิ่งที่เป็นเป้าหมาย (end) ในตนเอง หากจะกล่าวให้เข้าใจง่าย สิ่งที่มีคุณค่าในตนเองคือสิ่งที่ผู้แสวงหามิต้องตั้งคำถามกับตนเองว่าจะแสวงหาสิ่งนี้เพื่อให้ได้สิ่งใดต่อไป ตัวอย่างเช่น เราสามารถถามได้ว่าเราจะแสวงหากระดาษที่เรียกว่า “ธนบัตร” ไปเพื่อสิ่งใด แต่เราไม่อาจถามได้ว่าเราจะมีสุขภาพดีไปเพื่อสิ่งใด หากมองอีกมุมหนึ่ง ธนบัตรอาจหมดค่าได้เมื่อไม่สามารถนำไปจับจ่ายสินค้า แต่สุขภาพดีจะมีค่าเสมอไป ในกรณีนี้ ธนบัตรคือสิ่งที่มีคุณค่าภายนอก (extrinsic value) ขณะที่สุขภาพดีคือสิ่งที่มีคุณค่าภายใน

ทั้งนี้ ที่กล่าวมาเป็นตัวอย่างเพื่อความเข้าใจเบื้องต้นเท่านั้น เนื่องจากในทฤษฎีคุณค่าเองก็มีข้อถกเถียงซับซ้อนของตน ตัวอย่างเช่น บ้างอาจแย้งว่าบางคนเมื่อได้เงินมาก็เก็บไว้เฉยๆ ไม่ใช้จ่าย และพอใจเพียงแค่รู้ว่าตนมีเงินเท่านั้น กรณีนี้ก็ดูเหมือนว่าเงินกลายเป็นสิ่งมีคุณค่าในตนเอง และ บ้างอาจแย้งว่าสุขภาพดีไม่มีค่าในตนเอง เนื่องจากบุคคลบางคนต้องการมีสุขภาพที่ไม่ดีเพื่อให้ได้สิ่งอื่นที่เขาเห็นว่ามีคุณค่า เช่น มีบางคนที่ต้องการเจ็บป่วยเพื่อให้ได้ความสงสาร เป็นต้น ตัวอย่างแย้งที่ยกมานี้ ทำให้ดูเหมือนว่าสิ่งมีคุณค่าภายในตนเองมิได้มีอย่างเป็นภววิสัย (objective) หากแต่ผันแปรไปตามอัตวิสัย (subjectivity) ของบุคคล หรืออีกนัยหนึ่ง ทำให้เห็นว่าคุณค่าภายในตนเองมิได้มีลักษณะเป็นสากลที่บุคคลทุกคนเห็นร่วมกันได้ แต่ขึ้นกับความคิดความรู้สึกของแต่ละบุคคล

คำว่า “ทฤษฎีหน้าที่” ก็มีข้อควรระวังในการใช้เช่นเดียวกับคำว่า “ทฤษฎีคุณค่า” โดยเฉพาะคำว่า “theory of duty” หรือ “duty theory” เนื่องจากบ้างก็ใช้คำนี้เพื่อกล่าวถึงทฤษฎีของค้านท์ (Kant’s theory) ซึ่งบางคนเรียกว่า “จริยศาสตร์เชิงหน้าที่” (duty ethics) แต่ในที่นี้ จะยึดถือตามบริบทคำถามข้างต้น คือ ใช้ “ทฤษฎีหน้าที่” ในความหมายของทฤษฎีจริยศาสตร์ที่มุ่งตอบคำถามว่าอะไรคือการกระทำที่ถูกหรือผิด

ข้อควรระวังอีกประการก็คือในการถกเถียงสมัยหลังๆ ที่มีการฟื้นคืนจริยศาสตร์เชิงคุณธรรม (virtue ethics) พบได้ว่ามีการใช้คำว่า “ทฤษฎีหน้าที่” และ “จริยศาสตร์เชิงหน้าที่” ในการจัดกลุ่มทฤษฎีจริยศาสตร์ที่ตอบคำถามเกี่ยวกับความถูกผิด โดย “ทฤษฎีหน้าที่” หรือ “จริยศาสตร์เชิงหน้าที่” นี้จะตรงข้ามกับ “จริยศาสตร์เชิงคุณธรรม”  ทฤษฎีที่จัดอยู่ในกลุ่ม “ทฤษฎีหน้าที่” จะเป็นทฤษฎีที่มุ่งประเมินคุณค่าการกระทำโดยไม่คำนึงถึงลักษณะของผู้กระทำเลย ขณะที่ “จริยศาสตร์เชิงคุณธรรม” มุ่งพิจารณาคุณค่าการกระทำโดยอ้างอิงถึงลักษณะของผู้กระทำ ตามวิธีการแบ่งนี้ “ทฤษฎีหน้าที่” จึงครอบคลุมทั้งจริยศาสตร์ของค้านท์ (ซึ่งไม่พิจารณาผลการกระทำ) และประโยชน์นิยม (ซึ่งเน้นพิจารณาผลการกระทำ) อย่างไรก็ตาม ในที่นี้จะไม่ใช้วิธีการแบ่งตามที่พบในการถกเถียงในบริบทของการฟื้นคืนจริยศาสตร์เชิงคุณธรรม แต่จะแบ่งตามแนวจริยศาสตร์สมัยใหม่ (modern) หรือจริยศาสตร์กระแสหลัก คือแบ่งระหว่าง “กลุ่มทฤษฎีจริยศาสตร์ที่เน้นพิจารณาผลการกระทำ” (consequentialism) และ “กลุ่มทฤษฎีจริยศาสตร์ที่ไม่พิจารณาผลการกระทำ” (non-consequentialism) ซึ่งการแบ่งในลักษณะนี้จะแยกจริยศาสตร์ของค้านท์และประโยชน์นิยมออกจากกัน ดังจะเห็นได้ต่อไป

