ปรัชญา และ ศาสนา

Philosophy and Theology (www.saengtham.tk)

อภิปรัชญา

Posted by JinSon on June 21, 2009

อภิปรัชญา

ความหมายของอภิปรัชญา

คำว่าอภิปรัชญา มาจากศัพท์ว่า อภิ + ปรัชญา อภิ หมายถึง ภาวะที่สูงสุด ใหญ่สุด คำว่า ปรัชญา หมายถึง ความรู้ หรือดวงปัญญา ฉะนั้น คำว่า อภิปรัชญา หมายถึง สภาวะแห่งความรู้ อันสูงสุด เป็นปรัชญาที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่อยู่เหนือการรู้เห็นทั่วไป เช่น มนุษย์คืออะไร มาจากไหน มีฐานะอย่างไร ปัญหาเหล่านี้จะหาคำตอบได้จากอภิปรัชญา

ทัศนะของอภิปรัชญาและจิตนิยมที่สำคัญ

อภิปรัชญาตะวันออก

1. ปรัชญาฮินดู

เริ่มตั้งแต่สมัยพระเวท ต่อมาได้รับการปรับปรุงให้เป็นปรัชญาอุปนิษัท และทำให้เกิดปรัช ญาภควัทคีตา ปรัชญาพระเวทและอุปนิษัทได้เกิดปรัชญาอีก 6 ระบบคือ ปรัชญานยายะ ปรัชญาไวเศษิกะ ปรัชญาสางขยะ ปรัชญาโยคะ ปรัชญามีมางสา ปรัชญาเวทานตะ

ปรัชญาพระเวทเมื่อกล่าวโดยสรุปแล้วปรัชญาพระเวทว่าด้วยเรื่องดังต่อไปนี้

1. อภิปรัชญา กล่าวถึงความจริง โดยยึดถือพระเจ้าองค์เดียวเป็นสิ่งสูงสุด

2. ญาณวิทยา กล่าวถึงทฤษฎีแห่งความรู้ว่า ความรู้เกิดจากความคิดหาเหตุผล

3. จริยศาสตร์ กล่าวถึงมาตรฐานความดี ความชั่ว เชื่อกรรม คือการกระทำในอดีตเป็นเหตุ ส่งผลมาในปัจจุบัน การกระทำไปในปัจจุบันส่งผลไปในอนาคต

ปรัชญาอุปนิษัท ประกอบด้วยพระเวททั้ง 4 แต่ได้ปรับปรุงให้เป็นระบบทางอภิปรัชญามากขึ้น อุปนิษัทมีสาระสำคัญดังนี้

1. เชื่อว่าในโลกนี้สิ่งเดียวเท่านั้นคือ พรหม มีความแท้จริง พรหมมี 2 ระดับคือ ปรพรหม กับ

อปรพรหม เพราะคิดว่าความจริงมีสิ่งเดียวจึงเป็นเอกนิยมฝ่ายจิตนิยม

2. ชีวาตมัน หรือ อาตมัน ส่วนบุคคลที่แยกมาจากพรหมหรือปรมาตมัน จะต้องเวียนว่าย ตายเกิดอยู่เสมอ และขึ้นอยู่กับกรรมจนกว่าจะไปรวมกับพรหมหรือปรมาตมัน

3. เรื่องกรรมเป็นเรื่องของเหตุผล เมื่อมีเหตุต้องมีผลมนุษย์จึงตกอยู่ในอำนาจกรรมที่ตนกระทำ

2. ปรัชญาขงจื้อ

ขงจื้อเป็นนักจริยศาสตร์และนักการเมือง ฉะนั้นปรัชญาของขงจื้อจึงมีเฉพาะ จริยศาสตร์กับการเมืองเท่านั้น  จริยศาสตร์ จริยศาสตร์ของขงจื้อมี 5 ประการคือ

1. หลักความเมตตตา

2. หลักความชอบธรรม

3. หลักความเหมาะสม

4. หลักความรอบรู้หรือปัญญา

5. หลักความเป็นผู้น่าเชื่อถือๆได้

การเมือง ขงจื้อกล่าวว่านักการเมืองที่ดีต้องมีหลัก 3 ประการ คือ

1. ต้องให้ประชาชนเลื่อมใสศรัทธา

2. ต้องให้ประชาชนได้กินดีอยู่ดี

3. ต้องมีทหารเพียงพอตลอดทั้งอาวุธยุทธภัณฑ์ เพื่อป้องกันประเทศ

ปรัชญาชินโต

ลิทธิชินโตในประเทศญี่ปุ่นจักรพรรดิเมจิได้ยอมรับเป็นลัทธิประจำชาติในปลายศตวรรษที่ 19 ทั้งนี้เพื่อหล่อหลอมจิตใจของคนในชาติและเพื่อประโยชน์ทางการเมือง ลัทธินี้ยอมรับว่า มีเทพเจ้าประจำถิ่นใหญ่ๆอยู่ 4 องค์ องค์ที่สำคัญที่สุดคือ สุริยเทพ (อมเตรสุ) ลิทธินี้เคย หาทางกำจัดพุทธศาสนาและลัทธิอื่นๆอยู่ระยะหนึ่ง แต่ไม่สำเร็จ ในที่สุดอาศัยหลักความ จริงและความเป็นประชาธิปไตยของพุทธศาสนา จึงทำให้พระเจ้าจักรพรรดิหันมาอุปถัมภ์ พิธีกรรมของพุทธศาสนาจึงเข้ากับพิธีกรรมของชินโต และขงจื้อ จนกลายเป็นวัฒนธรรม ญี่ปุ่นในที่สุด เพราะการผสมผสานกันด้วยจิตใจอันประกอบด้วยศรัทธา จึงทำให้ชาวญี่ปุ่น กล่าวติดปากเสมอว่า ” ลัทธิชินโตสร้างชาติ พุทธศาสตร์สร้างความมั่นคง ”

ลัทธิชินโตยอมรับคำสอนของขงจื้อเข้ามาร่วมกันสร้างกฎเกณฑ์การดำเนินชีวิตของขุนนาง และนักรบญี่ปุ่น กฎเกณฑ์นี้เรียกว่า บุชิโด หมายความว่า จรรยาของนักรบ กฎเกณฑ์ของบุชิโดมีมากมาย แต่ที่สำคัญที่สุดคือจรรยาของสุภาพชน 10 ประการ ดังบางข้อต่อไปนี้

1. สุภาพชนต้องรักษาความยุติธรรม

2. สุภาพชนต้องมีความกล้าหาญ

3. สุภาพชนต้องมีศีลธรรมอันดี

4. สุภาพชนต้องสุภาพ

5. สุภาพชนต้องรักเกียรติ

6. สุภาพชนต้องจงรักภักดี

7. สุภาพชนต้องควบคุมตัวเองให้ดี

8. สุภาพชนต้องแสวงหาปัญญา

9. สุภาพชนต้องรักการศึกษา

ปรัชญาตะวันตก

1. พลาโต (Plato) พลาโตเป็นนักจิตนิยม แบ่งโลกออกเป็น 2 ชนิดคือ โลก ที่ปรากฎอันเป็นโลกทางประสาทสัมผัสกับโลกแห่งความคิดอันเป็นโลกในอุดมคติหรือ โลกที่เป็นแม่พิมพ์ของโลกที่ปรากฎ สิ่งทั้งหลายแหล่ก็มีสภาวะเช่นเดียวกัน ตามทัศนะของพลาโต พระผู้เป็นเจ้าไม่ใช่ผู้สร้างโลก แต่เป็นผู้ออกแบบและ จัดโลกให้เป็นระเบียบเท่านั้น เพราะรูปแบบและสสารมีอยู่แล้ว และโลกก็มีอยู่แล้วด้วย ธาตุ 4 ชนิดคือ ดิน น้ำ ลมและไฟ วิญญาณโลกเป็นตัวกลางระหว่างโลกที่ปรากฎกับโลก แห่งความคิด พลาโตแบ่งวิญญาณออกเป็น 3 ส่วนคือ

1. วิญญาณที่มีเหตุผล เป็นส่วนที่มีสติปัญญามาแต่เดิม

2. วิญญาณส่วนที่เป็นที่ตั้งแห่งอารมณ์ เป็นส่วนที่ควบคุมร่างกาย

3. วิญญาณส่วนที่เป็นที่ตั้งของความต้องการหรือความอยาก

2. อริสโตเติล อริสโตเติลเห็นว่าเนื้อสารเป็นรูปธรรม วัตถุแต่ละอย่างเป็นเนื้อสาร ที่แท้จริงและเนื้อสารจะจัดระบบของมันตามลำดับ สสารที่ไม่มีขอบเขตแนนอนอยู่ที่ฐาน พระผู้เป็นเจ้าหรือรูปแบบล้วนๆอยู่ที่ยอด อริสโตเติลได้อธิบายธรรมชาติของพระผู้เป็น เจ้าไว้ดังนี้

1. เป็นเหตุแรกให้สิ่งทั้งหลายเคลื่อนที่

2. เป็นจุดหมายปลายทางอันสูงสุดของสิ่งทั้งหลาย

3. เป็นรูปแบบล้วนๆ

4. เป็นสัจภาวะสมบูรณ์

5. เป็นความคิดที่สร้างความคิด

3. เฮเกล มีทัศนะว่าความคิดแบบวิภาษวิธี จะสามารถเข้าใจจิตใจสากลได้ เพราะความคิดเช่นนั้นจิตใจสากลรู้แจ้งได้เองว่ามันมี สภาวะเป็นอย่างไร ในการค้นหาเพื่อให้ได้เหตุผลอย่างแท้จริงในธรรมชาติหรือใน จิตใจก็ตาม เหตุผลจะปรากฏในรูปแบบต่างๆไม่แน่นอน รูปแบบที่ปรากฏชั่วขณะเช่นนี้ จะปรากฏเพียงเลือนลางไม่ใช่จุดแท้จริงของปรัชญา แต่เป็นหน้าที่ของปรัชญาในการที่จะเข้า ใจเหตุผลได้ ความสำคัญของธรรมชาติและจิตใจก็ดี ความสัมพันธ์และข้อบังคับนิรันดรก็ดี ธาตุแท้นิรันดรจะฉายแสงผ่านสิ่งเร้าในบางครั้งและโดยบังเอิญอันเกิดภายใน เพื่อสร้าง รูปแบบภายนอกขึ้น เราจะรู้ได้จากความนึกคิดเท่านั้น โดยอาศัยความคิดทางวิภาษวิธีและ ทางตรรกวิทยา และความรู้อันมีค่า

สสารนิยม (Materialism)

. ทัศนะอภิปรัชญาตะวันออก

จารวาก อภิปรัชญาในลัทธิจารวากยึดหลักทฤษฎีความรู้ กล่าวคือความรู้ที่แท้จริง จะต้องอาศัยผัสสะเป็นแดนเกิดนรกสวรรค์หรือพระเจ้าเราสัมผัส ถูกต้องไม่ได้ เราจึงไม่เชื่อว่ามีจริง จารวากกล่าวว่าวัตถุหรือสสารเท่านั้นที่มีจริง ลัทธินี้จึง เป็นสสารนิยมหรือวัตถุนิยม จารวากยอมรับทุกอย่างเมื่อสัมผัสได้เท่านั้น อัตตาหรือตัวตนเราพิสูจน์ว่ามีอยู่โดยอนุมานเอา ไม่มีใครเห็นอัตตาหรือตัวตนได้โดยตรง เป็นเพียงแต่การรวมขึ้นด้วยธาตุ 4 เท่านั้น จารวากยอมรับว่า ความมีอยู่ของวิญญาณจะพิสูจน์ได้โดยทางผัสสะหรือการสัมผัสถูกต้อง เพราะเป็นผลของการรวมตัวของสิ่งต่างๆเข้าด้วยกัน

. ทัศนะอภิปรัชญาตะวันตก

เดโมคริตุส เป็นนักปรัชญาประเภทวัตถุนิยมที่สำคัญที่สุด เดโมคริตุสเห็นว่าสิ่งที่แท้จริงที่ทำให้โลกแห่งความจริงเกิดขึ้นจะต้องมีรูปร่าง แบ่งแยกไม่ได้ เช่น ปรมนู ปรมนูแต่ละชิ้นจะต้องมีรูปร่างจำกัด คงรูปร่างเดิม โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ตำแหน่งของปรมนูเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ตลอดเวลาที่ปรมนูไหลผ่านสถานนะที่ปะทะกับปรมนู อื่นๆอีก เดโมคริตุสเห็นว่ามนุษย์และวิญญาณก็ประกอบด้วยปรมนูเช่นกัน แต่ปรมนูวิญญาณ ละเอียดที่สุด เบาที่สุด กลมที่สุด กระจายอยู่ทั่วร่างกาย จึงทำให้ร่างกายเคลื่อนที่ได้ และ ปรมนูจะกระจายออกไปเมื่อมนุษย์ตาย เพราะการอธิบายความจริงอันสูงสุด และทุกสิ่งในโลก ของเดโมคริตุสอาศัยปรมนูเป็นแกนกลาง เขาจึงจัดว่าเป็นนักปรัชญาประเภทปรมนูนิยมด้วย

เอพิคิวรัส เอพิคิวรัสเห็นว่า เอกภพประกอบด้วยปรมนู และที่ว่างซึ่งปรมนูรวมกลุ่มกันเป็นโลก พระผู้เป็นเจ้าอยู่โดดเดี่ยวไม่เกี่ยวข้องกับการสร้างโลก หรือมนุษย์ ปรมนูสามารถเคลื่อนไหวเป็นเส้นตรงและแบบเฉียงๆได้โดยปกติ   ในเรื่องทฤษฎีความรู้ เอพิคิวรัสยืนยันว่าความรู้เกิดทางผัสสะ และผัสสะทางใจ ที่ชอบด้วยเหตุผล เป็นการกระทำของชีวิตที่ดี แต่อย่างไรก็ตามเอพิคิวรัสยังสอนเน้นต่อไปว่า ความมุ่งหมายของคนฉลาด อยู่ที่การเข้าถึงความสงบนิ่งของวิญญาณอันจะเกิดได้จากการแสวงหาปัญญาและจากการเป็นอิสระ จากความกลัวเกรงเทพเจ้าและความตาย

โธมัสฮอบส์ ในทางอภิปรัชญาเป็นนักสสารนิยมชาวอังกฤษ เชื่อว่าจิตคือ การทำหน้าที่ของสมอง และเชื่อว่าสากลโลกเป็นประมวลแห่งสสารวุตถุทั้งสิ้น สสารวัตถุมี 2 ชนิดคือ ชนิดที่รู้สึกตัวน้อยกับชนิดที่มีความรู้สึกมาก ชนิดที่รู้สึกตัวน้อยเรียกว่า ” สิ่งสามัญหรือสิ่งนอยกาย ” ส่วนชนิดที่รู้สึกตัวมากเรียกว่า ” เจตภูต ” ในเรื่องพระเจ้าฮอบส์ เชื่อว่ามีจริงเพราะพระเจ้าเป็นต้นเหตุเบื้องต้นและเป็นเหตุชั่วนิรันดรของสิ่งทั้งหลาย ฮอบส์ ได้แบ่งสิ่งที่อยู่ออกเป็น 2 ประเภทคือ วัตถุธรรมชาติ เพราะเกิดขึ้นโดยธรรชาติได้กับองค์การ ของมนุษย์ เพราะเกิดจากเจตจำนงและความสมยอมของมนุษย์ ด้วยเหตุนี้ปรัชญาจึงมี 2 สาขาคือ ธรรมชาติปรัชญา และสังคมปรัชญา

คาร์ล มาร์กซ์ คาร์ล มาร์กซ์ เป็นนักสสารนิยมวิภาษวะ โดยเชื่อใน ทฤษฎีวิวัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงแบบวิภาษวิธี โดยวิวัฒนาการผ่านพลังที่ขัดแย้งกันเป็นขั้นๆสสาร และพลังงานทำให้เกิดชีวิต ชีวิตมนุษย์พัฒนามาจากชีวิตสัตว์ เพราะมีพฤติกรรมคล้ายคลึงกันในขั้น พื้นฐานที่กลายเป็นมนุษย์ เพราะมีคุณธรรมสติปัญญาสูง สสารนิยมวิภาษวิธีไม่ใช่ทฤษฎีอธิบาย เรื่องโดยตรง เพียงแต่อธิบายว่าจิตวิวัฒน์มาจากจิตเท่านั้น และยังเป็นการยอมรับว่าจิตเป็น พลังความคิด เพราะทำหน้าที่ของสมองเพราะจิตเป็นพลังความคิดของสมองนี้เอง จึงสามารถพัฒนา จากระดับต่ำขึ้นสู่ระดับสูงได้

ธรรมชาตินิยม (Naturalism)

. ทัศนะอภิปรัชญาตะวันออก

1. พุทธปรัชญา ความจริงสูงสุดของพุทธปรัชญาคือ นิพพาน เพราะ มีความจริงในตัวเอง ไม่อาศัยวัตถุหรือสิ่งภายนอกมากำหนดให้ วัตถุหรือสิ่งภายนอกที่เรียกว่า สังขาร เพราะการรวมตัวกันเข้าย่อมไม่จริงในตัวเอง แต่อาศัยวัตถุภายนอกหรือสิ่งภายนอกเป็นตัวกำหนดวัตถุ ภายนอกอาจเปลี่ยนแปลงไปได้และสูญไปได้ในที่สุด แต่นิพพานจะเปลี่ยนแปลงไปและสูญไปเช่นนั้นไม่ได้ เพราะเป็นธรรมชาติที่เที่ยงแท้ แน่นอน แม้จิตมีสภาวะที่ไม่เที่ยงแท้แน่นอน สามารถรับอารมณ์ต่างๆแต่ อารมณ์ชั่วไม่พึงปรารถนาย่อมดับหรือสูญสิ้นได้ เมื่อระดับจิตเข้าสู่นิพพาน แต่นิพพานหาได้ดับหรือสูญสิ้น ไปไม่ จิตเมื่อดับกิเลส ย่อมมีความสุขอันเป็นสภาวะที่แท้จริงของจิตเมื่อเข้าถึงนิพพาน แต่นิพพานเองหา ได้มีความสุขเช่นนั้นไม่ ฉะนั้นนิพพานซึ่งมีสภาวะที่แท้จริงในตัวเอง เที่ยงแท้ไม่เปลี่ยนแปลงไป ไม่สูญไป หรือบกพร่องด้วยปัจจัยภายนอกได้สิ่งที่ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกย่อมไม่จริงในตัวเอง แต่นิพพานหา เป็นเช่นนั้นไม่

2. ปรัชญาเชน ปรัชญาเชนในด้านอภิปรัชญาเป็นพหุนิยม คือ ยอมรับว่าความจริงมีหลายอย่างทั้งชีวะและอาชีวะ ทั้งบุญและบาป นอกจากพระเจ้าเท่านั้นที่ไม่จริง เพราะปรัชญาเชนไม่เคยกล่าวถึงพระเจ้าเลย ในเรื่องสสารและจิตต่างเป็นอิสระแก่กัน ต่างฝ่ายต่าง มีอิสระสสารและจิตมีปรมนูมากมาย มีธรรมชาติของตนเองและมีอยู่หลายด้าน มีทั้งลักษณะยืนยันและ ลักษณะปฏิเสธ สิ่งแต่ละสิ่งย่อมมีลักษณะหลายอย่างลักษณะเหล่านี้เราจะรู้ให้ได้หมดไม่ได้ แต่จะรู้ ได้เฉพาะลักษณะบางอย่างเท่านั้น การที่จะรู้ลักษณะทั้งหมดของสิ่งใดได้เป็นหน้าที่ของสัพพัญญูเท่านั้น และติรถังกรหรือองค์ศาสดาในลัทธิเชนเท่านั้นที่ได้นามว่า สัพพัญญู คือ ผู้รู้ทุกสิ่งทุกอย่างได้

3. ปรัชญาเต๋า เล่าจื้อเป็นผู้สถาปนาปรัชญาเต๋าขึ้น โดยสอนว่า เต๋า คือ ความเริ่มต้นอันยิ่งใหญ่ของทุกสิ่งในโลก บุคคลที่ปรารถนาจะดำเนินชีวิตในคลองธรรม จะต้องดำเนินตามเต๋า

คำว่า เต๋า แปลได้หลายนัย เช่น วิธีทางดำเนิน เหตุผล กฎจักรวาล พระผู้เป็นเจ้า

เล่าจื้อกล่าวว่า คนที่รู้จักเต๋าเป็นคนที่ไม่เรียนรู้สูง คนที่มีความรู้สูงไม่รู้จักเต๋า วัตถุประสงค์อันยิ่งใหญ่ ของคนดี คือ รักษาสันติภาพ ผู้ที่เป็นคนดีจริงย่อมรักคนทุกคนและจะไม่เกลียดชังใครเลย

ข. ทัศนะอภิปรัชญาตะวันตก

1. ปรัชญาสโตอิค พวกสโตอิคมีความคิดหนักไปทางสสารนิยม ไฟเป็นธาตุแท้ที่ดั้งเดิมที่สุด พวกนี้มองธรรมชาติในฐานะเป็นสสาร เป็นเอกภาพมีชีวิตซึ่งเคลื่อนไหวเสมอ ทุกสิ่งในธรรมชาติเคลื่อนไหวตามกฎของธรรมชาติหรือตามการบังคับของเหตุผล แม้พระผู้เป็นเจ้า ถือว่าเป็นเหตุผลสากลซึ่งควบคุมโลกและจุดหมายปลายทางของมนุษย์ กฎเหตุผลสากลก็คือ กฎธรรมชาติ กฎธรรมชาติก็คือกฎจริยธรรม พวกสโตอิคมีทัศนะต่อไปว่า หลักมูลฐานของจริยศาสตร์ มีอยู่ได้ เพราะกฎเหตุผลภายในจิตใจอันสะท้านจากกฎสากล ความสุขที่แท้จริงเกิดจากความรู้สึกใน คุณธรรม คนเราเป็นประชากรของเอกราช ทาสและนายย่อมเท่ากันโดยหลัก การนำเอาสถาบันทางการเมือง ไปเทียบกับความเป็นไปในสากลโลกเป็นลักษณะความเสื่อมของสังคมทาส เมื่อดูทางรูปธรรมแล้วทาส หรือนายคนชั้นต่ำหรือชั้นสูงก็เป็นมนุษย์สองมือเหมือนกัน

2. ซินนิค กลุ่มซินนิคเป็นนักธรรมชาตินิยมมีความเป็นอยู่อย่างง่ายๆ ตามธรรมชาติ การเป็นอยู่อย่างง่ายๆไม่ใช่การหมดอาลัยในชีวิต แต่ชีวิตง่ายๆนั้นเป็นสิ่งที่มีค่าในตัวเอง และกลุ่มซินนิคบางกลุ่มยังกล่าวว่า คนเราควรมีชีวิตอยู่อย่างสุนัข หิวก็หากิน ง่วงก็นอนไปเรื่อยๆ ไม่ต้อง คำนึงว่าที่นอนนั้นเป็นอย่างไรที่ไหนก็ได้ พวกซินนิคเป็นพวกหันหลังให้สังคม ปฏิเสธอารยธรรมวัฒนธรรม หรือความเจริญใดๆทั้งทางจิตใจและทางวัตถุ ความเจริญทุกอย่างบุคคลพัฒนาขึ้น เป็นการฝืนธรรมชาติของ มนุษย์ และสิ่งแวดล้อม ควรปล่อยชีวิตให้เป็นไปตามธรรมชาติ ความทุกข์จึงจะไม่เกิดขึ้น มนุษย์มีความ ต้องการอย่างไรอันเป็นธรรมชาติไม่ควรกีดกันขัดขวาง เพราะเป็นการสร้างความทุกข์โดยไม่จำเป็นให้แก่ตนเอง

3. ดิวอี้ ดิวอี้เป็นนักปรัชญาปฏิบัตินิยม โดยคำนึงถึงผลงานเป็นเครื่องพิสูจน์ ตัดสินความจริง อุดมคติจริงควรเป็นอุดมคติปฏิบัติงานได้ผล ถ้าสามารถทำให้เกิดผลสมบูรณ์ได้ อุดมคติเช่นนั้น ย่อมเป็นจริง ถ้านำไปสู่ความล้มเหลวย่อมไม่จริง กิจกรรมที่สำเร็จจะต้องเกิดผลสมบูรณ์ ผลงานที่ได้เป็น ประโยชน์สมบูรณ์เป็นเครื่องพิสูจน์ความจริง งานที่ยังพิสูจน์ความจริงไม่ได้ เพียงแต่สร้างสรรค์ความจริง อยู่เป็นงานไม่จริง อุดมคติกับการตัดสินใจจะยังไม่จริง จนกว่าแสดงผลสมบูรณ์ออกให้เห็นจริงได้ เมื่อนำไปสู่กิจกรรมได้สมบูรณ์จึงถือว่าเป็นจริง

อ้างอิง : สถาบันราชภัฏพิบูลสงคราม.2545.อภิปรัชญา.[Online].Available. URL : http://pibul1.rip.ac.th/web/net13/philo41.html

One Response to “อภิปรัชญา”

  1. pin7 said

    ทำไมต้องใช้คำที่เหมือนกับศาสนาอื่นด้วยครับผมคิดว่าเรา
    ก็คือเราใช้คำศัพท์แบบของเรา
    >>>>อย่าไปเลียนแบบเขาเลยครับ<<<<<

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: