ปรัชญา และ ศาสนา

Philosophy and Theology (www.saengtham.tk)

ปรัชญาญาณวิทยา

Posted by JinSon on July 13, 2009

ปรัชญาญาณวิทยา

1. ความหมายของปรัชญาสาขาญาณวิทยา (the meaning of epistemology)

ปัญหาหลักประการที่สองของปรัชญาก็คือปัญหาของความรู้  (knowledge)  ถ้าท่านถูกถามว่า  “เมื่อท่านยังเป็นนักเรียน  ท่านเรียนอะไรในโรงเรียน”  ก็ดูจะเป็นคำถามที่เราท่านรู้สึกอึดอัดใจที่จะตอบอยู่เหมือนกัน  และถ้านำถามนี้ไปถามเด็กนักเรียนที่กำลังเรียนอยู่ว่า  “นี่เธอ  ช่วยบอกหน่วยเถอะว่า  เธอเรียนอะไรในโรงเรียน”  เด็กอาจรู้สึกแปลกใจที่ถูกถามเช่นนั้น  ทั้งนี้เพราะเด็กและรวมทั้งตัวท่านเองไม่รู้จริง ๆ ว่าเราได้เรียนรู้อะไรหรือความรู้อะไรบ้างที่เราได้จากการเรียน  คำถามนี้จึงนำไปสู่ทางที่จะจำกัดความของคำว่า  “ความรู้” (knowledge) และคำจำกัดความนั้นเป็นสิ่งที่เราตั้งใจจะได้รับเมื่ออยู่ในโรงเรียนหรือไม่  และเราจะได้ความรู้นั้นอย่างไร

ญาณวิทยา  (epistemology)  เป็นสาขาใหญ่อีกสาขาหนึ่งของปรัชญา  ซึ่งเกี่ยวกับการสืบถามถึงกำเนิดของความรู้  โครงสร้างของความรู้  วิธีการของความรู้และความเที่ยงตรงถูกต้องของความรู้  ดังนั้น ญาณวิทยาจึงเป็นเรื่องทฤษฎีของความรู้  (theory  of  knowledge)  ซึ่งมุ่งในเรื่องปัญหาของความรู้ว่า  “มนุษย์รู้ได้อย่างไรว่าอะไรเป้นความแท้จริง”  “มนุษย์มีความรู้ได้อย่างไร”  “เราแน่ใจได้อย่างไรว่าความรู้ต่าง ๆ เป็นจริง  ไม่ผิดพลาด”    เหล่านี้เป็นต้น

เมื่อได้คำตอบหนึ่งหรือความรู้ในเรื่องหนึ่งแล้ว  ปรัชญาสาขานี้ก็มิได้จบลงแค่นั้น  แต่ยังย้อนกลับไปตามขั้นตอนเพื่อหาหนทางที่กระจ่างขึ้น  เพื่อที่จะพากลับไปยังจุดเริ่มต้นของปัญหาใหม่  อย่างน้อยจะสามารถลงมติหรือชี้ได้ว่าคุณลักษณะของความรู้  (characteristic  of  knowledge)  คืออะไร  และเที่ยงตรง  (validity)  ของความรู้นั้นจะตรวจสอบได้อย่างไร  งานของญาณวิทยาในทำนองนี้จะไม่ใช่จบลงในหนึ่งวันหรือแค่ชั่วโมง  แต่เป็นกระบวนการของการค้นพบที่ต้องทำติดต่อเป็นเดือน ๆ หรือเป็นปี ๆ

ครูจะต้องมีความคิดเกี่ยวกับความรู้ไว้เป็นการล่วงหน้าว่า  ความรู้ใด   ความรู้อะไรที่มีคุณค่า  เพราะความรู้เป็นทุนสำคัญของนักการศึกษา  ครูในฐานะที่ต้องเป็นนักการศึกษาด้วย  จำเป็นจะต้องมีความรู้  ความฉลาด  และปัญญา  เพื่อพัฒนานักเรียนของตน  แม้ว่าครูจะมี่สุขภาพดี  บุคลิกภาพดี  และสติอารมณ์มั่นคงแต่ครูยังต้องมีความรู้ที่เชื่อถือได้ด้วย  ดังนั้น  ครูจึงจำเป็นที่จะต้องมีความคิดทางปรัชญาว่า  ความรู้ที่ดีที่สุดที่จะให้เกิดประโยชน์แก่นักเรียนนั้นคืออะไร  กิจกรรมต่าง ๆ อะไรบ้างที่เกี่ยวข้องที่จะให้เกิดความรู้ดังกล่าว  อะไรคือความแตกต่างระหว่างการเรียนรู้  (knowledge)  กับการเชื่อ  (believing)  เราจะสามารถรู้อะไรได้บ้างจากความรู้สึกต่าง ๆ (senses)  ที่เรามี  อะไรคือความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับการกระทำ  (the  act)  ของความรู้ต่อสิ่งที่จะได้เรียนรู้  เราจะแสดงความรู้ว่าเป็นจริง  (true)  ได้อย่างไร

ญาณวิทยาไม่เหมือนวิทยาศาสตร์หรือศาสตร์แขนงอื่น  เพราะญาณวิทยาจะสนใจในเรื่องมโนทัศน์  (concept)  มากกว่าจะสนใจเรื่องข้อเท็จจริง (fact)  เช่น  งานของนักจิตวิทยาก็เพื่อจะค้นหาว่าบุคคลมีความคิดและรู้สึกอย่างไร  ส่วนงานของนักญาณวิทยานั้นจะมุ่งพิจารณาว่า  มโนทัศน์ของฝ่ายจิตวิทยาแต่ละอย่างนั้นหมายถึงอะไร  เช่น มโนทัศน์จากคำว่าความรู้สึก  (feeling)  การกำหนดรู้หรือสัญชาน (perception)  การเรียนรู้ (learning)  และการเสริมแรง  (reinforcement)  เป็นต้น นอกจากนี้ยังตัดสินหรือชี้ว่านักจิตวิทยาได้ใช้มโนทัศน์เหล่านั้นถูกต้องหรือไม่  ถ้าไม่ถูกต้อง  ก็หมายถึงว่านักจิตวิทยาได้บรรยายข้อเท็จจริงผิดพลาดไป