2. การแบ่งกลุ่มทฤษฎีหน้าที่

โดยมาตรฐานแล้ว จะจัดกลุ่มบรรดาทฤษฎีหน้าที่ทั้งหลายเป็น 2 กลุ่มได้แก่ “กลุ่มทฤษฎีจริยศาสตร์ที่เน้นพิจารณาผลการกระทำ” (consequentialism) และ “กลุ่มทฤษฎีจริยศาสตร์ที่ไม่พิจารณาผลการกระทำ” (non-consequentialism) เมื่อพิจารณาวิธีการจัดกลุ่มจะเห็นร่องรอยอิทธิพลของ “กลุ่มทฤษฎีจริยศาสตร์ที่เน้นพิจารณาผลการกระทำ” ได้ชัด นั่นคือ การแบ่งกลุ่มนำทฤษฎีหน้าที่ประเภทนี้เป็นตัวตั้ง และจัดทฤษฎีหน้าที่อื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่ในประเภทนี้ไว้รวมกัน โดยตั้งชื่อกลุ่มด้วยการนิเสธ (non-) “กลุ่มทฤษฎีจริยศาสตร์ที่เน้นพิจารณาผลการกระทำ”  ข้อนี้จะไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจถ้าพิจารณาเห็นอิทธิพลของอัตนิยมและประโยชน์นิยมในสังคมเสรีนิยมสมัยใหม่ ซึ่งสองทฤษฎีนี้จัดอยู่ใน “กลุ่มทฤษฎีจริยศาสตร์ที่เน้นพิจารณาผลการกระทำ” นั่นเอง

“กลุ่มทฤษฎีจริยศาสตร์ที่เน้นพิจารณาผลการกระทำ” คลอบคลุมทฤษฎีหน้าที่ซึ่งมีลักษณะสำคัญอยู่ที่การประเมินความถูกผิดของการกระทำโดยพิจารณาจากความดีเลวของผลการกระทำ หรืออีกนัยหนึ่ง “กลุ่มทฤษฎีจริยศาสตร์ที่เน้นพิจารณาผลการกระทำ” เป็นทฤษฎีหน้าที่ที่ต้องอาศัยทฤษฎีคุณค่า กล่าวคือ ทฤษฎีกลุ่มนี้จะต้องมีฐานคติเกี่ยวกับคุณค่าว่าอะไรดีเลวเสียก่อน เพื่อนำมาเป็นมาตรฐานตัดสินผลของการกระทำว่าดีหรือเลว และบนพื้นฐานของผลการตัดสินนี้ จึงค่อยตัดสินว่าการกระทำที่พิจารณานั้นถูกหรือผิด ตัวอย่างเช่น สมมุติทฤษฎี x  อยู่ใน “กลุ่มทฤษฎีจริยศาสตร์ที่เน้นพิจารณาผลการกระทำ”  โดยทฤษฎีนี้มีฐานคติว่า “ดี” คือ “สุขสบาย” และ “เลว” คือ “เจ็บปวด” หากจะตัดสินความถูกผิดของการกระทำ y ตามทฤษฎีนี้ ก็จะต้องพิจารณาว่า y ทำให้เกิดความสุขสบายหรือความเจ็บปวด ถ้า y ทำให้เกิดความสุขสบาย ก็จะกล่าวได้ว่า y เป็นการกระทำที่ดี และด้วยเหตุนี้จึงตัดสินได้ว่า y เป็นการกระทำที่ถูกต้อง เป็นต้น ขณะเดียวกัน ทฤษฎีหน้าที่ใน “กลุ่มทฤษฎีจริยศาสตร์ที่ไม่พิจารณาผลการกระทำ” มีลักษณะสำคัญตรงที่จะตัดสินความถูกผิดของการกระทำโดยพิจารณาจากลักษณะบางอย่างของตัวการกระทำเอง ดังนั้น ทฤษฎีกลุ่มนี้ไม่ต้องอาศัยทฤษฎีคุณค่าในการตัดสินความถูกผิดของการกระทำ

การแบ่งกลุ่มทฤษฎีข้างต้นยังอาจใช้ชื่อต่างออกไป กล่าวคือ จะเรียก  “กลุ่มทฤษฎีจริยศาสตร์ที่เน้นพิจารณาผลการกระทำ” ว่า “อันตวิทยา” (teleology) และเรียก “กลุ่มทฤษฎีจริยศาสตร์ที่ไม่พิจารณาผลการกระทำ” ว่า “กรณียธรรม” (deontology) เมื่อพิจารณารากศัพท์แล้ว ก็จะพบว่าไปด้วยกันได้ดี คำว่า “อันตะ” (telos) ใน “อันตวิทยา” (teleology) แปลว่า “เป้าหมาย” (end) ซึ่งก็เปรียบได้กับการมุ่งหมายผล ขณะที่ “กรณียะ” (deon) ใน “กรณียธรรม” (deontology) แปลว่า “หน้าที่”  ซึ่งเป็นการบรรยายตัวการกระทำ นับว่าเข้าได้กับนิยามของกรณียธรรมที่ตัดสินความถูกผิดของการกระทำโดยพิจารณาจากลักษณะของตัวการกระทำเอง

ปัจจุบันพบว่ามีผู้ที่นิยมแบ่งกลุ่มโดยใช้คำว่า “อันตวิทยา” และ “กรณียธรรม” มากขึ้น เหตุผลสำคัญก็คือการฟื้นคืนของจริยศาสตร์เชิงคุณธรรม ก่อนการฟื้นคืนนั้น เมื่อกล่าวถึง “กลุ่มทฤษฎีจริยศาสตร์ที่ไม่พิจารณาผลการกระทำ” ในจริยศาสตร์สมัยใหม่ บรรดาทฤษฎีที่คิดถึงได้ก็จะจัดเข้ากลุ่มกรณียธรรม เช่น จริยศาสตร์ของค้านท์ จริยศาสตร์กฎธรรมชาติ (natural law) แบบของนักบุญโธมัส อไควนัส (Thomism) หรือ จริยศาสตร์บัญญัติพระเป็นเจ้า (divine command) เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เมื่อจริยศาสตร์เชิงคุณธรรมเริ่มกลับมาเป็นที่สนใจถกเถียงในวงการปรัชญามากขึ้นตั้งแต่ตอนปลายทศวรรษที่ 50 เป็นต้นมา ก็จะพบว่าทฤษฎีนี้สามารถจัดอยู่ใน “กลุ่มทฤษฎีจริยศาสตร์ที่ไม่พิจารณาผลการกระทำ” ได้แต่ไม่อาจจัดอยู่ในกลุ่มกรณียธรรม ในบริบทของจริยศาสตร์กระแสหลักปัจจุบัน จึงมีการแบ่งกลุ่มทฤษฎีหน้าที่เป็น (1) อันตวิทยา (2) กรณียธรรม และ (3) จริยศาสตร์เชิงคุณธรรม อย่างไรก็ตาม ดังที่กล่าวแล้วว่าในที่นี้จะยึดแนวทางจริยศาสตร์กระแสหลัก ดังนั้น คำว่า “กลุ่มทฤษฎีจริยศาสตร์ที่ไม่พิจารณาผลการกระทำ” จึงใช้ในความหมายของ “กรณียธรรม”

อนึ่ง มีข้อควรระวังอีกประการหนึ่ง คือ จริยศาสตร์เชิงคุณธรรมมักอ้างถึงอริสโตเติ้ล และระบบความคิดของอริสโตเติ้ลเป็น “อันตวิทยา” ทั้งในเชิงอภิปรัชญาและจริยศาสตร์ ดังนั้น จึงมีบางคนที่บอกว่าไม่อาจจัด “กลุ่มทฤษฎีจริยศาสตร์ที่เน้นพิจารณาผลการกระทำ” เป็น “อันตวิทยา” ได้ เนื่องจากทฤษฎีจริยศาสตร์ประเภทนี้ไม่ใช่จริยศาสตร์เชิงคุณธรรม อย่างไรก็ตาม ข้อนี้เป็นความเห็นบางส่วนเท่านั้น โดยมาตรฐานแล้ว มักใช้ “กลุ่มทฤษฎีจริยศาสตร์ที่เน้นพิจารณาผลการกระทำ” กับ “อันตวิทยา” แทนกันได้

3. ปัจจัยในการแยกประเภททฤษฎีหน้าที่ใน “กลุ่มทฤษฎีจริยศาสตร์ที่เน้นพิจารณาผลการกระทำ”

ทฤษฎีหน้าที่ที่จัดในประเภท “กลุ่มทฤษฎีจริยศาสตร์ที่เน้นพิจารณาผลการกระทำ” ประกอบด้วย 3 ทฤษฎีสำคัญ ได้แก่

– อัตนิยม (egoism) ทฤษฎีนี้พิจารณาความถูกผิดของการกระทำจากผลของการกระทำที่มีต่อตัวผู้กระทำเท่านั้น
– ปรัตถนิยม (altruism) ทฤษฎีนี้พิจารณาความถูกผิดของการกระทำจากผลของการกระทำที่มีต่อทุกคนที่เกี่ยวข้อง ยกเว้นตัวผู้กระทำเอง
– ประโยชน์นิยม (utilitarianism) ทฤษฎีนี้พิจารณาความถูกผิดของการกระทำจากผลของการกระทำที่มีต่อทุกคนที่เกี่ยวข้อง โดยรวมถึงตัวผู้กระทำเอง

ปัจจัยที่เห็นได้ชัดประการแรกที่ทำให้เกิดทฤษฎีต่างๆ ใน”กลุ่มทฤษฎีจริยศาสตร์ที่เน้นพิจารณาผลการกระทำ” ก็คือ “ผู้รับผลการกระทำ” ผู้ที่รับผลจากการกระทำนั้นมีขอบเขตกว้างขวาง ทฤษฎีต่างๆ จึงต้องกำหนดขอบเขตว่าควรจะพิจารณาใครบ้าง ข้อนี้ทำให้เกิดทฤษฎีที่แตกต่างกันดังกล่าวข้างต้น

ปัจจัยประการต่อไปก็คือ “ทฤษฎีคุณค่า” ที่ใช้ ดังกล่าวแล้วว่า “กลุ่มทฤษฎีจริยศาสตร์ที่เน้นพิจารณาผลการกระทำ” นั้นต้องอาศัยทฤษฎีคุณค่า แต่เนื่องจากทฤษฎีคุณค่ามีมากกว่าหนึ่ง จึงต้องมีการเลือกใช้ ทฤษฎีคุณค่าที่มักนิยมใช้กันคือ “สุขนิยม” (hedonism) หากใช้ทฤษฎีนี้ ก็จะพิจารณาความถูกผิดของการกระทำจากผลของการกระทำนั้นว่าทำให้เกิดความสุข (pleasure) หรือความทุกข์ (pain) ถ้าก่อให้เกิดความสุข ก็จะเป็นการกระทำที่ถูกต้อง แต่ถ้าก่อความทุกข์ ก็จะเป็นการกระทำที่ผิด นอกจากนี้ยังมีทฤษฎีคุณค่าอื่นๆ ที่ใช้อีก เช่น บางทฤษฎีเห็นว่าสิ่งที่มีค่าในตนเองคือความชอบส่วนบุคคล (preference) ซึ่งทฤษฎีคุณค่านี้ทำให้กล่าวได้ว่าสำหรับบางบุคคล ความทุกข์เป็นสิ่งที่ดี เพราะบุคคลนั้นชอบความเจ็บปวด (เช่น กรณีของ masochism)  ดังนั้น หากเลือกทฤษฎีคุณค่าต่างออกไป ผลการพิจารณาก็จะต่างไปด้วย ซึ่งก็หมายความว่าตัวทฤษฎีหน้าที่จะมีลักษณะต่างกันออกไป

นอกจากนี้ การเลือกใช้ทฤษฎีคุณค่านั้น ยังมีความซับซ้อนที่สืบเนื่องมาจากข้อถกเถียงในทฤษฎีคุณค่าเอง กล่าวคือ บ้างก็เห็นว่าคุณค่าต่างๆ สามารถทอนลงเป็นคุณค่าในตัวเองเพียงหนึ่งอย่าง เช่น สุขนิยมจะเห็นว่าไม่ว่าคุณค่าใดๆ ในที่สุดก็จะสามารถทอนลงเป็นความสุขทุกข์ได้ ทฤษฎีคุณค่าที่ยึดฐานคตินี้จึงเป็น “เอกนิยม” (monism) คือเห็นว่ามีคุณค่าในตัวเองเพียงอย่างเดียวเท่านั้น โดยทั่วไป ประโยชน์นิยมจะยึดถือทฤษฎีคุณค่าแบบเอกนิยม (คือ ยึดถือสุขนิยม) อย่างไรก็ตาม บ้างก็เห็นว่ามีคุณค่าในตัวเองหลายๆ อย่าง โดยแต่ละคุณค่าไม่อาจทอนลงได้ เช่น ความงาม ความยุติธรรม ความรู้ ฯลฯ ไม่อาจทอนลงเป็นคุณค่าในตัวเองเพียงคุณค่าเดียวได้ ทฤษฎีคุณค่าแบบนี้เรียกว่า “พหุนิยม” (pluralism) ทฤษฎีหน้าที่แบบที่ใช้ทฤษฎีคุณค่าแบบพหุนิยมที่เป็นที่รู้จักกันดีคือ “ประโยชน์นิยมเชิงอุดมคติ” (ideal utilitarianism) ของ จี อี มัวร์ (G. E. Moore)

การพิจารณาผลการกระทำนั้น บางกรณีก็อาจตั้งคำถามตรงๆ ได้ว่าหากกระทำแล้ว ผลที่ตามมาจะดีหรือไม่ แต่ในหลายกรณี การจะตัดสินใจเลือกว่าจะกระทำบางสิ่งหรือไม่มักต้องอาศัยวิธีการเปรียบเทียบระหว่างผลการกระทำ อย่างน้อยก็เปรียบเทียบระหว่างการตัดสินใจที่จะกระทำหรือไม่กระทำ โดยมีเกณฑ์ทั่วไปว่าหากการกระทำใดให้ผลที่ดีกว่า หรือให้ผลที่เลวน้อยกว่า บุคคลก็ควรเลือกการกระทำนั้น อย่างไรก็ตาม ในประเด็นของการเลือกระหว่างผลการกระทำนี้ มีปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อลักษณะทฤษฎี สมมุติว่ามีการกระทำ 3 อย่างให้เลือก คือ x y และ z เมื่อพิจารณาแล้วพบว่าการกระทำ x และ y ให้ผลที่ดี ขณะที่การกระทำ z ให้ผลที่เลว ในกรณีนี้เราจะตัดการกระทำ z จากการพิจารณาได้ทันที แต่จะมีคำถามว่าระหว่างการกระทำ x และ y เราควรจะเลือกการกระทำใด ส่วนหนึ่งจะเห็นว่าเราจะเลือก x และ y ก็ได้ แต่มีส่วนหนึ่งที่เห็นว่าเราควรเลือกการกระทำที่ให้ผลดีมากที่สุด หรืออีกนัยหนึ่ง เห็นว่าเราควรเพิ่มพูนให้ได้ผลที่ดีมากที่สุด (maximize) ประเด็นเรื่องการมุ่งผลดีมากที่สุดนี้จึงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ทฤษฎีการกระทำใน “กลุ่มทฤษฎีจริยศาสตร์ที่เน้นพิจารณาผลการกระทำ” มีความผันแปร

อีกปัจจัยหนึ่งคือลักษณะการพิจารณาผลการกระทำว่าควรพิจารณาโดยตรงหรือโดยอ้อม การพิจารณาโดยตรงคือการพิจารณาผลของการกระทำแต่ละครั้ง ส่วนการพิจารณาโดยอ้อมคือการพิจารณาผลของการกระทำประเภทนั้น อย่างแรกจะเรียกว่า  “กลุ่มทฤษฎีจริยศาสตร์ที่เน้นพิจารณาผลการกระทำ- แบบที่เน้นพิจารณาการกระทำเฉพาะ” (act-consequentialism) และอย่างหลังจะเรียกว่า “กลุ่มทฤษฎีจริยศาสตร์ที่เน้นพิจารณาผลการกระทำ- แบบที่เน้นพิจารณากฎ” (rule-consequentialism) ทั้งนี้ เพราะว่าผลการตัดสินคุณค่าการกระทำในระดับประเภท จะอยู่ในรูปกฎนั่นเอง เช่น “การกล่าวเท็จเป็นสิ่งที่ผิด” เป็นการบอกว่าการกระทำใดๆ ก็ตามที่จัดเข้าประเภท “การกล่าวเท็จ” ได้ เป็นการกระทำที่ผิด

ตัวอย่างเช่น สมมุติว่าแพทย์จะกล่าวเท็จกับผู้ป่วย ถ้าแพทย์ยึดถือทฤษฎีใน “กลุ่มทฤษฎีจริยศาสตร์ที่เน้นพิจารณาผลการกระทำ” แบบที่เน้นการกระทำเฉพาะ แพทย์ก็ต้องพิจารณาผลของการกล่าวเท็จแต่ละครั้ง ผลที่ได้ก็คือในบางสถานการณ์ แพทย์ควรกล่าวเท็จ เพราะจะนำมาซึ่งผลที่ดี (เช่น ผู้ป่วยสุขภาพจิตดี) แต่ในบางสถานการณ์ แพทย์ก็ไม่ควรกล่าวเท็จ เพราะจะนำมาซึ่งผลที่เลว (เช่น ผู้ป่วยนิ่งนอนใจ) อย่างไรก็ตาม ถ้าแพทย์ยึดถือทฤษฎีใน “กลุ่มทฤษฎีจริยศาสตร์ที่เน้นพิจารณาผลการกระทำ” แบบที่เน้นประเภทการกระทำ แทนที่จะพิจารณาผลของการกล่าวเท็จแต่ละครั้ง แพทย์ต้องพิจารณาโดยภาพรวมว่าการที่แพทย์กล่าวเท็จกับผู้ป่วยจะนำมาซึ่งผลดีหรือผลเสีย หรืออีกนัยหนึ่ง ต้องพิจารณาว่าถ้ามีกฎว่า “แพทย์สามารถกล่าวเท็จกับผู้ป่วย” แล้ว จะนำมาซึ่งผลดีหรือผลเสียมากกว่ากัน โดยมิต้องพิจารณาความถูกผิดของการกระทำแต่ละครั้งในแต่ละสถานการณ์ กล่าวคือ ถือว่าห้ามกล่าวเท็จโดยกฎไม่ว่าในกรณีใดๆ

ทั้งนี้ ปัจจัยเรื่องการเลือกทฤษฎีคุณค่า ปัจจัยการมุ่งผลดีมากที่สุด และปัจจัยด้านการพิจารณาการกระทำโดยตรงหรือโดยอ้อมนี้ หากนำมาพิจารณาควบคู่กับอัตนิยม ปรัตถนิยม และประโยชน์นิยม ที่มีอยู่ในการเสนอและถกเถียงทฤษฎีแล้ว จะพบว่าปัจจัยเหล่านี้มีบทบาทมากน้อยต่างกันตามแต่ละทฤษฎี เช่น ในการถกเถียงเกี่ยวกับอัตนิยมและปรัตถนิยม ดูจะมีปัจจัยเรื่องการมุ่งผลดีมากที่สุดที่พบบ่อย ส่วนปัจจัยอื่นๆ ยังไม่พบบทบาทนัก อย่างไรก็ตาม กล่าวได้ว่ามีแต่เฉพาะกรณีของประโยชน์นิยมเท่านั้นที่สามารถพบบทบาทของปัจจัยเหล่านี้ได้ครบถ้วน ดังนั้น สำหรับปัจจัยเรื่องการเลือกทฤษฎีคุณค่า เราจึงพบ ประโยชน์นิยมแบบสุขนิยม (hedonistic utilitarianism) ประโยชน์นิยมแบบความชอบส่วนบุคคล (preference utilitarianism) ประโยชน์นิยมเชิงอุดมคติ (ideal utilitarianism) เป็นต้น สำหรับปัจจัยด้านการมุ่งผลดีที่สุด เราพบประโยชน์นิยมแบบมุ่งเพิ่มพูนผลดี (maximizing utilitarianism) และประโยชน์นิยมแบบไม่มุ่งเพิ่มพูนผลดี (non-maximizing utilitarianism) และสำหรับปัจจัยเรื่องการพิจารณาการกระทำโดยตรงหรือโดยอ้อม เราพบประโยชน์นิยมเชิงการกระทำ (act- utilitarianism) ประโยชน์นิยมเชิงกฎ (rule- utilitarianism) อย่างไรก็ตาม ที่กล่าวมาเป็นการกล่าวในเชิงประวัติศาสตร์ แต่หากพิจารณาในเชิงทฤษฎี จะเห็นว่าเราสามารถนำปัจจัยเหล่านี้มาเป็นข้อพิจารณาในการเสนอหรือประเมินทฤษฎีหน้าที่ใน “กลุ่มทฤษฎีจริยศาสตร์ที่เน้นพิจารณาผลการกระทำ” ได้

4. ประเด็นตอบโต้ระหว่าง “กลุ่มทฤษฎีจริยศาสตร์ที่เน้นพิจารณาผลการกระทำ” และ “กลุ่มทฤษฎีจริยศาสตร์ที่ไม่พิจารณาผลการกระทำ”

ทัศนะต่อสถานะของ “ถูกผิด” และ “ดีเลว” ก็คือประเด็นหลักที่เป็นข้อตอบโต้กันระหว่างทฤษฎีใน “กลุ่มทฤษฎีจริยศาสตร์ที่เน้นพิจารณาผลการกระทำ” และ “กลุ่มทฤษฎีจริยศาสตร์ที่ไม่พิจารณาผลการกระทำ”  สำหรับ “กลุ่มทฤษฎีจริยศาสตร์ที่เน้นพิจารณาผลการกระทำ” นั้น มีทัศนะว่า “ดีเลว” เป็นสิ่งที่มีความสำคัญพื้นฐานกว่า “ถูกผิด” โดยเห็นว่าคนเราต่างก็ต้องการพบแต่สิ่งดีๆ (เช่น ความสุขสบาย) และไม่ต้องการพบสิ่งเลวร้าย (เช่น ความเจ็บปวด) คุณค่าเหล่านี้น่าจะนำมาใช้เป็นพื้นฐานสำหรับตัดสินว่าการกระทำใดถูกหรือการกระทำใดผิด ในทางตรงข้าม “กลุ่มทฤษฎีจริยศาสตร์ที่ไม่พิจารณาผลการกระทำ” นั้น เห็นว่าความถูกผิดของการกระทำมีความเป็นพื้นฐานมากกว่าคุณค่าดีเลว ดังนั้น จึงไม่อาจนำเรื่องดีเลวมาก้าวก่ายการตัดสินเรื่องถูกผิดได้ ตัวอย่างเช่น ถ้าการกล่าวเท็จเป็นการกระทำที่ผิด “กลุ่มทฤษฎีจริยศาสตร์ที่ไม่พิจารณาผลการกระทำ” ก็จะเห็นว่าจะต้องไม่กล่าวเท็จ แม้ว่าการกล่าวเท็จจะก่อให้เกิดความสุขใจแก่ผู้ฟังก็ตาม

หรืออีกนัยหนึ่ง  “กลุ่มทฤษฎีจริยศาสตร์ที่เน้นพิจารณาผลการกระทำ”  เห็นว่าคุณค่าทางจริยธรรมนั้น โดยแท้จริงแล้วมีรากฐานมาจากคุณค่าที่ไม่ใช่ทางจริยธรรม (nonmoral) นั่นคือ กลุ่มทฤษฎีนี้ไม่เชื่อว่าการกระทำมีคุณค่าบางอย่างในตนเอง (ซึ่งคุณค่านั้นเรียกว่า “ถูก” หรือ “ผิด”) แต่เชื่อว่าคุณค่าที่การกระทำมี ขึ้นอยู่กับสิ่งที่การกระทำนั้นก่อให้เกิดขึ้นในโลก และคุณค่าของสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เองที่จะนำมาใช้ตัดสินคุณค่าของการกระทำนั้น การกระทำใดก่อให้เกิดสิ่ง “ดี” (เช่น ความสุข) ก็จะเรียกว่า “ถูก” การกระทำใดก่อให้เกิดสิ่ง “เลว(ร้าย)” (เช่น ความทุกข์) ก็จะเรียกว่า “ผิด”  ดังนั้น จึงพบได้ว่านักจริยศาสตร์ที่สนับสนุนกลุ่มทฤษฎีนี้บางส่วนมีทัศนะว่าระบบจริยธรรมที่สังคมมีอยู่นั้น แท้ที่จริงแล้วมีที่มาจากการสั่งสมประสบการณ์ว่าการกระทำประเภทใดมักก่อสิ่งเลว การกระทำประเภทใดมักก่อสิ่งดี เมื่อเรียนรู้ดังนี้ สังคมจึงได้บัญญัติเป็นจริยธรรมเพื่อให้สมาชิกปฏิบัติตาม โดยบัญญัติให้การกระทำที่มักก่อผลเลวเป็นการกระทำที่ผิด และการกระทำที่มักก่อผลดีเป็นการกระทำที่ถูก ระบบจริยธรรมนี้มีใช้สืบกันมา กระทั่งในที่สุดสังคมลืมที่มาและหลงเข้าใจไปว่าการกระทำมีคุณค่าทางจริยธรรมในตนเอง ความเข้าใจเช่นนี้จึงเป็นเพียงความงมงายประเภทหนึ่ง

ข้อนี้นำสู่ข้อขัดแย้งที่สำคัญอีกประการหนึ่งระหว่างทฤษฎีใน “กลุ่มทฤษฎีจริยศาสตร์ที่เน้นพิจารณาผลการกระทำ” และ “กลุ่มทฤษฎีจริยศาสตร์ที่ไม่พิจารณาผลการกระทำ” กล่าวคือ การยึดถือทัศนะที่ว่า “ถูกผิด” สามารถทอนลงเป็น “ดีเลว” ได้ รวมถึงทัศนะที่ว่าการประเมิน “ดีเลว” ต้องอาศัยการสังเกตสิ่งที่การกระทำก่อให้เกิดในโลก ทำให้ “กลุ่มทฤษฎีจริยศาสตร์ที่เน้นพิจารณาผลการกระทำ” มีลักษณะที่เรียกว่า “ไม่ขึ้นกับผู้กระทำ” (agent neutral) นั่นคือ ไม่ว่าผู้กระทำจะมีเจตนาใด หรือไม่ว่าผู้กระทำจะเป็นคนอย่างไร ก็ไม่ถือว่ามีนัยสำคัญในการพิจารณาตัดสินว่าการกระทำของเขาถูกหรือผิด ทั้งนี้ เนื่องจากปัจจัยที่ใช้ในการพิจารณาตัดสินดังกล่าวคือคุณค่าของสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกเท่านั้น ดังจะกล่าวได้ว่าผลของการกระทำของบุคคลสามารถก่อผลเลวร้ายได้ (เช่น ก่อให้เกิดความทุกข์) แม้ว่าผู้กระทำจะมีเจตนาดี หรือเป็นคนดีก็ตาม

จะเห็นได้ว่าลักษณะข้อนี้ขัดกับ “กลุ่มทฤษฎีจริยศาสตร์ที่ไม่พิจารณาผลการกระทำ” อย่างชัดเจน เนื่องจากกลุ่มทฤษฎีหลังนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีลักษณะ “ขึ้นกับผู้กระทำ” (agent relative) กล่าวคือ ถ้าเชื่อว่าการกระทำมีคุณค่าถูกผิดในตัวเอง การจะตัดสินคุณค่าการกระทำนั้นก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพิจารณาบางแง่มุมของตัวผู้กระทำด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจตนา เนื่องจากองค์ประกอบนี้มีผลต่อการทำความเข้าใจความหมายของการกระทำ ดังจะเห็นได้ว่า ถ้าผู้กระทำมีเจตนาต่างกัน การกระทำก็มีความหมายต่างกันไป แม้การกระทำนั้นจะเป็นการกระทำแบบเดียวกันก็ตาม เช่น “การนำทรัพย์สินที่เจ้าของทำหล่นมาคืน” จะมีความหมายอย่างหนึ่ง ถ้าเรารู้ว่าผู้นำมาคืนต้องการรางวัลตอบแทน และจะมีความหมายอีกอย่างหนึ่ง ถ้าเรารู้ว่าผู้นำมาคืนต้องการช่วยเหลือเพื่อไม่ให้เจ้าของทรัพย์สินมีความทุกข์ ความหมายที่แตกต่างเหล่านี้ย่อมมีผลต่อการตัดสินคุณค่าการกระทำ

5. เหตุผลสนับสนุนและคัดค้าน

สำหรับเหตุผลสนับสนุนหรือคัดค้าน “กลุ่มทฤษฎีจริยศาสตร์ที่เน้นพิจารณาผลการกระทำ” นั้น เป็นเรื่องยากที่จะพิจารณาในที่นี้ เนื่องจากเหตุผลที่ยกมาสนับสนุนหรือคัดค้านมักจะใช้ได้เฉพาะกับทฤษฎีในกลุ่ม (ได้แก่ อัตนิยม ปรัตถนิยม และประโยชน์นิยม) บางทฤษฎีเท่านั้น ตัวอย่างเช่น มีการยกเหตุผลสนับสนุน “กลุ่มทฤษฎีจริยศาสตร์ที่เน้นพิจารณาผลการกระทำ” โดยกล่าวว่าเราควรเน้นพิจารณาผลการกระทำ เนื่องจากเราควรมุ่งก่อให้เกิดผลดีในโลก พื้นฐานของเหตุผลดังกล่าวก็คือแนวคิดเรื่องการก่อประโยชน์แก่ผู้อื่น (beneficence) อันเป็นแนวคิดที่ครอบคลุมเรื่องความรัก ความเมตตากรุณาต่อผู้อื่นนั่นเอง อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาแล้ว จะเห็นได้ว่าเหตุผลนี้มีบทบาทได้ก็ในบริบทของปรัตถนิยมและประโยชน์นิยมเท่านั้น แต่ไม่อาจนำมาใช้ได้กับกรณีของอัตนิยม

หรือมีผู้ยกเหตุผลคัดค้าน “กลุ่มทฤษฎีจริยศาสตร์ที่เน้นพิจารณาผลการกระทำ” ว่าการมุ่งพิจารณาที่ผลการกระทำส่งผลให้บุคคลต้องมองข้ามความสัมพันธ์ส่วนตัว เนื่องจากการพิจารณาจะให้ความสนใจที่ผลเท่านั้นและผลที่ดีเลว (เช่น สุขทุกข์) นั้นก็สามารถสังเกตได้ด้วยความเป็นกลาง ตัวอย่างเช่น ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือศัตรู เราก็พิจารณาได้ว่าเขามีความสุขหรือทุกข์ โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงความสัมพันธ์ที่มีต่อเรา อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาดีแล้ว จะพบว่าข้อโต้แย้งนี้ใช้ได้ก็กับประโยชน์นิยม แต่ไม่อาจใช้ได้กับอัตนิยม ซึ่งยอมให้คำนึงถึงความผูกพันได้ ถ้าบุคคลเห็นว่าความผูกพันนั้นเป็นประโยชน์ส่วนตน

ปกรณ์ สิงห์สุริยา (ผู้เรียบเรียง)

เรียบเรียงจาก

·

Athanassoulis, N. 2006. Virtue Ethics. In James Fieser and Bradley Dowden (eds.). Internet Encyclopedia of Philosophy. [Online]. Available: http://www.iep.utm.edu/v/virtue.htm. (Accessed date: 2/4/2009).

·

Bourke, V. J. 1970. History of Ethics. Volume Two: Modern and Contemporary Ethics. New York: Image Book.

·

Fieser, J. 2006. Ethics. In James Fieser and Bradley Dowden (eds.). Internet Encyclopedia of Philosophy. [Online]. Available: http://www.iep.utm.edu/e/ethics.htm. (Accessed date: 2/3/2008).

·

Haines, W. 2008. Consequentialism. In James Fieser and Bradley Dowden (eds.). Internet Encyclopedia of Philosophy. [Online]. Available: http://www.iep.utm.edu/c/conseque.htm. (Accessed date: 27/3/2009).

·

Lillie, W. 1948. An Introduction to Ethics.  London: Methuen.

·

McNaughton, D. 1998. Consequentialism. In Edward Craig (ed.). Routledge Encyclopedia of Philosophy. [CD-Rom Version 1.0]. London: Routledge.

·

Rosalind, H. 2007. Virtue Ethics. In Edward N. Zalta (ed.). Stanford Encyclopedia of Philosophy. [Online]. Available: http://plato.stanford.edu/entries/ethics-virtue/. (Accessed date: 2/4/2009).

·

Sidgwick, H. 1931. Outlines of the History of Ethics. 6th

edition. Boston: Bacon Press.

·

Sinnotte-Armstrong, W. 2006. Consequentialism. In Edward N. Zalta (ed.). Stanford Encyclopedia of Philosophy. [Online]. Available: http://plato.stanford.edu/ entries/consequentialism/. (Accessed date: 27/3/2009).

·

Smart, J. J. C. and Williams, B. 1973. Utilitarianism: For & Against. Cambridge: Cambridge University Press.

·

Taylor, P. W. 1975. Principles of Ethics. Belmont, CA: Wadsworth Publishing Company.

·

West, H. R. 1996. Consequentialism. In Donald M. Borchert. (ed.). Encyclopedia of Philosophy. Second edition. Detroit: Thomson Gale, Vol.2: 460-461.

เอกสารค้นคว้าเพิ่มเติม

·

Anscombe, G. E. M. 1958. Modern Moral Philosophy. Philosophy

33: 1-19. (เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ทฤษฎีหน้าที่กลุ่มอันตวิทยาและกลุ่มกรณียธรรม อันป็นผลงานสำคัญเรื่องหนึ่งหนึ่งที่ทำให้หันมาสนใจจริยศาสตร์เชิงคุณธรรม)

·

Pettit, P. 1993. Consequentialism. In Peter Singer (ed.). A Companion to Ethics, pp. 230-40. Oxford: Blackwell. (ให้ภาพรวมที่ดีเกี่ยวกับ “กลุ่มทฤษฎีจริยศาสตร์ที่เน้นพิจารณาผลการกระทำ”)

·

Scheffler, S. 1988. Consequentialism and Its Critics. Oxford: Oxford University Press. (รวบรวมบทความที่ถกเถียงเกี่ยวกับ “กลุ่มทฤษฎีจริยศาสตร์ที่เน้นพิจารณาผลการกระทำ”)

·

Smart, J. and Williams, B. 1973. Utilitarianism For and Against. Cambridge: Cambridge University Press. (แม้จะเกี่ยวกับประโยชน์นิยม แต่ช่วยให้เห็นข้อถกเถียงเกี่ยวกับ “กลุ่มทฤษฎีจริยศาสตร์ที่เน้นพิจารณาผลการกระทำ” ได้ดี)


คำที่เกี่ยวข้อง

กรณียธรรม, จริยศาสตร์เชิงคุณธรรม, คุณค่าในตนเอง, คุณค่านอกตนเอง, สุขนิยม,  อัตนิยม, ปรัตถนิยม, ประโยชน์นิยม

Non-consequentialism; Deontology; Virtue Ethics; Intrinsic Value; Extrinsic Value; Hedonism; Egoism; Altruism; Utilitarianism

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: