ปรัชญา และ ศาสนา

Philosophy and Theology (www.saengtham.tk)

Archive for May, 2009

บวชเป็นพระสงฆ์ คณะนักบุญวินเซนต์เดปอล

Posted by JinSon on May 30, 2009

Photobucket

สังฆานุกรฟรังซีสโก วีระศักดิ์ สุภาเพิ่ม (คณะนักบุญวินเซนต์เดปอล) บวชเป็นพระสงฆ์

วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 เวลา 10.00 น.

วัดนักบุญเซนต์ฟรังซิสซาเวียร์ สามเสน

โดย พระสังฆราชฟรังซิสเซเวียร์ วิระ อาภรณ์รัตน์ Read the rest of this entry »

Advertisements

Posted in Uncategorized | Leave a Comment »

Camillian Social Center Prachinburi – Thailand

Posted by JinSon on May 28, 2009

คณะคามีเลียน

Camillian Social Center – Prachinburi

Posted in Uncategorized | Leave a Comment »

สรุป

Posted by JinSon on May 16, 2009

สรุป

การสำนึกในบุญคุณและการให้กำลังใจ

ใน ช่วงสุดท้ายของสมณสาสน์หลังการประชุมสมัชชา ซึ่งพยายามทำความเข้าใจกับพระวาจาของพระจิตเจ้าที่ตรัสกับพระศาสนจักรทั้ง หลายในเอเซีย (ดู วว.1:11) ข้าพเจ้าพยายามที่จะแสดงให้เห็นถึงผลของการประชุมพิเศษของสมัชชาพระสังฆราช เพื่อเอเซีย  บรรดาพี่น้องชาวเอเซียที่รัก ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะแสดงออกซึ่งความกตัญญูของพระศาสนจักรต่อพวกท่านทุกคน ที่พวกท่านได้มีส่วนด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง เพื่อให้เหตุการณ์อันสำคัญนี้ลุล่วงไปได้สำเร็จ ก่อนอื่นและเหนือสิ่งอื่นใด เราขอสรรเสริญพระเป็นเจ้าสำหรับวัฒนธรรม ภาษา ประเพณี และความเอื้ออาทรในเรื่องศาสนา ซึ่งมีอยู่มากมายในทวีปอันยิ่งใหญ่นี้ ขอนมัสการสรรเสริญพระเป็นเจ้า สำหรับประชาชนชาวเอเซีย ซึ่งมากด้วยความหลากหลาย แต่เป็นหนึ่งเดียวกันในการเสาะแสวงหาสันติ และชีวิตที่ครบบริบูรณ์ โดยเฉพาะในปัจจุบันซึ่งใกล้วันครบรอบ 2000 ปี แห่งการประสูติของพระเยซูคริสตเจ้า เราขอบพระคุณพระเป็นเจ้าที่ทรงเลือกเอเซียเป็นที่ประทับแห่งองค์พระบุตร ผู้เสด็จมาบังเกิดเป็นมนุษย์ พระผู้ไถ่ของโลก ในช่วงที่ทรงเจริญพระชนม์ในโลกนี้

ข้าพเจ้า อดมิได้ที่จะแสดงความขอบคุณต่อบรรดาพระสังฆราชของเอเซีย ที่มีความรักอยากลึกซึ้งต่อพระเยซูคริสตเจ้า ต่อพระศาสนจักรและประชาชนชาวเอเซีย ตลอดจนสักขีพยานแห่งความเป็นหนึ่งเดียว และการอุทิศตนด้วยใจกว้างขวางในการแพร่ธรรม ข้าพเจ้าขอบคุณคนเป็นจำนวนมาก ซึ่งรวมกันเป็นครอบครัวของพระศาสนจักรในเอเซีย บรรดาพระสงฆ์ นักบวชชายหญิง และผู้ที่ถวายตนแด่พระเป็นเจ้า บรรดาธรรมทูต ฆราวาส ครอบครัว เยาวชน ประชาชนในท้องถิ่น คนงาน คนจนและผู้ตกทุกข์ได้ยาก บรรดาผู้ที่ถูกเบียดเบียน เพราะความเชื่อที่เขามีต่อพระคริสตเจ้าในเอเซีย พวกเขามีที่พิเศษในส่วนลึกของหัวใจข้าพเจ้า พวกเขาคือเสาหลักที่ซ่อนเร้นของพระศาสนจักร พระเยซูเจ้าพระองค์เองตรัสคำปลอบโยนนี้แก่เขาว่า “พระอาณาจักรสวรรค์จะเป็นของเขา” (ดู มธ.5:10)

พระ วาจาของพระเยซูเจ้าให้ความมั่นใจแก่พระศาสนจักรในเอเซีย ว่า “ฝูงแกะน้อยๆ เอ๋ยอย่ากลัวเลย เพราะพระบิดาของท่านพอพระทัยจะประทานพระอาณาจักรให้แก่ท่าน” (ลก.12:32) บรรดาผู้ที่เชื่อในพระคริสตเจ้า ยังเป็นส่วนน้อยในทวีปอันกว้างใหญ่และมีพลเมืองมากที่สุดนี้ แต่แทนที่จะเป็นคนส่วนน้อยที่หวาดกลัว พวกเขากลับมีความเชื่อที่มีชีวิตชีวา เปี่ยมด้วยความหวังและชีวิตจิตใจ ทั้งนี้ก็สืบเนื่องมาจากความรักเท่านั้น พวกเขามีอิทธิพลในวัฒนธรรมและสังคมของเอเซียอย่างถ่อมตนและกล้าหาญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเขามีอิทธิพลในชีวิตของผู้ยากจนและไร้ที่พึ่ง แม้บุคคลเหล่านี้ซึ่งมีจำนวนมาก จะมิได้มีส่วนในความเชื่อคาทอลิกของเขาก็ตาม แต่พวกเขาก็เป็นแบบอย่างให้แก่คริสตชนทั่วไป ให้มีความร้อนรนในการแบ่งปันสมบัติอันล้นค่าแห่งข่าวดี “ทั้งเมื่อมีโอกาสและไม่มีโอกาส” (2ทธ.4:2) พวกเขาพบกับพลังในพระอานุภาพอันน่าพิศวงขององค์พระจิตเจ้า แม้โดยทั่วไปพระศาสนจักรจะมีจำนวนน้อยในเอเซีย แต่พวกเขาต้องการให้มีความแน่ใจว่า การที่พระศาสนจักรอยู่ในเอเซียนั้น จะเป็นเสมือนเชื้อแป้ง ซึ่งผสมกับแป้งอย่างเงียบๆ และเร้นลับ จนแป้งฟูขึ้นทั้งหมด (ดู มธ.13:33) Read the rest of this entry »

Posted in บทความ | Tagged: , | Leave a Comment »

เป็นสักขีพยานให้แก่พระวรสาร

Posted by JinSon on May 16, 2009

เป็นสักขีพยานให้แก่พระวรสาร

พระศาสนจักรที่เป็นสักขีพยาน

สภาพระสัง คายนาวาติกันที่ 2 สอนอย่างชัดเจนว่า พระศาสนจักรทั้งหมดล้วนเป็นธรรมทูต และการแพร่ธรรมนั้น เป็นภารกิจของประชากรของพระเป็นเจ้าทั้งหมด ในเมื่อประชากรของพระเป็นเจ้าได้ถูกส่งให้ไปประกาศพระวรสาร จึงมิใช่ภารกิจของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือภารกิจที่กระทำเพียงคนเดียว แต่ต้องเป็นงานของพระศาสนจักร ซึ่งจะต้องกระทำร่วมกับกลุ่มผู้มีความเชื่อทั้งหมด พันธกิจนั้นเป็นหนึ่งเดียวและจะแบ่งแยกกันไม่ได้ มีต้นกำเนิดและจุดหมายปลายทางหนึ่งเดียวกัน แต่มีความรับผิดชอบและภารกิจที่แตกต่างกันในทุกกรณีจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า จะประกาศพระวรสารอย่างแท้จริงไม่ได้หากคริสตชนมิได้ดำเนินชีวิตเป็นประจักษ์ พยานที่สอดคล้องกับสิ่งที่เขาเทศน์ “รูปแบบแรกของการเป็นสักขีพยานก็คือชีวิตของธรรมทูต ของครอบครัวคริสตชนและกลุ่มพระศาสนจักรนั่นเอง ซึ่งเผยถึงวิธีการดำเนินชีวิตแบบใหม่ ทุกๆ คนในพระศาสนจักรที่พยายามเลียนแบบพระอาจารย์เจ้า สามารถและจำเป็นต้องเป็นประจักษ์พยานแบบนี้ในหลายกรณี นับเป็นวิธีเดียวที่เราอาจเป็นธรรมทูตได้ การเป็นสักขีพยานแบบคริสตชนอย่างแท้จริงเป็นความต้องการที่เร่งด่วน โดยเฉพาะในปัจจุบัน เหตุว่า “ประชาชนในปัจจุบันเชื่อมั่นในการเป็นประจักษ์พยานมากกว่าผู้สอน ในประสบการณ์มากกว่าการสอน และในชีวิตมากกว่าในทฤษฎี” ซึ่งนับว่าเป็นจริงในบริบทของเอเซีย ประชาชนได้รับความประทับใจในชีวิตที่ศักดิ์สิทธิ์มากกว่าการใช้เหตุผลในด้าน สติปัญญา ประสบการณ์แห่งความเชื่อและพระพรของพระจิตเจ้า จึงกลายเป็นฐานของงานแพร่ธรรมทั้งหลาย ทั้งในเมืองและในชนบท ในโรงเรียนและในโรงพยาบาล ในท่ามกลางคนพิการผู้ย้ายถิ่นฐานและชนเผ่าต่างๆ หรือในการแสวงหาความยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ทุกสถานการณ์คือโอกาสให้คริสตชนสำแดงออกถึงพลังซึ่งความจริงของพระเยซูเจ้า เข้ามามีบทบาทในชีวิตของพวกเขา ดังนั้นอาศัยการดลใจจากธรรมทูตจำนวนมากมาย ผู้เป็นสักขีพยานที่กล้าหาญถึงความรักของพระเป็นเจ้าในท่ามกลางประชาชนชาวเอ เซียในอดีต พระศาสนจักรในเอเซียจึงพยายามที่จะเป็นสักขีพยานที่ไม่ด้อยไปกว่ากัน ให้แด่พระเยซูคริสตเจ้าและพระวรสารของพระองค์ พันธกิจคริสตชนย่อมไม่เรียกร้องสิ่งใดที่น้อยไปกว่านี้เลย Read the rest of this entry »

Posted in บทความ | Tagged: , | Leave a Comment »

บริการด้วยการพัฒนามนุษย์

Posted by JinSon on May 16, 2009

บริการด้วยการพัฒนามนุษย์

คำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักร

ด้วย ความมุ่งมั่นที่จะรับใช้มวลมนุษย์ พระศาสนจักรจึงยื่นความช่วยเหลือให้แก่ชายหญิงทุกคน โดยไม่มีการแบ่งแยก พระศาสนจักรพยายามร่วมมือกับพวกเขาในการเสริมสร้างอารยธรรมแห่งความรัก  บนฐานคุณค่าสากลแห่งสันติภาพ ความยุติธรรม ความเป็นปึกแผ่นและเสรีภาพ ซึ่งจะสำเร็จได้ก็ในองค์พระคริสตเจ้า ตามที่สภาสังคายนาวาติกันที่ 2 ได้กล่าวไว้อย่างน่าประทับใจว่า “ความยินดีและความหวัง ความทุกข์และความกังวลของประชาชนในยุคนี้ โดยเฉพาะของคนยากจน และผู้ที่ถูกข่มเหงด้วยวิธีใดก็ตาม ล้วนเป็นความยินดี ความหวัง ความทุกข์และความกังวลของบรรดาศิษย์ของพระคริสตเจ้าทั้งนั้น อันที่จริงแล้ว ไม่มีสิ่งใดเลยที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์อย่างแท้จริง ที่มิได้สะท้อนอยู่ในหัวใจของพวกเขา” ดังนั้น พระศาสนจักรในเอเซีย ซึ่งประกอบไปด้วย คนยากจน และผู้ที่ถูกกดขี่เป็นจำนวนมาก จึงได้รับการเชื้อเชิญให้เจริญชีวิตแห่งความเป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งจะแสดงออกเป็นพิเศษ ด้วยการรับใช้ผู้ยากจนและคนไร้ที่พึ่งด้วยความรัก Read the rest of this entry »

Posted in บทความ | Tagged: , | Leave a Comment »

ความเป็นหนึ่งเดียวและการเสวนาเพื่อพันธกิจ

Posted by JinSon on May 16, 2009

ความเป็นหนึ่งเดียวและการเสวนาเพื่อพันธกิจ

ความเป็นหนึ่งเดียวและพันธกิจย่อมควบคู่กันไป

ตาม แผนการณ์นิรันดรของพระบิดาเจ้า พระศาสนจักรซึ่งได้รับการทำนายไว้ล่วงหน้าตั้งแต่สร้างโลก และได้รับการจัดเตรียมไว้ในพันธสัญญาเดิมนั้น ได้รับการสถาปนาขึ้นโดยพระคริสตเยซู และพระจิตเจ้าได้ทรงบันดาลให้ปรากฏแก่ชาวโลก ในวันที่พระจิตเจ้าเสด็จมาจาริกอยู่ท่ามกลางการเบียดเบียนของโลกนี้และได้ รับการปลอบโยนจากพระเป็นเจ้า “ในขณะที่พระศาสนจักรดิ้นรนเพื่อบรรลุถึงความดีครบบริบูรณ์ในความรุ่งเรือง แห่งสวรรค์ ในเมื่อพระเป็นเจ้าทรงมีพระประสงค์ให้มนุษยชาติทั้งมวลซึ่งเป็นประชากรของ พระเป็นเจ้ารวมเป็นกายเดียวกันของพระ- คริสตเจ้า และได้รับการเสริมสร้างให้เป็นพระวิหารหนึ่งเดียวของพระจิตเจ้า” พระศาสนจักรเป็นแผนการณ์ความรักซึ่งมองเห็นได้แห่งความรักที่พระเป็นเจ้าทรง มีต่อมนุษยชาติ และเป็นเครื่องหมายแห่งความรอดในโลก ดังนั้นพระศาสนจักรจึงมิใช่เพียงองค์กรด้านสังคมหรือหน่วยงานสังคมสงเคราะห์ ของมนุษย์ แม้พระศาสนจักรจะมีชายหญิงซึ่งเป็นคนบาปปะปนอยู่ด้วย แต่พระศาสนจักรก็ยังเป็นแหล่งซึ่งมีการพบปะกันระหว่างพระเป็นเจ้ากับมนุษย์ โดยที่พระเป็นเจ้าทรงพอพระทัยที่จะเผยแสดงรหัสธรรมความลึกลับแห่งชีวิตภายใน ของพระองค์ให้แก่มนุษย์ และบันดาลให้แผนการแห่งความรอดของโลกดำเนินต่อไปได้ Read the rest of this entry »

Posted in บทความ | Tagged: , | Leave a Comment »

พระเยซูเจ้าองค์พระผู้ไถ่ ทรงประกาศพระพร

Posted by JinSon on May 16, 2009

พระเยซูเจ้าองค์พระผู้ไถ่ ทรงประกาศพระพร

ความสำคัญอันดับแรก แห่งการป่าวประกาศ

ใน ช่วงก่อนสหัสวรรษที่สาม พระสุรเสียงของพระคริสตเจ้าผู้กลับคืนพระชนม์ ก็ดังสะท้อนขึ้นปีใหม่ ในหัวใจของคริสตชนทุกคน “เราได้รับมอบอำนาจอาชญาสิทธิ์  ทั้งหมดในสวรรค์และบนแผ่นดิน ดังนั้น ท่านทั้งหลายจงไปสั่งสอนนานาชาติให้มาเป็นศิษย์ของเรา ทำพิธีล้างบาปให้เขา เดชะพระนาม พระบิดา พระบุตร และพระ   จิต จงสอนเขาให้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนทุกข้อที่เราได้ให้ไว้แก่ท่าน แล้วจงทราบไว้เถิดว่า เราอยู่กับท่านทุกวันตลอดไป ตราบจนสิ้นพิภพ” (มธ.28:18-20)  บรรดา     อัครสาวกมั่นใจในความช่วยเหลือของพระเยซูเจ้าอย่างไม่ต้องสงสัย ท่านจึงได้เริ่มออกปฏิบัติตามพระบัญชานี้ทันที หลังจากที่พระจิตเจ้าเสด็จมา “พวกเขาออกไป        เทศนาทั่วไป ในขณะที่พระเจ้าก็ทรงประกอบพระราชกิจต่างๆ ของพระองค์กับพวกเขา” (มก.16:20) สิ่งที่พวกท่านป่าวประกาศนั้น เราอาจสรุปได้โดยใช้คำของ       นักบุญเปาโลว่า “เหตุว่าสิ่งที่เราเทศนานั้น มิใช่ตัวเราเอง แต่เราเทศนาว่า พระเยซูเจ้าทรงเป็นพระเจ้า โดยมีเราเป็นผู้รับใช้พวกท่านโดยเห็นแก่พระเยซูเจ้า”               (2คร.28:18-20) สองพันปีผ่านไป พระศาสนจักรซึ่งได้รับพระพรแห่งความเชื่อ ก็ยังออกไปพบปะประชาชนทั่วโลก เพื่อแบ่งปันข่าวดีของพระเยซูคริสตเจ้า              พระศาสนจักรเป็นกลุ่มที่เร่าร้อนไปด้วยความร้อนรนเยี่ยงธรรมทูต ในอันที่ประกาศให้พระเยซูเจ้าทรงเป็นที่รู้จัก รัก เพื่อพวกเขาจะได้ติดตามพระองค์
Read the rest of this entry »

Posted in บทความ | Tagged: , | Leave a Comment »

พระจิตเจ้า : พระผู้เป็นเจ้า และผู้ทรงประทานชีวิต

Posted by JinSon on May 16, 2009

พระจิตเจ้า : พระผู้เป็นเจ้า และผู้ทรงประทานชีวิต

พระจิตเจ้าของพระเป็นเจ้า ในบรรดาสิ่งสร้างและในประวัติ-ศาสตร์

หาก เป็นความจริงว่า เราจะสามารถเข้าใจความรอดของพระเยซูเจ้าได้ในบริบท แห่งการสำแดงออก ซึ่งแผนการแห่งความรอดของพระตรีเอกภาพ  ก็ย่อมหมายความว่า พระจิตเจ้าทรงมีส่วนสำคัญยิ่งยวดในรหัสธรรมของพระเยซูเจ้า และความรอดซึ่งพระองค์ทรงนำมาประทานให้ บรรดาสมาชิกของสมัชชาอ้างอิงถึงบทบาทของพระจิตเจ้า ในประวัติแห่งความรอดบ่อยครั้ง โดยให้ข้อสังเกตว่า การแยกแยะองค์พระผู้ไถ่ และพระจิตเจ้าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และจะทำให้ความจริงที่ว่า พระเยซูเจ้าทรงเป็นพระผู้ไถ่ของมนุษย์ทุกคนแต่เพียงพระองค์เดียวนั้น ผิดเพี้ยนไป Read the rest of this entry »

Posted in บทความ | Tagged: , | Leave a Comment »

พระเยซูเจ้าองค์พระผู้ไถ่ : พระพรสำหรับเอเซีย

Posted by JinSon on May 16, 2009

พระเยซูเจ้าองค์พระผู้ไถ่ : พระพรสำหรับเอเซีย

พระพรแห่งความเชื่อ

ใน ขณะที่การประชุมสมัชชาแบ่งปันสภาพที่ค่อนข้างสับสนของเอเซีย ก็เป็นที่ปรากฏชัดเจนว่า บทบาทอันประเสริฐยิ่งของพระศาสนจักรต่อประชาชนในเอเซียก็คือ การประกาศพระเยซูคริสตเจ้า พระเป็นเจ้าแท้และมนุษย์แท้ พระผู้ไถ่กู้แต่เพียงพระองค์เดียวของมวลมนุษย์ สิ่งที่ทำให้พระศาสนจักรแตกต่างไปจากศาสนาอื่นๆ ก็คือ ความเชื่อในองค์พระเยซูคริสตเจ้า และพระศาสนจักรไม่สามารถจะซ่อนแสงสว่างอันทรงคุณค่านี้ไว้ใต้ตะกร้า (ดู มธ.5:15) เหตุว่า พันธกิจของพระศาสนจักรก็คือ การแบ่งปันแสงสว่างนี้ให้กับทุกคน “พระศาสนจักรปรารถนาที่มอบชีวิตใหม่ที่ได้พบในพระเยซูคริสตเจ้า ให้แก่ประชากรทั้งหลายในเอเซีย ในขณะที่เขาแสวงหาชีวิตที่ครบบริบูรณ์ เพื่อทุกคนจะได้มีความสัมพันธ์เช่นเดียวกันกับพระบิดา และพระเยซูคริสตเจ้าพระบุตรของพระองค์ ในพระอานุภาพของพระจิต” ความเชื่อในพระเยซูคริสตเจ้านี้เอง ที่เป็นสิ่งดลบันดาลการแพร่พระวรสารในเอเซีย ซึ่งมักจะกระทำได้ในสภาพที่ยากลำบากและเสี่ยงต่ออันตราย บรรดาสมาชิกของสมัชชาได้ตั้งข้อสังเกตว่า การประกาศว่าพระเยซูเจ้า ทรงเป็นพระผู้ไถ่แต่พระองค์เดียว อาจก่อให้เกิดความยากลำบากในแต่ละวัฒนธรรมของท่าน เมื่อมาคำนึงว่าศาสนาหลายศาสนาในเอเซีย สอนว่าการสำแดงออกของพระเจ้า ว่าเป็นการวอนขอความรอด แต่แทนที่จะเป็นเหตุผลให้พวกท่านหมดกำลังใจ บรรดาสมาชิกของสมัชชากลับเห็นว่า ปัญหาท้าทายต่างๆ ที่ท่านต้องเผชิญเพื่อพระวรสาร กลับเป็นการกระตุ้นให้พวกท่านพยายามถ่ายทอด “ความเชื่อซึ่งพระศาสนจักรในเอเซียได้รับมาจากบรรดาอัครสาวก และมีส่วนร่วมกับพระศาสนจักรทุกยุคทุกสมัยและทุกสถานที่” อันที่จริง ท่านกล่าวด้วยความมั่นใจว่า “หัวใจของพระศาสนจักรในเอเซียจะหยุดนิ่งไม่ได้ จนกว่าชาวเอเซียทั้งหมดได้พักผ่อนภายใต้ร่มแห่งสันติของพระ- คริสตเจ้า พระผู้ทรงกลับคืนพระชนม์ Read the rest of this entry »

Posted in บทความ | Tagged: , | Leave a Comment »

บริบทของเอเซีย

Posted by JinSon on May 16, 2009

บริบทของเอเซีย

เอเซีย แหล่งกำเนิดของพระเยซูเจ้าและของพระศาสนจักร

การ มาบังเกิดเป็นมนุษย์แห่งพระบุตรของพระเป็นเจ้า ซึ่งพระศาสนจักรจะเฉลิมฉลองอย่างสง่าในปีปีติมหาการุญ ค.ศ. 2000 นี้ เกิดขึ้นในบริบทของประวัติศาสตร์และ ภูมิศาสตร์ที่เฉพาะเจาะจง บริบทนั้นมีอิทธิพลมากในพระประวัติและพระพันธกิจขององค์พระผู้ไถ่ในฐานะที่ ทรงเป็นมนุษย์ “ในองค์พระเยซูเจ้าชาวนาซาเร็ธ พระเป็นเจ้าได้ทรงรับบทบาทที่เหมาะกับธรรมชาติมนุษย์ ซึ่งรวมไปถึงการเป็นส่วนหนึ่งของประชากรกลุ่มหนึ่งและในดินแดนที่เฉพาะ เจาะจง….สถานภาพโดยเฉพาะของแผ่นดินและเขตภูมิศาสตร์ที่เฉพาะเจาะจงย่อมแยก ไม่ออกจากความจริงแห่งการรับเอาเนื้อหนังเป็นมนุษย์แห่งองค์พระวจนาถ   ดังนั้นความรู้เกี่ยวกับโลกที่องค์พระผู้ไถ่ “ได้เสด็จมาประทับอยู่ท่ามกลาง เรา” (ยน.1:14) จึงนับว่าเป็นกุญแจสำคัญในอันที่จะเข้าใจอย่างชัดเจนถึงแผนของพระบิดา นิรันดรและความรักอันยิ่งใหญ่ที่ทรงที่มีต่อมนุษย์ทุกคน “เหตุว่าพระเจ้าทรงรักโลกอย่างมาก     จึงได้ประทานพระบุตรเพียงพระองค์เดียวของพระองค์เพื่อทุกคนที่มีความ เชื่อในพระบุตรจะไม่พินาศ แต่จะมีชีวิตนิรันดร” (ยน.3:16) Read the rest of this entry »

Posted in Uncategorized | Tagged: , | Leave a Comment »

แผนแรกอันน่าอัศจรรย์ของพระเป็นเจ้าในเอเซีย

Posted by JinSon on May 16, 2009

แผนแรกอันน่าอัศจรรย์ของพระเป็นเจ้าในเอเซีย

พระ ศาสนจักรในเอเซีย  ขับร้องสรรเสริญ “พระเป็นเจ้าแห่งความรอด”    (สดด.68:20) ที่ทรงเลือกพื้นแผ่นดินเอเซียให้เป็นจุดเริ่มต้นแผนการแห่งความรอดของ พระองค์ โดยผ่านทางชายและหญิงจากทวีปนี้ ความจริงมีอยู่ว่า พระเป็นเจ้าทรงมีแผนการที่จะเผยแสดง และทรงบันดาลให้พระประสงค์ที่มีมาตั้งแต่แรกแล้ว ในอันที่จะประทานความรอดให้เอเซีย พระองค์ทรงนำบรรดาอัยกา (ดู ปฐก.12) และทรงนำประชากรของพระองค์ไปสู่ความเป็นอิสระ (ดู อพย.3:10) พระองค์ตรัสกับประชากรที่ทรงเลือกสรร โดยผ่านทางบรรดาประกาศก ผู้วินิจฉัย บรรดากษัตริย์และสตรีผู้มีความเชื่อที่กล้าหาญ “เมื่อถึงเวลาที่กำหนดไว้” (กท.4:4) พระเจ้าทรงส่งพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ คือพระเยซูคริสตเจ้า พระผู้ไถ่ ผู้ทรงรับเอาเนื้อ-หนังเป็นชาวเอเซีย ด้วยความชื่นชมยินดีในความงดงามในด้านวัฒนธรรม และความมีชีวิตชีวาทางด้านศาสนาของประชาชนในทวีปนี้ และในขณะเดียวกัน  ก็สำนึกในพระพรอันประเสริฐแห่งความเชื่อที่ได้รับไว้ เพื่อคุณความดีของทุกคน พระศาสนจักรในเอเซียจึงประกาศอยู่เสมอว่า “จงขอบพระคุณพระเป็นเจ้า เพราะพระองค์ทรงพระทัยดี ความรักของพระองค์ดำรงอยู่เป็นนิจนิรันดร์” (สดด.118:1) Read the rest of this entry »

Posted in บทความ | Tagged: , | Leave a Comment »

องค์อุปถัมภ์ของพระศาสนจักร

Posted by JinSon on May 16, 2009

องค์อุปถัมภ์ของพระศาสนจักร

ในคราวที่พระศาสนจักรกำลังประสบความลำบากยากเย็นพระสันตะปาปาปีโอที่ 9 มีพระประสงค์จะมอบให้ท่านนักบุญอัยกาโยเซฟ เป็นผู้คุ้มครองพิเศษ จึงได้ทรงประกาศตั้งท่านเป็น “องค์อุปถัมภ์ของพระศาสนจักรคาทอลิก”. การ กระทำของพระองค์ท่านนี้ มิได้ออกนอกลู่เลย เพราะว่าพระผู้เป็นเจ้าได้ประทานเกียรติศักดิ์อันสูงส่งแก่ผู้รับใช้ที่ซื่อ สัตย์ของพระองค์ท่านนี้ เพราะฉะนั้น “พระศาสนจักรจึงเคารพถวายเกียรติ เป็นอย่างยิ่งต่อท่านโยเซฟผู้มีบุญยิ่งอยู่เสมอ ทั้งนี้รองจากพระเทวมารดาพรหมจารี ผู้เป็นภรรยาของท่าน, และพระศาสนจักรวิงวอนขอให้ท่านช่วยเสนออยู่เสมอเมื่อประสบภัยพิบัติ.”

เหตุ ใดพระศาสนจักรจึงวางใจในท่านนักบุญโยเซฟมากอย่างนี้? พระสันตะปาปาเลโอที่ 13 ทรงไขความดังต่อไปนี้ : เหตุและปัจจัยพิเศษนั้นคือ : เมื่อนักบุญได้รับตำแหน่งเป็นองค์อุปถัมภ์พิเศษของพระศาสนจักรแล้ว ท่านก็ตอบสนองเป็นอย่างมากทุกๆ ครั้ง. พระศาสนจักรมั่นใจถึงเรื่องการคุ้มกันและอุปถัมภ์ของท่านนักบุญ ก็เพราะท่านเป็นพระภัสดาสามีของพระแม่มารี และเป็นบิดาตามที่เขาคาดคิดกันของพระเยซูคริสตเจ้า (…). หน้าที่ต่างๆ ก็ตามมาเป็นธรรมดา…ฉะนั้น การมอบเคหะของพระเป็นเจ้าซึ่งโยเซฟเป็นหัวหน้าให้ท่านเป็นผู้เฝ้าดูแล, เป็นผู้เอาใจใส่และผู้ป้องกัน ก็เป็นสิ่งสมควรอย่างยิ่งต่อท่านผู้มีบุญโยเซฟเหมือนอย่างเมื่อครั้งก่อน นั้น ที่ครอบครัวบ้านนาซาเรธ ท่านได้รับใช้สอยและปกป้องอย่างศักดิ์สิทธิ์ฉันใด ก็ขอให้ขณะนี้ ท่านเป็นผู้คุ้มครองและป้องกันพระศาสนจักรด้วย ฉันนั้น…”

ความ อุปถัมภ์ดังกล่าวนี้ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับพระศาสนจักร,จะต้องวิงวอนและร้องขออยู่เสมอ, มิใช่เพียงแต่เพื่อป้องกันอันตรายต่างๆ อันเกิดขึ้นอยู่เสมอ ไม่รู้หยุดหย่อน, แต่เป็นต้นเพื่อสนับสนุนพระศาสนจักร, ในการพยายามประกาศพระวรสาร, ประกาศแก่ประเทศและประชาชาติเป็นครั้งแรกก็ดี หรือว่า ตามที่เราเองได้เขียนไว้ในสมณสาสน์เตือนใจ ที่มีชื่อว่า “Christifideles laici” (สัตบุรุษคริสตังฆราวาส) – พระศาสนาและชีวิตคริสตัง แต่ก่อนนี้เจริญรุ่งเรือง แต่สมัยนี้ประสบเคราะห์กรรมภัยร้ายแรง” ; ทั้งนี้เพื่อประกาศพระคริสตเจ้าแก่พวกเขาเป็นครั้งแรก หรือว่า เพื่อนำพระองค์ไปประกาศแก่เขาใหม่อีกครั้งหนึ่ง ในประเทศชาติที่ได้ละทิ้งพระองค์ หรือได้ลืมพระองค์ไปแล้ว. พระศาสนจักรจึงต้องการ “พละกำลังจากเบื้องบน” เป็นพิเศษ (เทียบ ลก.29,49 ; กจ.1,8), แน่นอนต้องการพระคุณของพระจิตเจ้าเป็นพิเศษ, แต่ก็ไม่ต้องลืมการเสนอวิงวอน และการปฏิบัติตามแบบอย่างของบรรดานักบุญของพระศาสนจักรนั้นด้วย.

นอก จากความคุ้มครองอันทรงฤทธิ์ของนักบุญโยเซฟแล้วพระศาสนจักรยังวางใจใน ตัวอย่าง, แบบอย่างอันโชติช่วงของท่านซึ่งไม่จำกัดสำหรับสถานะใดสถานะหนึ่งเป็นพิเศษ แต่เหมาะสมใช้ได้แก่คริสตชนทุกหมู่เหล่า ไม่ว่าเขาจะสังกัดอยู่ในฐานะ หรือหน้าที่ใดๆ ก็ตาม.

พระ สังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 ในกฤษฎีกาด้านพระธรรม เรื่องการไขแสดงของพระเป็นเจ้า มีข้อบัญญัติไว้ว่า : “พระศาสนจักรทั้งหมดต้องวางตัวเป็นบุคคลที่สรรพพร้อม จะสัตย์ซื่อน้อมรับตามน้ำพระทัยของพระเป็นเจ้า ในการบันดาลความรอด อันตั้งอยู่ในองค์พระเยซู. นับตั้งแต่แรกเริ่มการไถ่บาป เราพบเห็นบุคคลที่เกิดมาเพื่อเป็นแบบอย่างความนบนอบดังนี้ รองจากพระแม่มารีลงมา ก็มีท่านโยเซฟโดยเฉพาะ : เป็นผู้เลอเลิศในการปฏิบัติอย่างสัตย์ซื่อต่อพระบัญชาต่างๆ ของพระเป็นเจ้า.

พระ สันตะปาปาเปาโลที่ 6 ได้ทรงเตือนชาวเราให้ขอพึ่งความอุปถัมภ์ค้ำชูของนักบุญโยเซฟ : “องค์ท่าน ที่ในสมัยไม่นานมานี้ พระศาสนจักรได้ปฏิบัติก่อนอื่นหมด เพื่อตัวท่านเอง, เพื่อการจงใจปรึกษาหารือด้านเทวศาสตร์ในเรื่องการแต่งงาน, ด้านการกระทำของพระเป็นเจ้า พร้อมกับการกระทำของมนุษย์ ตามพระดำริอันสุดหยั่งของการไถ่บาป. กิจการอันแรก คือ กิจการของพระเป็นเจ้า, อันนี้มีประสิทธิผลจากตัวของตนเอง ; ส่วนกิจการอันที่สอง กิจการของมนุษย์, แม้ว่า จากตัวตนเอง ไม่สามารถทำอะไรได้ (เทียบ ยน.15,5), ถึงกระนั้นไม่มีอะไรถูกบั่นทอนออกไป, แต่ก็เป็นเครื่องช่วยเหลืออันมีเงื่อนไขและมีเกียรติ. พระศาสนจักรเรียกเอามาเป็นเครื่องรับประกัน, เอาชีวิตของท่านที่คงอยู่เสมอด้วยความปรารถนาอันสูงและสดใสอย่างยิ่ง คล้ายกับจะปลุกให้คุณธรรมต่างๆ แห่งพระวรสารกลับมีชีวิตสดใสขึ้นใหม่, ซึ่งคุณธรรมต่างๆ เหล่านี้ทอแสงอยู่ในองค์นักบุญโยเซฟ.

ความ ลำบากยุ่งยากทั้งหลายเหล่านี้ พระศาสนจักรสับเปลี่ยนให้เป็นคำภาวนาขอความช่วยเหลือ. ท่านปักตาเพ่งดูว่า นับแต่การเริ่มแสงอรุณแห่งการไถ่บาปช่วยมนุษย์ให้รอด พระเป็นเจ้าได้ทรงฝากท่านโยเซฟผู้ซื่อสัตย์ให้ดูแลรักษาองค์ความรอด”, ฉะนั้นท่านจึงขอนักบุญให้ตัวท่านเองทำงานอย่างซื่อสัตย์ร่วมพระดำริแห่งความ รอด และขอพระเจ้าโปรดให้ตัวท่านมีความสัตย์ซื่อและมีใจดีพร้อม ดังที่โยเซฟเคลื่อนไหวอยู่ด้วยนั้น ในขณะรับใ ช้พระวจนาถที่มารับเอาเนื้อหนัง เพื่อตัวท่านเองจะได้เดินตามแบบอย่าง และสวดภาวนาเหมือนนักบุญโยเซฟ ดำเนินตามทางความศักดิ์สิทธิ์และความยุติธรรม.

บัด นี้เป็นเวลา 100 ปีมาแล้วที่พระสันตะปาปา เลโอที่ 13 ได้ทรงเร้าใจโลกคาทอลิกให้วอนขอพึ่งนักบุญโยเซฟองค์อุปถัมภ์ของพระศาสนจักร. ฉะนั้นพระสมณสาสน์ ที่ขึ้นต้นว่า “Quamquam pluries” (= แม้หลายครั้งต่อหลายครั้งมาแล้ว) ได้ กล่าวถึง “ความรัก….ประสาพ่อ” ซึ่งโยเซฟมีอยู่ต่อพระเยซูกุมาร, ทั้งต่อท่านเองซึ่งพระองค์ได้เรียกว่า “ผู้คุ้มครองครอบครัวของพระเจ้าที่พระองค์ได้ทรงสรรหาไว้”, และบอกว่า : ท่านผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแล “มรดกที่พระเยซูคริสตเจ้าได้ทรงจัดหามาด้วยพระโลหิตของพระองค์” – นับแต่เวลานั้นมาแล้ว ตามที่เราได้บอกมาแล้วแต่เบื้องต้น – พระศาสนจักรอ้อนวอนขอความคุ้มครองของนักบุญโยเซฟ “โดยผ่านทางความรักซึ่งผูกพันท่านนักบุญกับพรหมจารีผู้นิรมลพระเทวมารดา” กับท่านนักบุญนั้น พระสันตะปาปายังได้ทรง มอบความทุกข์ร้อนทั้งสิ้นไว้ด้วย เพราะการขู่คำรามอันจู่โจมต่อครอบครัวของมนุษย์.

ทุก วันนี้ กระทั่งวันนี้เอง ก็มีเหตุเป็นอันมากให้เราวิงวอนขอท่านนักบุญดังนี้ : “ข้าแต่ท่านบิดาที่รักยิ่ง, โปรดปัดป้องเราทั้งหลายให้พ้นจากอันตรายการหลอกลวงและความลุ่มหลง… เรากำลังต้องต่อสู้อำนาจความมืดมน,ขอท่านบิดาจากสวรรค์เร่งมาช่วยเราด้วย ; ครั้งก่อนท่านได้ช่วยพระเยซูให้พ้นจากภยันตรายอันถึงแก่ชีวิตฉันใ ด, ก็ขอให้ท่านช่วยปกป้องพระศาสนจักรของพระเจ้าให้พ้นจากเงื้อมมือศัตรู ฉันนั้น” ทุกวันนี้เรายังมีเหตุผลอยู่เสมอ ที่จะฝากฝังทุกๆ คนไว้กับนักบุญโยเซฟ.

การ ที่เราฟื้นฟูความทรงจำให้หวนระลึกถึงบุคลิกภาพของนักบุญโยเซฟนี้ เป็นเพราะเราปรารถนาเหลือเกิน จะปลุกใจพวกเราทุกคนให้สวดภาวนาวิงวอนขอนักบุญโยเซฟ อย่างที่พระสันตะปาปาผู้นำหน้าเราเป็นเวลาหนึ่งศตวรรษมาแล้ว ได้ทรงกระตุ้นเตือนใจ. แน่นอน คำภาวนาและบุคลิกภาพของนักบุญโยเซฟเป็นประโยชน์มา กแก่พระศาสนจักรในสมัยของเราทุกวันนี้ เพราะเรากำลังอยู่ใกล้ธรณีแห่งสหัสวรรษใหม่ หรือพันปีใหม่ของเราคริสตังนั่นเอง.

อนึ่ง พระสังคายนาวาติกันที่ 2 ได้ทำให้ทุกๆ คนยิ่งทียิ่งทราบซึ้งในความใหญ่หลวงของพระเป็นเจ้า หมายความถึง “แวดวงแห่งความรอดของพระเจ้า” ซึ่งพระเป็นเจ้าเองได้ทรงเลือกสรรให้ท่านโยเซฟ “เป็นผู้ดูแลรักษาขุมทรัพย์ชั้นเยี่ยมของพระองค์” และในเวลาเดียวกัน ขอให้เราทั้งหลายเรียนรู้จากท่านนักบุญ ที่จะรับใช้งานข องแวดวงแห่งความรอดนี้” ขอเถิด ขอให้นักบุญโยเซฟเป็นอาจารย์พิเศษที่มีแต่องค์เดียวในการงานรับใช้บันดาล ความรอดของพระคริสตเจ้า, ซึ่งในพระศาสนจักรนั้นเป็นของของทุกๆ คนและของคนละคน. เป็นของสามี – ภรรยา, ของบิดา – มารดา, ของมนุษย์ ผู้หาเลี้ยงชีพด้วยทำงานมือ หรือทำงานอย่างอื่นๆ ใดๆ, ของบุคคลต่างๆ ที่ดำรงชีพด้านการบำเพ็ญฌาน เช่นเดียวกับบุคคลที่ทำการเผยแผ่พระศาสนาอย่างใดอย่างหนึ่ง.”

ในขั้นแรก บุรุษผู้ใคร่ธรรม ประกอบอยู่ด้วยมรดกทั้งหมดแห่งพันธสัญญาเดิม และ ท่านถูกนำเข้ามาสู่เบื้องต้นของพันธสัญญาใหม่ในพระเยซูคริสตเจ้า ที่เป็นพันธสัญญาคงอยู่ตลอดนิรันดร. ขอท่านนักบุญโยเซฟนี้เอง ช่วยชี้ทางต่างๆ แห่งพันธสัญญาแห่งความรอดนี้ให้แก่พวกเราที่อยู่ใกล้รุ่งอรุณแห่งสหัสวรรษ อันกำลังใกล้เข้ามานี้ : ในยุคใหม่ พันธสัญญาแห่งความรอดจะต้องดำเนินต่อไปเรื่อยๆ และต่อไปจะต้องบรรลุถึง “ความครบบริบูรณ์ของกาลเวลา” (= กำหนดเวลา, เวลาที่พระเจ้ากำหนดไว้) ซึ่งเป็นสิ่งเฉพาะของพระธรรมล้ำลึกแห่งพระวจนาถ ทรงรับเอาเนื้อหนัง อันเป็นธรรมล้ำลึกสุดพรรณนา.

ที่ สุด ขอให้นักบุญโยเซฟเสนอช่วยให้ทั้งพระศาสนจักรทั้งโลกจักรวาล ตลอดจนพวกเราทุกๆ คน ได้รับพระพรของพระบิดา และพระบุตร และพระจิตด้วยเทอญ

ให้ไว้ที่กรุงโรม, ใกล้วิหารนักบุญเปโตร ในวันที่ 15 สิงหาคม 1989, เป็นปีที่ 11 แห่งสมณสมัยของเรา พระสันตะปาปา ยอห์น ปอล ที่ 2

Posted in บทความ | Tagged: , | Leave a Comment »

ผู้นำด้านชีวิตภายใน

Posted by JinSon on May 16, 2009

ผู้นำด้านชีวิตภายใน

บรรยากาศ แห่งความเงียบ ที่ห้อมล้อมสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาพของโยเซฟ ก็ขยายไปถึงการงานช่างไม้ของท่านที่บ้านนาซาเรธด้วย. อย่างไรก็ดี ความเงียบอันนี้ไขให้เห็นแจ่มจ้าถึงเค้าโครงแห่งภาพนั้น. พระวรสารต่างๆ ต่างพูดถึงแต่สิ่งซึ่งโยเซฟ “ได้ปฏิบัติ” แต่ก็เผยให้เห็นกิจการต่างๆ ของท่าน ที่หุ้มห่ออยู่ในความเงียบนั้นๆ, เป็นบรรยากาศแห่ง “การเพ่งฌานอันลึกซึ้ง”. ทุกๆ วันโยเซฟง่วนอยู่กับพระธรรมล้ำลึก อันบังซ่อนอยู่เป็นเวลาหลายต่อหลายศตวรรษมาแล้ว” และบัดนี้กลับมาตั้ง “สำนัก” อยู่ใต้ชายคาบ้านของท่าน. นี่แหละเป็นตัวอย่างอธิบายให้เราเข้าใจว่า : นักบุญ เธเรซาแห่งพระเยซู (คนละองค์กับนักบุญเทเรซาแห่งพระเยซูกุมาร), ท่านผู้นั้นเป็นนักปฏิวัติคนสำคัญของนักบวชคารแมลคณะเพ่งฌาน ว่าเป็นเพราะเหตุอะไรนักบุญองค์นี้จึงได้ทำตัวของท่านมาเป็นผู้สนับสนุนส่ง เสริมให้ความศรัทธาภักดีต่อนักบุญโยเซฟ กลับเข้ามาฟื้นฟูขึ้นใหม่ในกลุ่มคริสตชนตะวันตก. Read the rest of this entry »

Posted in บทความ | Tagged: , | Leave a Comment »

การงานพิสูจน์ความรัก

Posted by JinSon on May 16, 2009

การงานพิสูจน์ความรัก

เป็นตัวการงานนั้นเองที่ชี้พิสูน์ให้เห็นความรักภายในชีวิตครอบครัวที่นาซาเรธ. คำเล่าของพระวรสารวรรณนาถึงการงานหรืออาชีพที่โยเซฟพยายามทำให้ครอบครัวของ ท่านมีกินมีใช้. อาชีพนั้นคือ งานช่างไม้. สิ่งที่วกไปเวียนมารอบๆ ชีวิตของโยเซฟ ก็คือคำ “ช่างไม้” ง่ายๆ ซื่อๆ นี้เอง. สำหรับพระเยซู เป็นเวลาหลายๆ ปีทีเดียวแห่ง “ชีวิตซ่อนเร้น” ของพระองค์ ที่ผู้เขียนพระวรสารเล่าไว้หลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่พระวิหาร, ท่านเสริมต่อไปว่า : “แล้วพระองค์ได้เสด็จกลับพร้อมกับท่าน (ทั้งสอง) เสด็จไปที่นาซาเรธ และทรงนอบน้อมต่อท่าน” (ลก.2,51). คำว่า “นอบน้อม” ของพระเยซู ชี้ชัดแน่ๆ ถึงความนอบน้อมเชื่อฟังของพระองค์ที่บ้านนาซาเรธ ทั้งยังหมายถึงการร่วมทำงานของพระองค์ กับการงานของโยเซฟอีกด้วย. พระองค์ผู้ได้ถูกขนานนามว่า “ลูกช่างไม้” ได้ทรงเรียนรู้การงานของ “พ่อ” ที่ ใครๆ ว่าเช่นนั้น หากว่า ในแง่มุมของการช่วยให้รอดและแห่งความศักดิ์สิทธิ์แล้ว, ครอบครัวนาซาเรธก็ปรากฏว่า เป็นตัวอย่าง. เป็นแบบอย่างแห่งครอบครัวมนุษย์ทั้งหลาย. ก็แน่นอนละ ในแนวเดียวกัน และอย่างเดียวกันด้วย

การ งานของพระเยซูเคียงข้างท่านโยเซฟก็เป็นตัวอย่างและแบบอย่างเช่นเดียวกันด้วย . ที่จริงในสมัยของเรานี้ พระศาสนจักรยกย่องประเด็นนี้มาก ท่านยังตั้งงานฉลองทางพิธีกรรม, งานฉลอง “นักบุญโยเซฟกรรมกร” ในวันที่หนึ่งพฤษภาคม. การงานของมนุษย์และงานมืออันละอัน ปรากฏว่ามีอำนาจพิเศษในพระวรสาร. การงานเข้าสู่ธรรมล้ำลึก – การรับเอาเนื้อหนัง, ธรรมล้ำลึกนี้ก็ถูกรับไว้พร้อมกับธรรมชาติมนุษย์ของพระบุตรพระเป็นเจ้า จึงเป็นอันว่า การงานนั้นได้ถูกไถ่เป็นพิเศษเช่นเดียวกัน. เป็นอันว่า โยเซฟจากร้านช่างไม้ของท่าน, ขณะที่ท่านทำงานร่วมกับพระเยซู, ท่านก็ทำให้งานมนุษย์ของท่านนั้นเขยิบเข้าใกล้ธรรมล้ำลึกแห่งการไถ่บาปไป ด้วย.

เมื่อ พระเยซูทรงเจริญขึ้น ในฐานะเป็นมนุษย์ “ทางด้านความปรีชา, รูปร่างและความงาม” มีคุณธรรมอันหนึ่งที่สำคัญมาก คือ “ความพยายามรักการงานอาชีพของตน” เพราะว่า “การงานเป็นทรัพย์ของมนุษย์ “ที่เปลี่ยนธรรมชาติ” จนกระทั่งทำให้มนุษย์เป็นยิ่งกว่ามนุษย์ก็ว่าได้”

ตัว น้ำหนักของการงานในชีวิตมนุษย์นั้นเรียกร้องให้ตรวจดูและยอมรับชิ้นส่วน ต่างๆ ของมัน เพื่อด้วยอาศัยการกระทำดังนี้ จะช่วยมนุษย์ทั้งหลายให้เข้าใกล้ชิดพระเป็นเจ้า พระผู้สร้างและพระมหาไถ่ เพื่อจะได้เปิดเผยความนึกคิดทางช่วยให้รอดของพระองค์ในสิ่งที่เกี่ยวกับ มนุษย์และโลก และเพื่อโดยทางนี้ เขาจะได้มองเห็น และเคารพมิตรภาพกับพระคริสตเจ้า, ร่วมมีส่วนด้วยวิธีจริงจังด้านความเชื่อต่อหน้าที่สามประการของพระองค์ท่าน คือ หน้าที่พระสงฆ์, หน้าที่ประกาศก (propheta = ประภาษก) และหน้าที่กษัตริย์

ในที่สุด เป็นเรื่องของการทำให้ชีวิตของตนศักดิ์สิทธิ์ไปทุกๆ วัน คือ ทุกๆ คนต้องบรรลุถึงความศักดิ์สิทธิ์ตามฐานะของตน และเราสามารถแสดงตนเป็นแบบอย่างให้มนุษย์ทั้งหลายเข้าถึงได้. “นักบุญโยเซฟเป็นแบบอย่างของพวกคนใจสุภาพ ซึ่งความเชื่อคริสตังได้เทิดทูนเข้าถึงขั้นสูงส่ง… และนี่แหละเป็นเครื่องชี้แสดงให้เห็นว่ า. การเป็นคนดีและเป็นศิษย์แท้ของพระคริสตเจ้านั้นไม่เรียกร้อง “สิ่งใหญ่โตอะไร” เรียกร้องเพียงแต่คุณธรรมอันมีอยู่ทั่วไปตามประสามนุษย์, เป็นของธรรมดาๆ , แต่ต้องเป็นคุณธรรมอันมั่นคงและปฏิบัติจริงจังเท่านั้น

Posted in บทความ | Tagged: , | Leave a Comment »

บุรุษผู้ใคร่ธรรม – สามี

Posted by JinSon on May 16, 2009

บุรุษผู้ใคร่ธรรม – สามี

กระแสชีวิตก้าวหน้าไป ซึ่งเป็นการแสวงบุญด้านความเชื่อ, โยเซฟก็เช่นเดียวกับพระแม่มารี ได้คงดำรงสัตย์ซื่อต่อพระเป็นเจ้า ซึ่งทรงเรียกให้ “ทำเรื่อยไปจนถึงที่สุด”. ชีวิตของพระแม่มารีนั้นเป็นการปฏิบัติตลอดไปตามวาจาที่พระแม่ได้เปล่งออกมา คราวรับสาสน์นั้นว่า : “ขอให้เป็นไป” (แก่ข้าพเจ้าตามวาทะของท่านนั้นเถิด) ; แต่โยเซฟ ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว, ท่านมิได้ปริปากพูดอะไรเลย “ในการรับสาสน์ของท่าน, ท่านได้แต่ “ปฏิบัติ”ตามที่เทวดาของพระเจ้ากำชับสั่งนั้น” (มธ.1,24). ก็การ “ปฏิบัติ” นี้แหละ. เป็นการเริ่มต้นเดินหน้าไปของโยเซฟ”. ตลอดทางอันนี้ทั้งหมด ผู้นิพนธ์พระวรสารมิได้เอ่ยคำพูดสักคำที่ออกมาจากปากของท่าน. “การนิ่งเงียบ” ของโยเซฟนี้แหละเผยให้เห็นประจักษ์แจ้ง, เป็นดังมนต์พิเศษที่ทำให้เราเข้าใจความจริงอันมีบันทึกอยู่ในพระวรสารว่า : ท่านเป็นบุรุษผู้ใคร่ธรรม” (มธ.1,19).

ความ จริงอันนี้ คนเราต้องรู้จักอ่านให้ถูกต้อง เพราะว่าในนั้นมีบางสิ่งบางอย่าง ที่ยืนยันแน่วแน่ถึงบุรุษผู้นั้น และภารหน้าที่ของท่าน. วันเวลาล่วงไปๆ พระศาสนจักรก็ยิ่งสนใจอ่านคำยืนยันอันนั้น และท่านซึมทราบมากขึ้น คล้ายกับควักเอา “ของใหม่และของเก่า” (มธ.13,52) จากคลังมหาสมบัติบุคลิกภาพพิเศษของบุรุษประเสริฐสุดผู้นี้.

ก่อน หมด “บุรุษผู้ใคร่ธรรม” ชาวนาซาเรธ ท่านประกอบด้วยคุณลักษณะอันเจิดจ้าของสามี, ผู้นิพนธ์พระวรสารบ่งว่า แม่มารี “สาวพรหมจารีรับหมั้นกับบุรุษที่ชื่อว่าโยเซฟ” (ลก.1,27). เพราะฉะนั้นพระวรสารต่างๆ จึงนำเอาภาพของสามีและภรรยามาตั้งไว้ต่อหน้าเราก่อนที่ “ธรรมล้ำลึกอันซ่อนเร้นอยู่แต่หลายศตวรรษมาแล้ว” จะเริ่มสำเร็จเป็นไป. ตามประเพณีของประชากรฮีบรู การแต่งงานนั้นเขาทำกันเป็น 2 ช่วง, ช่วงแรก เขาทำการแต่งงานทางกฎหมาย (อันนี้เป็นการแต่งงานแท้) ช่วงต่อมา อีกชั่วเวลาหนึ่ง สามีจึงพาภรรยาของตนเข้ามาในบ้าน. เป็นอันว่า ก่อนที่โยเซฟจะมาอยู่ร่วมกับมารี ท่านเป็น “สามี” ของพระแม่อยู่แล้ว. ถึงกระนั้น พระแม่ได้ตั้งใจเด็ดขาดไว้ว่าจะถวายตัวเองทั้งหมดแด่พระเป็นเจ้าแต่ผู้เดียว . ใครๆ ก็มีสิทธิถามว่า : น้ำใจของพระแม่อันนี้กับการแต่งงานจะประสานสมานกันได้อย่างไร. คำตอบก็คือ มาจากเหตุการณ์การช่วยให้รอดแต่อย่างเดียว,และจากการก้าวหน้าไปของเหตุการณ์ อันนั้น นั่นคือ จากการกระทำอันพิเศษของพระเป็นเจ้านั่นเอง. นับแต่เหตุการณ์ต่างๆ แห่งการช่วยให้รอดแต่อย่างเดียว และความก้าวหน้าของเหตุการณ์ดังกล่าว ก็เป็นคำตอบ คือ เป็นการกระทำพิเศษของพระเป็นเจ้าเอง.

นับ แต่เวลารับ “สาสน์” นั้นแล้ว พระแม่มารีทราบดีว่า ตัวท่านต้อง “ปฏิบัติพรหมจรรย์ตามความตั้งใจของท่าน, หมายความว่า ท่านจะต้องถวายตัวของท่านทั้งครบ ทั้งกีดกันคนอื่น เพื่อพระเป็นเจ้า, ท่านต้องรับเอาหน้าที่การเป็นแม่ของพระบุตรของพระเป็นเจ้า. การเป็นมารดาโดยพระจิตเจ้านั้นเป็นรูปหนึ่งของพระคุณอันล้นพ้น ที่พระเป็นเจ้าเองทรงเรียกร้องจากสาวพรหมจารี “ผู้หมั้นไว้แล้ว” กับโยเซฟ. เพราะฉะนั้นพระแม่จึงขานตอบว่า : “ขอให้เป็นไป”.

การ ที่พระแม่มารีได้รับมอบให้ “แต่งงาน” กับโยเซฟนั้น ต้องเข้าใจว่า เป็นความประสงค์ของพระเป็นเจ้าเองทีเดียว. เรื่องนี้ผู้ที่บอกเราคือ ผู้นิพนธ์พระวรสาร 2 ท่านที่ได้ออกนามมาแล้ว. แต่ผู้ที่พูดแจ่มแจ้งเป็นพิเศษนั้นคือ มัทธิว. ถ้อยคำที่เทวฑูตพูดกับโยเซฟนั้นมีความหมายมาก ; “…อย่ากลัว ที่จะรับเอามารีภรรยาของท่านไว้ที่บ้านท่าน : สิ่งที่เกิดในนางนั้น เป็นมาโดยพระจิตเจ้า” (มธ.1,20). ถ้อยคำเหล่านี้เผยความล้ำลึกแห่งภรรยาของโยเซฟ. คือ มารี เป็นพรหมจารี ทั้งๆ ที่เป็นแม่. ในตัวนางนั้น “โอรสแห่งพระผู้สูงสุด” ได้มารับเอากายของมนุษย์ และพระองค์เองนั้นก็กลายเป็นมนุษย์.”

พระ เป็นเจ้าเมื่อทรงรับสั่งแก่โยเซฟ โดยคำพูดของเทวดา, พระองค์ก็ทรงรับสั่งแก่ท่านในฐานะที่ท่านเป็นสามีของนางพรหมจารีแห่งนาซาเรธ . สิ่งที่เป็นไปในตัวนางนั้น เป็นไปโดยการกระทำของพระจิตเจ้า. นี่ก็แสดงออกในเวลาเดียวกันถึง การยืนยันพิเศษของ พันธะเป็น สามีภรรยา อันที่ได้มีอยู่ก่อนแล้วระหว่างโยเซฟและมารี. เทวฑูตได้พูดกับโยเซฟชัดๆ ว่า : “อย่ากลัวที่จะรับเอามารี ภรรยาของท่านไว้ที่บ้านท่าน”. ดังนี้เอง สิ่งที่ได้เป็นมาก่อนแล้ว – คือการแต่งงานของท่านกับมารี – จึงได้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระเป็นเจ้า และจะต้องคงรักษาไว้ด้วย. ในการเป็นมารดาของพระเจ้านั้น มารีจะต้องดำรงชีวิตอยู่ต่อๆ ไป “เป็นพรหมจารีภรรยาของสามี” (เทียบ ลก.1,27).

ใน ข้อความของ “การแจ้งสาสน์” เวลากลางคืนนั้น โยเซฟไม่เพียงแต่ได้ยินความจริงของพระเจ้าเกี่ยวกับกระแสเรียกอันสูงส่ง เหลือคณนาแห่งภรรยาของท่าน แต่ยังย้ำเช่นเดียวกันเกี่ยวกับหน้าที่ของตัวท่านเอง. บุรุษ “ผู้ใคร่ธรรม” คนนี้มีความรู้สึกนึกคิด ตามประเพณีอันสูงส่งของประชาชาติที่ได้รับเลือกสรร. ท่านรักใคร่สาวพรหมจารีชาวนาซาเรธอยู่แล้ว ทั้งยังผูกพันกันด้วยความรักฐานสามีภรรยากันอีกด้วย,พระเป็นเจ้าทรงเรียก ท่านให้มาสู่ความรักอันนั้นใหม่อีก.

“โย เซฟ…ได้ปฏิบัติตามที่เทวดาของพระสวามีเจ้ากำชับสั่งท่านและท่านได้รับเอา ภรรยาของท่านไว้ที่บ้าน” (มธ.1,24) : สิ่งซึ่งเกิดขึ้นในนาง “เป็นมาจากพระจิตเจ้า” : จากข้อความอันนี้เราไม่ต้องสรุปดอกหรือว่า : พระจิตเจ้าได้ทรงฟื้นความรักของท่าน : ความรักอย่างสาม ี? เราคิดไม่ได้ดอกหรือว่า : ความรักเมตตาของพระเป็นเจ้า ที่แผ่หลั่งไปสู่ดวงใจแห่งมนุษย์ทั้งหลายโดยทางพระจิตเจ้า (เทียบ รม.5,5). ความรักอันนั้นก็สามารประดิษฐ์ความรักของสามีภรรยาได้ด้วย ทำนองอันวิเศษพิสดารที่มีเฉพาะอันเดียวได้ด้วย ; ในเมื่อในงานแต่งงานธรรมดา พระองค์โปรดให้ทุกๆ สิ่งเหมาะสมกับมนุษย์และงดงาม มีการให้คำมั่นสัญญามอบตัวของตัวให้แก่กันและกันโดยเฉพาะจะสับเปลี่ยนกันหา ได้ไม่ นอกนั้นยังก่อให้เกิดสังคมอันแท้ระหว่างกันและกัน ทั้งนี้เป็นไปตามแบบฉบับของพระธรรมอันล้ำลึกแห่งพระตรีเอกภาพ.

“โย เซฟ… ได้รับเอาภรรยาของท่านมาอยู่ที่บ้าน และท่านไม่ได้สมสู่นาง กระทั่งนางได้ประสูติบุตรชาย” (มธ.1,24-25). ข้อความนี้ ชี้ให้เห็นถึงความใกล้ชิดในการอยู่ร่วมกัน หรือพูดให้ชัดขึ้นก็คือ ความรุนแรงแห่งการอยู่ร่วมกันทางจิตใจ และการร่วมโชคชะตากันระหว่างบุคคลซึ่งตกที่สุด ก็มาจากพระจิตเจ้า” (ยน.6,63).

โย เซฟนอบน้อมต่อพระจิตเจ้า ท่านจึงได้พบต้นธารแห่งความรักของท่าน ซึ่งก็คือความรักของการแต่งง าน, ความรักประสาสามี และที่จริงความรักที่กล่าวมานี้ ยิ่งใหญ่กว่าความรักอันใดๆ ที่บุรุษผู้ใคร่ธรรมจะสรรหามาได้ด้วยกำลังมนุษย์ของตนเองเสียด้วยซ้ำ,

ใน พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ มีการฉลองพระแม่มารี “ในฐานะเป็นคู่ครองของโยเซฟ” บุรุษผู้ใคร่ธรรม “ผู้พันกันด้วยความรักอันกระชับแน่นและเป็นพรหมจรรย์” . นี่คือความรัก 2 ความรัก ที่ไขแสดงถึงธรรมล้ำลึกแห่งพระศ าสนจักร ซึ่งเป็นทั้งพรหมจรรย์ ทั้งภรรยา และการแต่งงานของแม่มารีกับโยเซฟ เผยออกเป็นตัวอย่างนั่นเอง การถือพรหมจรรย์และการถือโสด เพื่อเห็นแก่พระราชัยของพระเป็นเจ้า ไม่ใช่แต่ไม่ขัดกับการแต่งงาน แต่กลับเรียกร้องและสนับสนุนเสียอีก. การแต่งงานและการถือพรหมจรรย์ เป็นวิธีสองอย่าง ที่แสดงออกซึ่งธรรมล้ำลึกแต่อันเดียวของพันธสัญญาระหว่างพระเป็นเจ้ากับ ประชากรของพระองค์ , ซึ่งเป็นการรวมตัวแห่งความรักระหว่างพระเป็นเจ้ากับมนุษย์นั้นเอง.

โดย การสละตัวของท่านเองจนเกลี้ยง โยเซฟได้ไขให้เห็นความรักอันสูงส่งของท่าน ต่อพระมารดาของพระเป็นเจ้า พลางก็นำตัวของท่านเอง “มาเป็นของขวัญประสาคู่ครอง” แด่พระแม่เจ้า, ทั้งๆ ที่ท่านได้ตั้งใจไว้แล้ว จะถอนตัวออกไปเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคกีดกันการกระทำของพระเป็นเจ้าที่กำลัง จะสำเร็จไปในตัวพระนาง. แต่เพราะคำสั่งเจาะจงของเทวดา ท่านจึงรับพระแม่ไว้ที่บ้านของท่าน, ทั้งยังเคารพการที่พระแม่ได้มอบองค์ของท่านไว้อย่างเด็ดขาดต่อพระเป็นเจ้า ด้วย. อีกด้านหนึ่ง เพราะโยเซฟได้แต่งงานกับพระแม่มารี ท่านจึงได้รับเกียรติศัก ดิ์ที่มีอยู่เฉพาะอันเดียว และสิทธิต่างๆ เหนือพระเยซู. “แน่นอนเกียรติศักดิ์ของพระมารดาพระเป็นเจ้านั้นยิ่งใหญ่ จนกระทั่งไม่มีสิ่งสร้างใดๆ จะมาเทียบเคียงได้. ถึงกระนั้นเพราะมีเกลียวสัมพันธ์กันทางการแต่งงานมาคั่นกลางโยเซฟกับพระนาง มารีพรหมจารีผู้ทรงบุญยิ่ง, พระเทวมารดาได้บรรลุถึงเกียรติศักดิ์อันสูงส่งเป็นที่ยิ่ง เหนือสิ่งสร้างทั้งสิ้นอย่างหาที่เปรียบมิได้ จนไม่มีใครจะใหญ่กว่าได้. ก็การแต่งงานนั้นเป็นสังคมและการเรียกร้องอันใหญ่ยิ่ง ซึ่งตามธรรมชาติแล้ว, มีการรวมทรัพย์สมบัติของคนหนึ่งกับอีกคนหนึ่ง. เพราะฉะนั้นเมื่อพระเป็นเจ้าได้ประทานโยเซฟให้เป็นพระสวามีของพระนาง พรหมจารี, แน่นอนพระองค์มิใช่แต่ประทานให้ท่านเป็นเพื่อนคู่ชีวิต, เป็นพยานแห่งการถือพรหมจรรย์, เป็นผู้ป้องกันเกียรติเพียงแค่นี้เท่านั้น แต่พระองค์ยังได้ประทานให้ท่านมีส่วนในเกียรติยศเกียรติศักดิ์อันสูงส่งของ พระนาง เนื่องจากเกลียวการแต่งงานนั้นด้วย.

สาย สัมพันธ์ทางความรักอย่างนี้แหละ ชุบเลี้ยงครอบครัวศักดิ์สิทธิ์, ที่แรกที่เบธเลเฮมท่ามกลางความยากจนแร้นแค้น, ต่อมาในที่เนรเทศประเทศอิยิปต์, และในที่สุดในที่พำนักบ้านนาซาเรธ. พระศาสนจักรเคารพนับถือครอบครัวนี้เป็นอย่างยิ่ง และท่านนำมาเป็นแบบอย่างแก่ครอบครัวทั้งหลาย. เมื่อนำเอาครอบครัวที่บ้านนาซาเรธมาสอดใส่ในธรรมล้ำลึกแห่งการรับเอาเนื้อ หนัง ครอบครัวนี้เองก็กลายเป็นธรรมล้ำลึกของตนเองโดยเฉพาะ. ในข ณะเดียวกัน-อย่างเช่นการรับเอาเนื้อหนัง ความเป็นบิดาแท้ๆ ก็มีอยู่ในธรรมล้ำลึกอันนี้ด้วย : แบบแผนครอบครัวมนุษย์ของพระบุตรพระเป็นเจ้า ก็ต้องดำเนินไปตามแบบแผนครอบครัวมนุษย์ทั่วไป. ในครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ก็มีผู้เป็นบิดา คือท่านโยเซฟ แต่การเป็นบิดาของท่าน ไม่ออกมาจากการให้กำเนิด. อย่างไรก็ดี  การเป็นบิดาอันนี้ มิใช่เป็นแต่สิ่งที่ปรากฏภายนอก, หรือเป็นเครื่องทดแทน, แต่มีความจริงของการเป็นบิดาประสามนุษย์ เนื่องมาจากหน้า ที่นั้นเองของผู้เป็นบิดาในครอบครัว. ณ ที่นี้ เราพบสิ่งหนึ่ง อันเป็นผลสืบเนื่องมาจาก “Unio Hyhostatica” (ซึ่งขอแปลตามมูลศัพท์คร่าวๆ ว่า “สหภาพชั้นล่าง”). เรื่องมีว่า : เมื่อมีการรับเอาธรรมชาติมนุษย์เข้ามาสู่เอกภาพของพระบุคคลผู้เป็นพระเป็น เจ้า คือ พระวจนาถพระบุตร. ก็เมื่อพระองค์ทรงรับเอาการเป็นมนุษย์, ทุกๆ สิ่งที่เป็นของมนุษย์ ก็ทรงต้องรับเอาไว้ด้วย. ดังนี้ ทรงต้องรับเอาครอบครัวนั้นเอง ซึ่งเป็นเงื่อนไขแรกของชีวิตบนแผ่นดิ นนี้. เพราะฉะนั้นจึงมีการรับเอาการเป็นบิดาของโยเซฟด้วย.

จาก หลักอันนี้ จะเห็นว่า วาจาของพระแม่มารีนั้นถูกต้อง ในคราวเมื่อพระแม่ตรัสกับพระเยซูวัยรุ่น มีพระชนมายุได้ 12 พรรษาที่พระวิหารนั้นว่า : “พ่อของลูกและแม่…เราตามหาลูก”. นี่หาใช่เป็นคำพูดที่รับกันทั่วไป. เหตุว่า วาจาของพระมารดาของพระเยซูแถลงความจริงทั้งหมดแห่งการรับเอาเนื้อหนัง, ความจริงซึ่งเกี่ยวกับธร รมล้ำลึกของครอบครัวที่นาซาเรธ. ที่จริงตั้งแต่ต้นมาแล้ว โดยนอบน้อมทางความเชื่อ โยเซฟได้รับเอาความเป็นบิดาของท่านต่อพระเยซู, ท่านเดินตามแสงสว่างแห่งพระจิตเจ้า ซึ่งพระองค์ประทานแก่มนุษย์โดยทางความเชื่อ, ไม่ต้องสงสัย โยเซฟยิ่งทียิ่งเห็นประจักษ์ชัดในพระคุณการเป็นบิดาของท่านอันเหลือจะพรรณนา นี้

Posted in บทความ | Tagged: , | Leave a Comment »