ความคิดเห็นของครูที่จะได้ประโยชน์ที่สำคัญจากญาณวิทยาก็คือ  จะทำให้ครูมองเห็นความแตกต่างของความรู้ประเภทต่าง ๆ ได้

  1. 2. รูปแบบของความรู้ (types  of  knowledge)

kneller  ได้กำหนดประเภทของความรู้ไว้  5  ประเภทด้วยกัน  คือ ความรู้แบบวิวรณ์ (revealed   knowledge)  ความรู้ที่ได้มาโดยอาศัยเหตุผล  (rational  knowledge)  ความรู้เชิงประจักษ์  (empirical  knowledge) และความรู้ที่ได้มาจากผู้รู้  (authoritative  knowledge)

2.1     ความรู้แบบวิวรณ์ (revealed   knowledge)  เป็นความรู้ที่เปิดเผยจากความรู้ที่ได้จากพระผู้เป็นเจ้า (God)  ที่ได้ให้ไว้กับมนุษย์  สำหรับชาวคริสเตียนจะถือดว่าความรู้เหล่านี้มีอยู่ในพระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์  (holy  bible)  ถ้าเป็นชาวมุสลิมความรู้เหล่านี้ก็จะปรากฎอยู่ในพระคัมภีร์อัล-กุรอานหรือโกหร่าน  (Koran)  ถ้าเป็นชาวฮินดูความรู้ก็จะปรากฎอยู่ในภควันทคีตา  (Bhagavad  Gita)  และอุปนิษัท  (Upanishads) โดยที่ความรู้เหล่านี้เป็นพระวาจาของพระผู้เป็นเจ้า  ดังนั้น  ศาสนิกชนจึงถือว่าเป็นความรู้ที่เป็นจริงตลอดนิรันดร  เพราะถ้าไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว  พระผู้เป็นเจ้าก็จะเป็นผู้ไม่รู้เรื่องราว  (ignorant)  หรือมิฉะนั้นก็มีเจตนาหลอกลวง  (deceitful)

โดยที่สัจจะ  (truth)  ต่าง ๆ ที่บันทึกไว้ในคัมภีร์ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเรื่องของความเหนือธรรมชาติ  (supernatural)  ดังนั้น  จึงมีปัญหาในการเขียนออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร  ทำให้ศาสนาต้องใช้เวลาในการถกเถียงเกี่ยวกับคำอ้าง   และความหมายของคำในคัมภีร์ต่าง ๆ มาก  ซึ่งล้วนเป็นข้อถกเถียงตามแนวของเทวศาสตร์  (theology)  จึงทำให้ความรู้เหล่านี้ไม่ขยายวงกว้างออกไป  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกแห่งวิทยาศาสตร์

2.2   ความรู้ที่ได้มาโดยการสำนึกเอง  (intuitive   knowledge) เป็นความรู้ที่ได้จากการที่บุคคลเกิดความสำนึก  (intuitive  หรือ insight) ได้เอง  ซึ่งความสำนึกได้เองนี้จะเกิดขึ้นภายในจิตสำนึก  (consciousness) ของความคิด  (idea)  หรือการสรุปจากงานที่ไม่เกี่ยวกับจิตสำนึก  เช่นการขบคิดด้วยพลังจิต  เพื่อค้นหาทางแก้ปัญหา  เช่น การตรัสรู้  เป็นต้น  ซึ่งถือว่าเป็นพรสวรรค์หรือได้รับมอบมาจากพระผู้เป็นเจ้า  (God)

ความรู้ประเภทนี้  คือ ความรู้ที่ได้รับการเสนอแล้ว  และได้รับการยอมรับด้วยพลังของจินตภาพหรือด้วยประสบการณ์ของส่วนบุคคลที่เสนอขึ้นมา  เช่น งานศิลปะซึ่งได้จากความรู้ประเภทนี้  นักประพันธ์ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย  เช่น  Homer,  Shakespear  และ  Proust  บอกความจริงเก่ยวกับจิตใจของมนุษย์ให้เราทราบแต่ความจริงเหล่านี้  เราอย่าหวังเลยว่าจะสามารถทดสอบได้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์  เช่น  การสังเกต  การคำนวณ   การทดลอง  เพราะความจริงเหล่านี้ไม่ใช่ข้อสมมติฐาน (hypothesis)  แต่เป็นความรู้ที่มาจากการสำนึกได้เอง  ดังนั้น  ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ ไม่ใช่ความรู้ทีได้มาโดยการสำนึกเอง  เพราะเป็นความรู้ที่ประกอบขึ้นจากหลักของความจริงทางตรรกวิทยาสามารถทดสอบได้ด้วยการสังเกต  หรือการทดลอง หรือทั้งสองอย่าง  เพื่อพิสูจน์ข้อสมมติฐานที่ตั้งไว้

คนทั่วไปมีความรู้ประเภทนี้อยู่ในตัวเองมาก   เช่นเมื่อเรายึดเอาประสบการณ์ของผู้อื่น  หรือของตนเองมาใช้ในการขยายความคิดให้กว้างออกไป  หรือแก้ไขพฤติกรรมต่าง ๆ ด้วยประสบการณ์เหล่านั้นด้วยตนเอง

2.3           ความรู้ที่ได้มาโดยอาศัยเหตุผล  (rational  knowledge) เป็นความรู้ที่ได้มาด้วย

การใช้เหตุผลอย่างเดียว  ไม่รวมการสังเกตจากการกระทำ  ความรู้ประเภทนี้ตั้งอยู่บนรากฐานของหลักตรรกวิทยาและคณิตศาสตร์  เป็นรูปแบบของความรู้  ความจริงของความรู้แสดงให้เห็นได้ด้วยเหตุผลที่เป็นนามธรรม  (abstract  reasoning)  เช่น  ประโยคว่า “ดำเป็นสุนัข”  กับ  “ดำไม่ใช่สุนัข”  เราไม่อาจทำนายได้ว่าทั้งสองประโยคเป็นสิ่งเดียวกัน  หรือ ก  ใหญ่กว่า  ข   ใหญ่กว่า  ค  ดังนั้น ก. จะต้องใหญ่กว่า  ค

ความรู้ประเภทนี้  ไม่มีข้อจำกัด  และจะสัมพันธ์กับตรรกวิทาและความหมายของสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ใช่มนุษย์  ไม่เกี่ยวข้องกับความต้องการทางอารมณ์   และการกระทำ  โดยเหตุที่มนุษย์เราต้องมีชีวิตอยู่ท่ามกลางการกระทำต่าง ๆ เราจึงต้องอาศัยความรู้ประเภทอื่น ๆ ด้วย  เช่น ความรู้ที่ได้มาโดยการสำนึกเอง  และความรู้เชิงประจักษ์  เป็นต้น

2.4           ความรู้เชิงประจักษ์  (empirical  knowledge)  คือ ความรู้ที่ได้โดยการประจักษ์

ที่ผ่านความรู้สึกจากประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือ การเห็น ได้ฟัง  ได้ดมกลิ่น   ได้สัมผัสแตะต้อง   และได้ลิ้มรส  ความรู้สึกเหล่านี้จะทำให้เกิดมโนทัศน์ในสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรา ดังนั้น  ความรู้จึงประกอบขึ้นด้วยความคิด  (idea)  รวมกันขึ้นตามที่เราได้สังเกต  หรือจากความรู้สึกต่าง ๆ ทั้ง 5  ทำให้ได้ข้อเท็จจริง  (facts)  ถ้าเป็นความรู้ประเภทที่ได้มาโดอาศัยเหตุผล  (rational)  จะบอกให้เราได้ความรู้โดย  “การคิดเกี่ยวกับสรรพสิ่งนั้นโดยตลอด”  แต่ความรู้เชิงประจักษ์ (empirical) จะบอกให้เรา  “จงมองดูโดยเห็นประจักษ์”

รูปแบบของความรู้แบบนี้  เป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์  กล่าวคือ  วิทยาศาสตร์  จะใช้วิธีการทดสอบด้วยการสังเกต หรือโดยการทดลอง  เพื่อจะได้พบข้อสมมติฐานที่เป็นที่น่าพอใจที่สุดในสถานการณ์ที่กำหนดให้ แต่อย่างไรก็ตาม  ในการพิสูจน์ข้อสมมติฐานนี้  ไม่ใช่จะพิสูจน์ได้โดยสมบูรณ์  หรือพิสูจน์ไม่ได้เสียเลย  แต่เป็นเพียงการแสดงให้เห็นว่า  “มันเป็นไม่ได้”  (probable)  มากหรือน้อย  ความรู้เชิงประจักษ์  (empirical) นี้ไม่อาจทำให้เราแน่ใจได้ว่า  สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจะเหมือนกับในอดีตหรือไม่  และปรากฎการณ์ที่ได้เคยเกิดขึ้นครั้งหนึ่งจะเกิดซ้ำอีกในทำนองเดียวกันกับปรากฎการณ์ครั้งแรกได้หรือไม่

ความรู้  (senses)  ของเราบางครั้งก็ลวงเรา  เช่น  เราเอามือซ้ายใส่ลงไปในอ่างน้ำเย็น  มือขวาใส่ในอ่างน้ำค่อนข้างร้อน  จากนั้นเอาทั้งสองมือใส่ในอ่างน้ำอุ่นพร้อม ๆ กัน  เราจะรู้สึกว่ามือขวาเย็น  ในขณะที่มือซ้ายรู้สึกอุ่นกว่า  ทั้ง ๆ ที่เป็นอ่างน้ำอ่างเดียวกัน  หรือท่อนไม้ที่เรามองเห็นว่าตรง  เมื่อจุ่มลงในน้ำใสครึ่งท่อน  กลับมองเห็นว่าท่อนไม้นั้นไม่ตรงเสียแล้ว  เป็นต้น  ด้วยความรู้สึกของมนุษย์ที่ไม่แน่นอนทำนองนี้เอง  (Socrates)  ปรัชญาเมธีผู้โด่งดังของโลกได้ตั้งคำถามให้มนุษย์รุ่นหลังได้คิดกันต่อมาก่อนจะดื่มยาพิษประหาร (hemlock) ว่า “ความรู้สึกต่าง  ๆ (senses)  ของเราเป็นสัจจะในตัวของมันเองหรือ  ความรู้สึกต่าง ๆ ของเราไม่ใช่พยานเท็จดอกหรือ”

2.5     ความรู้ที่ได้มาจากผู้รู้  (authoritative  knowledge) ความรู้แบบนี้เป็นความรู้ที่ได้จากการอ้างผู้มีความรู้อื่น ๆ โดยตรง  และเรายอมรับว่าเป็นจริง  เช่น  เสียงเดินในอากาศได้  1,100  ฟุตต่อวินาที  แสงเดินทางได้  186,281  ไมล์ต่อวินาที  สงครามโลกครั้งที่ 1  เกิดขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1914-1918  เป็นต้น  สิ่งเหล่านี้เรายอมรับว่าเป็นความจริง  โดยเรามิได้เคยทดลอง  หรือทดสอบด้วยตนเองหรือมิได้อยู่ในเหตุการณ์ของสงครามโลกด้วยตนเอง  แต่เราเชื่อหรือเราได้ความรู้จากการอ่านในหนังสือ  encyclopedias  หรือหนังสือประวัติศาสตร์  หรือได้ความรู้จากการอ่านงานเขียนของผู้เชี่ยวชาญอื่น ๆ นอกจากนี้ ความรู้แบบนี้ยังได้จากการศึกษาตำรา  คัมภีร์  และอื่น ๆ ทำให้ประหยัดเวลาที่เราไม่ต้องกลับไปค้นคว้าทดลองด้วยตนเองตั้งแต่เริ่มต้น  เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น  โลกจะเจริญก้าวหน้าไปด้วยความล่าช้ากว่าที่เป็นอยู่แน่นอน  ศิลาจารึกสมัยพ่อขุนรามคำแหงก็ได้ให้ความรู้แก่เรา   ทำให้เราทราบประวัติศาสตร์ความเป็นมา  รวมทั้งการมีอักษรไทยใช้  แทนที่จะมาคิดประดิษฐ์อักษรไทยกันในขณะนี้  เป็นต้น  และถ้าเราต้องการจะพัฒนาจากสิ่งที่เรารู้หรือความรู้ที่มีอยู่แล้วให้ก้าวหน้าออกไปอีก  ก็ทำโดยไม่ต้องเริ่มจากจุดเริ่มต้นเลยทีเดียว  ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า  ความรู้ที่ได้มาจากผู้รู้   ก็คือการได้ความรู้ซึ่งเรายอมรับ  ความเชี่ยวชาญ  ความมีความรู้  ความมีอำนาจของผู้อื่นนั่นเอง

  1. 3. เครื่องมือของความรู้ (instrument of  knowledge)

kneller  ได้แบ่งรูปแบบของความรู้ออกเป็น  5  ประเภทดังกล่าวแล้ว  รูปแบบของความรู้ทั้ง  5  ประเภทนี้  Butler  ถือว่าเป็นเครื่องมือของความรู้  (instrument  of  knowledge)  แม้จะเรียกชื่อต่างกัน  แต่ในความหมายและหลักของความรู้  ความรู้ทั้ง  5  ประเภทนี้ก็ไม่แตกต่างกัน

  1. การวิจารณ์  (revelation)  คือ การเปิดเผยความลี้ลับของพระผู้เป็นเจ้าพระคัมภีร์และ

ศาสนาเป็นเครื่องมือของการค้นคว้าหาความรู้

  1. ลัทธิสหัชญาณนิยม  (intuitionism)  คือ  การได้ความรู้ด้วยการสำนึกได้เอง  หรือ

ความสามารถมองเห็นได้เองอย่างทะลุปรุโปร่ง

  1. ลัทธิเหตุผลนิยม  (rationalism)  คือการได้ความรู้โดยวิธีการของเหตุผล  เพราะถือว่า

เหตุผลเป็นแหล่งที่สำคัญที่สุดของความรู้

  1. ลัทธิประสบการณ์นิยม (empiricism)  คือ ความรู้ได้โดยอาศัยความรู้สึกสัมผัสโดย

ประสาททั้ง  5 และโดยประสบการณ์จากการกำหนดความรู้  หรือสัญชาน (pwception)  ของความรู้สึกสัมผัสที่  5

  1. ลัทธิประกาศิตนิยม (authoritarianism)  คือ ความรู้ที่ได้จากผู้เชี่ยวชาญ  ผู้มีอำนาจ

หรือผู้มีความรู้ที่เราเชื่อและไม่มีข้อถกเถียง  เช่น ความรู้จาก  คัมภีร์ ตำรา  ศาสนา  และจากรัฐ เป็นต้น

4. ชนิดของความรู้ (kinds  of  knowledge)

Butler  ได้แบ่งชนิดของความรู้ออกเป็น 3  ชนิดด้วยกัน  คือ

  1. ความรู้ที่เกิดภายหลัง  (posteriori  knowledge)  ความรู้ชนิดนี้ ได้แก่ ความรู้ที่ตั้งอยู่

บนรากฐานของประสบการณ์และการสังเกต

  1. ความรู้จากการทดลอง  (experimental  knowledge)  เป็นความรู้ที่คล้ายคลึงกับความ

รู้ชนิดแรก  แต่ไม่เหมือนกันที่เดียวตรงที่ว่า  ความรู้ชนิดนี้ไม่เกี่ยวข้องกับข้อสรุปท้ายจากประสบการณ์  หรือจากการสังเกต  แต่เป็นความรู้ที่เกี่ยวกับการทำให้เกิดประสบการณ์อันเป็นหนทางที่จะนำไปสู่ประสบการณ์ที่น่าพอใจ

  1. ความรู้ดั้งเดิม  (priori  knowledge)  เป็นความรู้ซึ่งเห็นชัดแจ้งในตัวเอง โดยเข้าใจว่า

หลักการต่าง ๆเป็นจริงและเห็นว่าไม่จำเป็นที่จะต้องมีการพิสูจน์โดยการสังเกตโดยอาศัยประสบการณ์หรือการทดลองใด ๆ

5. ลัทธิจิตนิยม (idealism) ในปรัชญาสาขาญาณวิทยากับการศึกษา

ในเรื่องปรัชญาฝ่ายลัทธินิยมในสาขาญาณวิทยานี้ ปรัชญาเมธีทั้งหลายได้สร้างทฤษฎีของความรู้ขึ้นมาต่าง ๆ กัน ดังเช่น  Plato  ซึ่งเห็นด้วยกับ  Socrates  ในทฤษฎีของความรู้ที่ว่า ความรู้ย่อมได้มาจากความรู้สึกต่าง ๆ (senses)  แต่จะยังคงถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอนและไม่สมบูรณ์  เพราะวัตถุต่าง ๆ ในโลกเป็นการพิมพ์แบบจากสภาพที่มีอยู่ที่สมบูรณ์กว่า  ความรู้ที่แท้จริงเป็นผลของเหตุผลนั้น   ความเชื่อในเรื่องของความรู้ตามทรรศนะของ  Plato  มีอยู่  2  ลักษณะ คือ

  1. ความรู้ตั้งบนรากฐานของประสบการณ์โดยผ่านความรู้สึกต่าง ๆ และแสดงออกมา

โดยความคิดเห็น  (opinion)  ซึ้งความรู้ลักษณะนี้ถือว่าประสบการณ์ความรู้สึก  (sense  experience)  ไม่แน่เสมอไปที่จะพาไปถึงความรู้ได้  เพราะเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน

  1. ความรู้ตั้งอยู่บนรากฐานของความสำนึกได้เอง  (intuitions)  ของแบบ (forms)  หรือ

ความคิด  (ideas)

Hegel  ได้เจริญรอยตามแนวคิดของ  Plato  ว่าความรู้จะมีความเที่ยงตรงก็ต่อเมื่อความรู้

นั้นก่อเป็นรูปร่างอย่างเป็นระบบ  โดยที่ความแท้จริงสุดท้าย  (ultimate  reality)  เป็นเหตุผลและเป็นระบบ  (systematic)  ดังนั้น  ความรู้ของความจริงใด ๆ ก็ต้องเป็นจริงในขอบข่ายของระบบนั้น ๆ และถ้ายิ่งมีความเข้าใจระบบของความรู้นั้น  ก็จะยิ่งมีความคิดและสัจจะ (truth)  มากขึ้น  ทฤษฎีความรู้ของ  Hegel  นี้เรียกว่า “ทฤษฎีติดต่อกันโดยเหตุผล”  (coherence  theory)  เพราะเป็นทฤษฎีที่ตั้งอยู่บนรากฐานของความคิดที่ว่า  ความรู้แต่ละอย่างจะมีนัยสำคัญ  (significant)  ในขอบเขตของการรวมเอาเนื้อหาทั้งหมดเข้ามาไว้ด้วยกัน

Kant  ซึ่งเป็นปรัชญาเมธีฝ่ายลัทธิจิตนิยม  (idealism)  อีกท่านหนึ่งที่มีทฤษฎีความรู้ว่า  ความรู้เป็นการกำหนดให้มีความหมายและระเบียบของการบอกเกี่ยวกับความรู้ต่าง ๆ ที่รวบรวมกันเข้าโดยความรู้สึกต่าง ๆ (senses)  ความมุ่งประสงค์ของการสอนไม่ใช่เป็นการบอกความรู้มากมายแก่นักเรียน  เพื่อที่จะช่วยให้นักเรียนได้รับการบรรจุความรู้เหล่านั้นไว้  แต่ควรจะเป็นการบอกความรู้ให้แกนักเรียน  โดยให้สัมพันธ์กับประสบการณ์ของนักเรียนที่มีอยู่ก่อนแล้ว  เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ว่า ความรู้เหล่านั้นมีนัยสำคัญต่อตัวของนักเรียนเอง  Kant ได้วิเคราะห์ความรู้ไว้  (analysis  of  knowledge) พอสรุปได้เป็น  3 ประการด้วยกัน คือ

1.  ความรู้ที่ได้ด้วยการผ่านความรู้สึกสัมผัสต่าง ๆ (senses)  เป็นกระบวนการที่สับสนไม่เป็นระเบียบ  (chaotic)  เพราะการกระตุ้นความรู้สึกต่าง ๆ เป็นการที่จิตได้กับโดยตรง  และจิตที่ได้รับความรู้สึกต่าง ๆ ก็ไม่มีความเที่ยงตรงและแน่นอน

  1. ความยุ่งเหยิงและสับสนของความรู้ที่ผ่านความรู้สึกสัมผัสของมนุษย์ถูกำหนดให้

เป็นระเบียบได้โดยสัญชาน  (perception) 2 อย่าง คือช่องว่าง  (space) และเวลา  (time)  เพื่อก่อให้เกิดกคุณภาพของกลุ่มความรู้สึกที่เกี่ยวกับวัตถุ  (objects)  และเหตุการณ์  (events)

3.  การรวมมโนทัศน์  (concept0)  และความคิด  (idea)  จะทำได้โดยวิธีการของเหตุผลของจิต  เพื่อเชื่อมโยงเอาสาเหตุ  (cause)  และผล (effect)  เข้าด้วยกัน

Butler  ได้สรุปแนวคิดฝ่ายลัทธิจิตนิยมในปรัชญาสาขาญาณวิทยาเป็น 4  ข้อใหญ่ ๆ ดังนี้

1.  ลัทธิจิตนิยม   และลัทธิสัจนิยมวิพากษ์  (critical  realism)  เหมือนกันในกรณีที่เกี่ยวกับเรื่องของสัญชาน  (perception)  ยกเว้นฝ่ายลัทธิจิตนิยมที่ยึดว่าคุณภาพของความรู้ที่เราได้ในโลกนี้จะฝังรากอยู่ในความเป็นอยู่ของชีวิต

2.  ปรัชญาเมธีฝ่ายลัทธิจิตนิยมบางท่านยึดถือว่า  มนุษย์ได้รับประสบการณ์ตรงด้วยตนเอง  เห็นข้อเท็จจริงด้วยตนเอง  ส่วนท่านอื่น ๆ เห็นว่าการที่อยู่ของตนหรืออัตตะ (self) เป็นความจำเป็นที่ต้องใช้การวินิจฉัยหรือลงความเห็นกัน

3.  การมีอยู่ของตน (self)  และการมีอยู่ของโลกรอบ ๆ ตัว จะสามารถปรับให้เข้ากับประสบการณ์ของตนได้  ปรัชญาฝ่ายลัทธิจิตนิยมเชื่อว่าความแท้จริง  (reality)  ก็คือ “ตน  หรืออัตตะ”  (self)

4.  ดดยที่ไม่มีสิ่งใดที่จะคงอยู่ได้โดยปราศจากความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับสิ่งอื่นหรือบุคคลอื่น ๆ ปรัชญาเมธีฝ่ายลัทธิจิตนิยมหลายท่านจึงเชื่อว่าความแท้จริงต้องรวมกันเป็นระบบร่วม  (total  system)  ตามหลักของเหตุผล  เป็นจิตสากล  (universal  Mind)

6. ลัทธิสัจนิยม (realism) ในปรัชญาสาขาญาณวิทยากับการศึกษา

แนวปรัชญาลัทธินิยมนี้  เชื่อในโลกแห่งสรรพสิ่ง  หรือโลกแห่งวัตถุ  (material  world)  ที่จิตของมนุษย์มีความรู้สึกอ่อนไหวกับโลกของวัตถุเหล่านี้  โดยเกี่ยวข้องกับมนุษย์ใน 2 ลักษณะที่สำคัญ คือ

  1. สิ่งที่เป็นความจริงที่สุดก็คือความคิด (ideas) ที่มนุษย์มีต่อวัตถุ  และ
  2. สิ่งเป็นจริงที่สำคัญที่สุดก็คือวัตถุที่ความเป็นจริงในตัวของมันเอง

ตามที่ได้กล่าวแล้วว่า  Socrates  ถือว่ามนุษย์เป็นมาตรการสำหรับวัดทุกสิ่ง  (Man is  the  measure  of  all  things)  ดังนั้น ท่านจึงถือว่าความรู้ก็คือสิ่งที่มนุษย์เกิดสัญชาน  (perception)  ซึ่งหมายถึงว่าสรรพสิ่งที่เป็นจริงตามที่มนุษย์ได้รับว่ามันเป็นอะไร  คือเป็นจริงตามที่มันมีอยู่  แต่โดยที่สิ่งทั้งหลายรวมทั้งมนุษย์ด้วยมีการเปลี่ยนแปลงหรือเคลื่อนย้ายได้ ดังนั้น  Socrates  จึงเห็นว่า  เหตุผลหรือการใช้เหตุผลเกี่ยวกับโลกแห่งวัตถุจะต้องขึ้นกับการเปลี่ยนแปลง  (change)  และการกลับกลาย  (becoming) เป็นผลภายหลังจากการเปลี่ยนแปลง  แต่สิ่งทั้งหลายที่มนุษย์ได้โดยผ่านสัญชานนี้  ต้องการช่วงระยะเวลาหนึ่งที่คงที่ที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง  เพื่อแสดงความเป็นอยู่ของตัวมันเอง  ทั้ง ๆ ที่ไม่มีอะไรในโลกแห่งวัตถุที่ปรากฏแก่ความรู้สึกต่างๆ ของมนุษย์จะไม่อยู่คงที่ (static) แต่มันจะเปลี่ยนแปลงไปเป็นสิ่งอื่น  แม้ในขณะที่เราเกิดสัญชานก็ตาม  ดังนั้น  เราก็ไม่อาจกล่าวได้ว่า  สรรพสิ่งเป็นเช่นนั้นเช่นนี้  หรือไม่ใช่เเช่นนั้นหรือเช่นนี้

Plato  ได้สรุปว่า ความรู้คงอยู่และสามารถชี้ได้ว่าเป็นความรู้โดยลักษณะ 4 ประการ คือ โดยสัญชาน  (Perception)  สัจะ (truth) ความเข้าใจ (understanding)  และเหตุผล  (reason)

แนวปรัชญาฝ่ายลัทธิสัจนิยมนี้คัดค้านความคิดของ  Kant  ในเรื่องที่ว่าจิตเป็นตัวกำหนดประเภทต่าง ๆ (categories)  จองความรู้สึกเอง  แต่แนวปรัชญาฝ่ายลัทธิสัจนิยมนั้นตรงกันข้าม  คือจะถือว่าโลกที่เราเกิดสัญชาน  (Perception) นี้  ไม่ใช่โลกที่จิตของเราสร้างขึ้นมาใหม่  แต่เป็นโลกที่มันเป็นจริงของมันอยู่แล้ว  เช่นนั้น  โดยยอมรับเอาธรรมชาติวิทยา (natural  science)  ที่ให้ภาพพจน์ของโลกตามความเป็นจริงที่เราได้ประสบอยู่ทุกวัน  ซึ่งฝ่ายลัทธิจิตนิยมจะใช้จิตเป็นเครื่องมือในการเกิดสัญชาน  ส่วนฝ่ายลัทธิจิตนิยมจะยึดเอาประสบการณ์กับสิ่งที่มีอยู่เป็นเครื่องมือให้เกิดสัญชาน (Perception)

ปรัชญาแนวนี้ถือว่าความคิด  (ideas)  จะเป็นจริงก็ต่อเมื่อความคิดนั้นได้โต้ตอบ  (corresponds)  กับสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นโลกนอกตัวมนุษย์อย่างมีความหมาย เราจะรู้ว่าข้อสมมติฐานเกี่ยวกับโลกไม่เป็นจริง  ก็เพราะว่าเรานำข้อสมมติฐานนั้นมาปะติดปะต่อเข้ากับความรู้  ถ้าความรู้ใหม่ปะติดปะต่อเข้ากับความรู้เก่า  และเกิดโต้ตอบกัน  อะไรก็ตามที่เกิดเป็นเนื้อหาสาระจากการปะติดปะต่อนั้น  จะไม่ใช่การสร้างความจริงหรือสัจจะ (truth)  แต่มันจะเป็นเรื่องของสองทฤษฎีหรือมากกว่ามาสัมพันธ์กับโลกและโต้ตอบกับสรรพสิ่งในโลก  ซึ่งจะมีการรับรองสนับสนุนต่อกันและกัน

โดยมีแนวปรัชญาฝ่ายลัทธิจิตนิยมนี้  ยึดเอาความรู้ที่แท้จริงเป็นความรู้ซึ่งมีการโต้ตอบกับโลกที่มันเป็นอยู่เอง  ในช่วงระยะของมนุษยชาติบนพื้นพิภพนี้ได้มีการสะสมความรู้  ซึ่งความจริงและสัจจะของความรู้เหล่านี้ได้รับการยืนยันซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าเป็นความจริงและมีสัจจะ  ดังนั้น หน้าที่ของโรงเรียนที่สำคัญที่สุดตามแนวคิดของปรัชญาฝ่ายนี้  ก็คือการรับผิดชอบที่จะเลือกสรรความรู้ให้กับผู้ที่กำลังเจริญวัยขึ้นความรับผิดชอบหลักประการแรกจึงอยู่ที่ครูเป็นผู้ถ่ายทอด  (transmitter) ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรมและความรู้ที่มีการสะสมกันเอาไว้แต่บรรพบุรุษ  เป็นหน้าที่ของครูที่จะตัดสินเลือกเนื้อหา  การให้นักเรียนเรียนในชั้นนักเรียนไม่มีส่วนร่วมด้วยในเรื่องนี้  และถ้าสามารถทำให้เนื้อหาวิชาความรู้เป็นที่สนองความต้องการและความสนใจของนักเรียนได้ก็จะเป็นการดี  แต่ประการหลังนี้ก็มีความสำคัญเป็นรอง  เพราถือว่า การยึดเนื้อหาวิชาที่วางไว้เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว  และต้องเรียนรู้ให้ได้  การสอนจึงมุ่งที่เนื้อหาวิชาเป็นเป้าหมายปลายทาง  และการสนองความต้องการและความสนใจของนักเรียนเป็นเพียงวิธีการเสริมเท่านั้น

7. ลัทธิปฎิบัตินิยม (pragmatism) ในปรัชญาสาขาญาณวิทยากับการศึกษา

ปรัชญาฝ่ายลัทธิปฏิบัตินิยมนี้  เคยมีผู้เข้าใจผิดว่า Dewey เป็นผู้ริเริ่ม  แต่ความเป็นจริงแล้วหาใช่เช่นนั้นทีเดียวไม่  ในช่วงศตวรรษที่ 19  การศึกษาของสหรัฐอเมริกาได้รับอิทธิพลจากปรัชญาเมธีชาวเยอรมันเต้มตัว  ปรัชญาเมธีผู้นั้นก็คือ Johann  Friedrick  Herbart (ค.ศ.1776-1841) ผู้ซึ่งมีความเชื่อว่าร่างกาย  (body)  และวิญญาณ (soul)  ของมนุษย์มีรวมกันตั้งแต่เกิด  แต่จิต  (mind)  ไม่เป็นเช่นนั้น  จิตมีขึ้นโดยการพัฒนาจากประสบการณ์การศึกษา  และเพื่อจะเข้าใจว่าจิตเป็นอะไรก็จำเป็นต้องทำความกระจ่างในเรื่องธรรมชาติของความคิด  (idea) เสียก่อน  Herbart เห็นว่าการศึกษาเป็นเรื่องของการสร้างจิต  (mind  building) ขึ้นมา  มากกว่าที่จะเป็นเรื่องของการฝึกฝนจิตใจ  (mind  training)  และสิ่งนี้เป็นจุดหมายปลายทางของการศึกษา  ในเรื่องการสร้างจิตนี้  Herbart  หมายถึงการสร้างให้มีวัฒนธรรม   (culture)  มีศีลธรรม  มีศาสนา  และมีความเป็นมนุษย์

อิทธิพลของปรัชญาการศึกษาของ Herbart  ได้มีอิทธิพลที่ทำให้เกิดการเปลี่ยแปลงในหลักสูตรและการสอนของสหรัฐอเมริกา  เริ่มตั้งแต่ระยะปี  ค.ศ. 1930  เป็นต้นมา  จนกระทั่งเริ่มมาเสื่อมลงในขณะที่ปรัชญาฝ่ายลัทธิปฏิบัตินิยมเริ่มได้รับความสนใจอย่างกว้างขึ้น  นำโดย  William James  และ  John  Dewey  ซึ่งแนวปรัชญาลัทธิปฏิบัตินิยมของทั้งสองท่านนี้ปฏิบัติแนวปรัชญาการสร้างจิต  (mind  building)  ของ Herbart

ความจริงแล้ว  แนวคิดปรัชญาฝ่ายลัทธิปฎิบัตินิยมนี้เริ่มกำเนิดขึ้นโดยปรัชญาเมธีชื่อ  Charles  Sanders  Peirce  (1839-1914)  Peirce  เป็นผู้ให้แนวคิดของวิธีการของความรู้  ซึ่งเป็นผู้ให้ชื่อว่า  “pragmatism” ซึ่งต่อมา  James  และ  Dewey ได้พัฒนาแนวคิดของ  Peirce นี้ จนได้รับความนิยมและนำไปสู่การปฏิบัติในด้านการศึกษา  จนทำให้ปรัชญาเมธีสองท่านนี้ได้รับการยกย่อง  และได้รับความนิยมว่าเป็นทั้งนักปราชญ์และนักศึกษาที่รู้จักกันทั่วโลก

แนวความเชื่อของปรัชญาฝ่ายลัทธิปฏิบัตินี้ตั้งอยู่บนรากฐานของการปฏิบัติหรือกิจกรรม  (activity)  ซึ่ง  Frankena  ได้สรุปหลักการไว้เป็น  4 ประการด้วยกัน  คือ

  1. ความคิด  ความรู้  ทฤษฎีและอื่น ๆ ได้มาจากการปฏิบัติ
  2. ในการที่จะมีความเชื่อในเรื่องใด ๆ จะต้องมีการปฏิบัติ หรือมีกิจกรรมเรื่องอื่น ๆ

ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

  1. ความหมายของสิ่งใด ๆ ก็ตาม  จะเป็นประสบการณ์จากการกระทำในสิ่งนั้น
  2. ในการทดสอบสิ่งใด ๆ ก็ตาม จะเป็นการกระทำเพื่อการทดลองในสิ่งนั้นเท่านั้น

จากหลักการทั้ง  4 ประการนี้ ก็หมายความโดยสรุปว่า  ถ้าบุคคล

ใด ๆ จะเรียนรู้ในสิ่งใดนั้น  ประการแรกบุคคลนั้นต้องมีการปฏิบัติ และการสังเกตผลที่จะเกิดขึ้น  หรือติดตามมา   ต่อจากนั้น จะมีความเห็น (opinion) และความรู้ตามมา  ซึ่งทั้งหมดสรุปได้ว่า  “การเรียนรู้คือการกระทำ” นั่นเอง

การที่ปรัชญาเมธีฝ่ายลัทธิปฎิบัตินิยม  มีหลักความเชื่อใน 4 ประการนี้  สืบเนื่องมาจากมีความเชื่อในเรื่องจิตของมนุษย์ว่ามีความตื่นตัวที่จะสำรวจค้นคว้ามากกว่าจะเป็นฝ่ายรับแต่อย่างเดียว  จิตมนุษย์มิได้ผจญกับโลกซึ่งแยกต่างหากออกไป  แต่โลกเป็นจิตที่รู้ได้  ความจริงไม่ได้อยู่นอกเหนือไปจากการโต้ตอบกับจิตของมนุษย์  เพราะความจริงสำหรับมนุษย์นั้นขึ้นกับความคิดของมนุษย์ที่สามารอธิบายได้  ความรู้ทำให้เกิดมีขึ้นได้โดยการเชื่อมต่อกันระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม  และสัจจะเป็นทรัพย์สินของความรู้  ความคิดของมนุษย์จะเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อมันได้ถูกใช้หรือได้ทำงาน  James  มีความเชื่อว่า  ความคิดของมนุษย์จะเป็นจริงก็ต่อเมื่อผลที่ตามมาเป็นที่พอใจสำหรับบุคคลที่มีความคิดนั้น  Dewey และ Peirce  ให้ความเห็นไว้ว่า  ความคิดของมนุษย์จะเป็นจริงก็ต่อเมื่อผลที่ตามมาเป็นที่พอใจตามที่ตั้งจุดมุ่งหมายไว้  และสามารถทอดสอบได้โดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์  ดังนั้น  ปรัชญาฝ่ายลัทธิปฏิบัตินิยมนี้  จึงยึดถือว่าสัจจะ  (truth) ของความคิดขึ้นอยู่กับผลที่จะเกิดตามมา  ซึ่งสังเกตได้ตามจุดมุ่งหมาย  เมื่อนำความคิดนี้ลงสู่การปฏิบัติ

ปรัชญาฝ่ายนี้ยังยึดถือด้วยว่า  วิธีการของปัญญาเป็นวิถีทางของความคิดที่จะแสวงหาความรู้  เช่น เมื่อเราหยิบยกเอาปัญหาหนึ่งขึ้นมา  เราจะตั้งข้อสมมติฐานเพื่อแก้ปัญหานั้นด้วยปัญญา ข้อสมมติฐานที่จะแก้ปัญหาอย่างบรรลุผลดีนั้น  จะเป็นข้อสมมติฐานที่อธิบายความจริงต่าง ๆ ของปัญหา  และที่เป็นพื้นฐานสำหรับข้อสมมติฐานสำหรับปัญหาต่อๆ ไป

สำหรับครู  ตามแนวคิดของปรัชญาฝ่ายนี้  จะมีหน้าที่สร้างสถานการณ์การเรียนรู้  (learning  situations)  ของปัญหาเฉพาะอย่างเพื่อที่จะแก้ปัญหานั้น  อันจะเป็นทางทำให้นักเรียนได้มีความเข้าใจสังคมและสภาพแวดล้อมของเขา  ครูและนักเรียนจะร่วมกันแก้ปัญหาที่สนใจร่วมกัน  เนื้อหาวิชาที่เรียนต้องมีความหมายให้นักเรียนได้นำไปใช้และปฏิบัติได้  และต้องสนองความต้องการ  และความสนใจของนักเรียนด้วย  ครูมีหน้าที่ส่งเสริมให้นักเรียนอย่างน้อย 3 ประการดังนี้  คือ

  1. ให้นักเรียนได้เรียนในสิ่งที่นักเรียนอยากรู้อยากเห็น (curious)
  2. ส่งเสริมให้นักเรียนมีความอยากรู้อย่างเห็นในเนื้อหาวิชา เช่น วิทยาศาสตร์  วรรณ

คดี  และประวัติศาสตร์  เป็นต้น

  1. กฎและคำสั่งสอนเป็นสิ่งสำคัญ  เพราะครูอาจไม่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ครูส่ง

เสริมให้นักเรียนทำตามความพอใจของนักเรียนเอง

ดังนั้น  หลักใหญ่ในการสอนของครูตามแนวปรัชญาฝ่ายนี้  ก็คือนักเรียนจะเรียนในสิ่งที่

ตนอยากรู้อยากเห็น  ครูต้องเร่งเร้าให้นักเรียนเกิดความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับวิชาที่นักเรียนจะเรียน

อ้างอิง : เมธี  ปิลันธนานนท์. 2523. ปรัชญาการศึกษาสำหรับครู. กรุงเทพฯ :  ไทยวัฒนาพานิช.

About these ads

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

 
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: